- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเซียนอันดับหนึ่ง
- บทที่ 15 ขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสจ้าว
บทที่ 15 ขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสจ้าว
บทที่ 15 ขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสจ้าว
บทที่ 15 ขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสจ้าว
“พี่ใหญ่ จะมัวเสียเวลาพูดกับพวกนางไปทำไม จับตัวส่งให้มหาอาจารย์เสีย”
หนิงเซี่ยองค์ชายรองสะบัดมือ กองทัพอากาศาวายุเพลิงพลันพุ่งตรงเข้าหาหลิวเหยาและหานหลิงเอ๋อร์พร้อมแรงกดดันไร้เทียมทาน
เปลวเพลิงของกองทัพอากาศาวายุเพลิงราวกับจะระเหยผืนฟ้าให้มลาย มวลเพลิงไร้สิ้นสุดลุกโชนไปทั่วฟ้า
“ไม่ดีแล้ว อย่าให้กองทัพอากาศาวายุเพลิงทำลายค่ายกลป้องกันนิกายของเราได้”
หลิวเหยากับหานหลิงเอ๋อร์เห็นสถานการณ์แล้วรีบทะยานหลบหนีไปทันที
“คิดจะหนีรึ” หนิงเซี่ยแค่นเสียงเย็นชา
เขาสะบัดมืออีกครั้ง กองทัพอากาศาวายุเพลิงไล่ตามติดไปทันที
ทั้งสองพุ่งหนีไปไกลจนหยุดยืนได้
“ไยไม่หนีต่อเล่า” หนิงโปจ้องพวกนางด้วยแววตาเยียบเย็น
“หนิงโป ข้าเตือนเจ้าด้วยความหวังดี อย่าได้สมรู้ร่วมคิดกับผู้ชั่วเลย”
“เจ้ามีคุณสมบัติจะตักเตือนข้ารึ”
กองทัพอากาศาวายุเพลิงล้อมหลิวเหยากับหานหลิงเอ๋อร์ไว้แน่นหนา
“วันนี้ข้าจะให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสความร้ายกาจของกองทัพอากาศาวายุเพลิง”
ทันทีที่หนิงโปพูดจบ กองทัพอากาศาวายุเพลิงทั้งหมดก็รวมพลังเข้าด้วยกัน
เปลวเพลิงมหาศาลพวยพุ่งจากร่างทหารทุกนาย ไหลรวมกลายเป็นอากาศาวายุเพลิงตนมหึมา
มันแผ่ปีกคำรามก่อนจะพ่นเปลวเพลิงใส่หลิวเหยา
หลิวเหยารู้สึกหายใจติดขัดจากแรงกดดันอันมหาศาลและความร้อนแรงเกินทานทน แต่ตอนนี้นางอยู่ในระดับเฟินเสินขั้นเก้าแล้ว พลังเพิ่มพูนขึ้นหลายเท่า มิหนำซ้ำอีกฝ่ายก็เป็นเพียงเปลวเพลิงแปรสภาพ
“กระบี่หลิวหลี่”
เมื่อทั้งหลิวเหยาและหานหลิงเอ๋อร์ตะโกนพร้อมกัน พลังกระบี่ไม่มีที่สิ้นสุดแผ่กระจายไปรอบกาย
กระบี่พลังเหล่านั้นพุ่งทะลวงใส่อากาศาวายุเพลิงโดยตรง ทำให้มันสลายหายไปในพริบตา
“ระดับเฟินเสินขั้นเก้า”
หนิงโปกับหนิงเซี่ยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
หากไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งระดับเฟินเสินขั้นเก้าก็ยากจะฝ่าอากาศาวายุเพลิงไปได้ พวกเขาคาดไม่ถึงเลยว่านิกายเล็กอย่างหลิวหลี่จะมีผู้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
“ไปกันเถอะ เราจะพาหนิงไห่ไปพบกับผู้อาวุโสจ้าว”
แม้หลิวเหยาจะใช้กระบวนท่าฝ่าเปลวเพลิงมาได้ แต่นางก็ตระหนักว่ากองทัพอากาศาวายุเพลิงนั้นแข็งแกร่งเหนือคาด ตนเพียงแค่ต้านทานได้ชั่วครู่ หากยื้อยาวเกรงว่าจะพ่ายแพ้ในไม่ช้า
ทั้งแคว้นหนิง เกรงว่ามีเพียงผู้อาวุโสจ้าวแห่งขุนเขาหมื่นอสูรเท่านั้นที่จะต่อต้านนิกายเพลิงอัคคีได้
หลิวเหยากับหานหลิงเอ๋อร์รีบนำหนิงไห่และอีกสองคนบินตรงไปยังขุนเขาหมื่นอสูร
“หึ คิดจะหนี? พวกเจ้าหนีได้รึ”
หนิงโปโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ พวกเขาได้รับมอบหมายภารกิจจากนิกายเพลิงอัคคี หากงานเล็กน้อยเช่นนี้ยังทำไม่สำเร็จ แล้วจะมีหน้าวางตัวในนิกายได้อย่างไร?
“ตามไป”
หนิงโปและหนิงเซี่ยนำกองทัพอากาศาวายุเพลิงติดตามไปทันที
กลางเวหา เมฆเพลิงมหึมาค่อย ๆ เร่งรุดไปยังเบื้องหน้า
ทุกหนทุกแห่งที่กองทัพนี้ผ่านพ้น อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นหลายสิบองศา พืชพรรณร่วงโรย
“นั่นใช่กองทัพอากาศาวายุเพลิงหรือไม่?”
“กองทัพอากาศาวายุเพลิง นั่นคือกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของแคว้นหนิง”
“แต่กองทัพนี้มิได้ประจำอยู่ในเมืองหลวงหรอกหรือ ไยจึงมาปรากฏที่นี่”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นทั่วท้องนภา ก่อนจะมีผู้คนตะโกนออกมา
“ดูสิ เบื้องหน้ากองทัพเหมือนจะมีคน”
ทุกสายตาจับจ้องไปข้างหน้า
ก่อนหน้านี้ทุกคนมัวแต่ตกตะลึงกับกองทัพจนลืมมองผู้ที่อยู่ด้านหน้า ครั้นมีคนชี้ให้เห็นจึงตระหนักได้ทันที
“นั่นใครกันแน่ ถึงกับทำให้กองทัพอากาศาวายุเพลิงต้องไล่ล่า”
“นั่นมันเจ้านิกายหลิวหลี่กับนักพรตหญิงศักดิ์สิทธิ์และองค์ชายสามหนิงไห่”
“ว่าอย่างไรนะ เป็นคนของนิกายหลิวหลี่กับองค์ชายสาม แล้วเหตุใดกองทัพถึงไล่ฆ่าราชนิกูลกันเอง”
ไม่มีผู้ใดเข้าใจ เหตุใดกองทัพของแคว้นจึงไล่ฆ่าผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง
ณ นิกายเพลิงอัคคี ฮั่วเต๋อนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงส่งในท้องพระโรง
“ขอรายงานเจ้านิกาย ยามนี้ทั้งแคว้นหนิง เหลือเพียงราชวงศ์หนิงกับนิกายหลิวหลี่เท่านั้นที่ยังไม่ยอมจำนนต่อเรา”
ศิษย์นิกายเพลิงอัคคีผู้หนึ่งคุกเข่ารายงาน
ทว่าฮั่วเต๋อไม่ได้แสดงความยินดีแต่อย่างใด เขาย่อมทราบดีว่าผู้อาวุโสเบื้องหลังนิกายหลิวหลี่นั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
ต่อให้เขาแข็งแกร่งเพียงใดก็ยากต้านทาน เกรงว่าจะต้องพึ่งพานายเหนือหัวของตนอีกครา
“รายงาน ไม่ทราบเหตุใด กองทัพอากาศาวายุเพลิงของราชวงศ์หนิงกลับไล่ล่านิกายหลิวหลี่กับองค์ชายสามหนิงไห่”
“เจ้านิกายหลิวหลี่กำลังหลบหนีสู่ขุนเขาหมื่นอสูร”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าฮั่วเต๋อก็เปลี่ยนทันที เขาครุ่นคิดสักครู่ก่อนจะหายวับไปราวภูตผี
เขาจะไปดูให้รู้แน่ชัดว่าผู้อาวุโสเบื้องหลังนิกายหลิวหลี่นั้นเก่งกาจเพียงใด
“เจ้านิกายหลิวเหยา ข้างหน้านั่นคือขุนเขาหมื่นอสูรแล้ว” หนิงไห่มองเห็นขุนเขาที่อยู่ไม่ไกลนัก สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกนางจึงมุ่งหน้าไปยังที่อันตรายถึงเพียงนั้น
ขุนเขาหมื่นอสูรคือดินแดนต้องห้ามแห่งทวีปหลิงอู่ มิเคยมีผู้ใดเข้าไปแล้วรอดกลับมาได้
“องค์ชายสาม ขุนเขาหมื่นอสูรนี้ มีผู้อาวุโสอยู่ท่านหนึ่ง น่าจะสามารถช่วยชีวิตท่านได้” หลิวเหยาอธิบายพลางบินตรงเข้าไป
หนิงไห่ได้ฟังยังคงไม่อยากเชื่อเพราะตอนนี้จินตันของเขาแตกสลายไปแล้ว กลายเป็นคนไร้พลังโดยสมบูรณ์ ใต้หล้าไหนเลยจะมีสิ่งใดเยียวยาเขาได้
หานหลิงเอ๋อร์เห็นสีหน้าไม่เชื่อขององค์ชายก็อธิบายว่า “องค์ชายสาม ผู้อาวุโสผู้นั้นมีพลังเกินจินตนาการของเรา ข้าเองเมื่อคราก่อนจินตันแตกสลายก็ได้รับการช่วยเหลือจากท่าน”
“ว่าอย่างไรนะ”
หนิงไห่ตกใจยิ่งนัก มองหน้าหานหลิงเอ๋อร์อย่างมีความหวัง
ยามนี้ หุบเขาลึกลับแห่งขุนเขาหมื่นอสูรกลับมิได้หายไปแต่อย่างใด
หลิวเหยาพาหนิงไห่พุ่งเข้าสู่หุบเขาในทันใด
ด้านนอก หนิงโปกับหนิงเซี่ยนำกองทัพมาถึง
“พี่ใหญ่ พวกมันหนีเข้าขุนเขาหมื่นอสูรไปแล้ว จะเอาอย่างไรดี” หนิงเซี่ยถาม
หนิงโปก็รู้สึกประหลาดใจ เขาคาดไม่ถึงว่าหลิวเหยาจะกล้าเสี่ยงชีวิตเช่นนั้น
“ไล่ตามเข้าไป หัวของหลิวเหยากับหานหลิงเอ๋อร์คือของกำนัลแรกเพื่อเข้าสู่นิกายเพลิงอัคคี พวกเราต้องฆ่าพวกมันให้ได้”
ทั้งสองนำกองทัพบุกเข้าไปในขุนเขาหมื่นอสูรโดยไม่ลังเล
ทันทีที่พวกเขาเข้าไป ฮั่วเต๋อก็มาถึงบริเวณนอกหุบเขา
เขาจ้องเข้าไปอย่างลึกซึ้ง คิดจะตามเข้าไปแต่ก็ลังเล
ยามนึกถึงกระบี่มารที่ถูกกดไว้ได้อย่างง่ายดาย เขาก็ใจฝ่อจนไม่กล้าขยับ
สุดท้ายเพียงยืนรอผลลัพธ์อยู่ภายนอก
ณ หมู่บ้านเหล่าปิ่ง จ้าวเสี่ยวเป่ยเพิ่งกินข้าวกลางวันเสร็จ กำลังจูงเสี่ยวเฮยเดินเล่น
ชาวบ้านต่างก็รู้จักเขาดี
“เสี่ยวเป่ย มานี่สิ มาเล่นหมากรุกกับพวกเราหน่อย” ตาเฒ่าหลายคนที่กำลังเล่นหมากรุกพากันเรียกเขา
จ้าวเสี่ยวเป่ยตาเป็นประกาย “ได้เลย ท่านตาให้ข้ามานะ”
แล้วเขาก็ลูบหัวเจ้าเสี่ยวเฮยเบา ๆ “เจ้าไปเล่นเองเถอะ เจ้านายของเจ้าจะไปเล่นหมากรุกแล้ว”