- หน้าแรก
- นั่งชมเซียนเอนเอียง
- บทกระบี่สะบั้นเมฆาคราม ตอนที่ 142 ท่วงท่าสง่างาม สีหน้าเรียบเฉย
บทกระบี่สะบั้นเมฆาคราม ตอนที่ 142 ท่วงท่าสง่างาม สีหน้าเรียบเฉย
บทกระบี่สะบั้นเมฆาคราม ตอนที่ 142 ท่วงท่าสง่างาม สีหน้าเรียบเฉย
วันนี้น้องเค้นจักระในการแปลสุดๆ เปลี่ยนคำแบบเกือบจะยกแผง เพื่อความลื่นไหลและไหลลื่น สะดุดขัดตรงไหนคือตอนนั้นของหมด
5555555555555555555
อ่านก่อนน้า อย่าเพิ่งด่ากันนนนน ลุยงับบบบบ
……….
"โธ่เอ๊ย ศิษย์ผู้นี้ช่างไม่ธรรมดา..."
ใต้ลานหยกขาว เฉาจิ้นซงมองจี้โยวบนเวที อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา
อันที่จริง การประลองช่วงแรก อาจารย์เฉาไม่กล้าดู ได้แต่หันหน้าไปฟังเสียงพูดคุยรอบๆ
จนกระทั่งจี้โยวใช้กระบี่สำเร็จครั้งแรก แทงเสื้อของฉู่เหอขาด เขาก็หันกลับมามองด้วยความใจหายใจคว่ำ
[วิชากลืนฟ้ากลั่นสวรรค์] ของฉู่เหอแข็งแกร่งเกินไป นี่เป็นสิ่งที่เขายืนยันได้ตั้งแต่ตอนที่เห็นอีกฝ่ายใช้กระบี่ฟันตู้จู๋แล้ว
ดังนั้นเขาจึงเตรียมธงขาวไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อโยนเข้าไปในสนามประลองเป็นการยอมแพ้ แต่ไม่ได้บอกจี้โยว เพียงแค่เตือนเขาว่าอย่าแบกรับภาระมากเกินไป จงใช้กระบี่ให้เต็มที่
ในสายตาเขา ไม่ว่าจะเป็นสำนักใน หรือตระกูลใหญ่ ล้วนไม่สำคัญเท่าชีวิต
เพราะถ้าตายไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรหลงเหลือ
ผู้บำเพ็ญเพียรบ้านนอกต่อสู้กับเพียงแค่ฉู่เหองั้นหรือ? ไม่ใช่ แต่เป็นตระกูลฉู่แห่งโยวโจวที่มีรากฐานนับพันปีต่างหาก
ดังนั้นการโยนธงขาวยอมแพ้น่าอายหรือไม่? ไม่ ไม่เลยสักนิด
แต่แม้กระทั่งตัวเขาที่เป็นอาจารย์ก็คาดไม่ถึงว่า "ศิษย์ผู้นี้ช่างไม่ธรรมดา" ที่เขาพามาจากเมืองอวี้หยาง จะเติบโตมาถึงขั้นนี้ได้ในเวลาเพียงหนึ่งปี
เฉาจิ้นซงได้สติ มองไปยังทิศทางที่ฉู่เหอกระเด็นตกลงไป
บุตรชายคนที่สองของตระกูลฉู่ใช้พลังของ [วิชากลืนฟ้ากลั่นสวรรค์] ต้านทานกระบี่เจ็ดเล่ม จากนั้นก็โดนกระบี่เจ็ดเล่มฟันกระเด็น ตอนนี้เลือดท่วมตัว กลับยังคงยืนหยัดขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่ง ยืนนิ่งเฉย
ส่วนคนตระกูลฉู่ตอนนี้ได้ลุกออกจากที่นั่งแล้ว โดยเฉพาะบ่าวชราที่ติดตามฉู่เหอ ขมวดคิ้วแน่น เดินมาอยู่ตรงหน้าคุณชายของตน พาเขากลับไปยังที่นั่งของตระกูลฉู่
เห็นภาพนี้ ทุกคนอดไม่ได้ที่จะมองหน้ากัน
ความแข็งแกร่งของ [พันเงาพราง] พวกเขาเห็นกับตา ไม่คิดว่าฉู่เหอนอกจากเลือดอาบทั่วร่างแล้ว จะดูเหมือนไม่เป็นอะไรเลย
ส่วนจี้โยวตอนนี้ยืนถือกระบี่อยู่กลางสนาม ค่อยๆ หลับตาลงเพื่อตั้งสติ พร้อมกับสูดลมหายใจนำพลังปราณกระจายไปทั่วร่าง
"ยังเหลืออีกสองรอบ ฉู่เหอจะสู้อย่างไร?"
"ความลึกล้ำของรากฐานตระกูลฉู่พวกเราจะคาดเดามั่วๆ ได้อย่างไร? ฉู่เหอต้องมีไพ่ตายซ่อนไว้อีกแน่ เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้หมดตั้งแต่รอบแรก"
"แค่รอบแรกก็สู้กันขนาดนี้แล้ว อีกทั้งยังมีไพ่ตายอีก พวกเราฝึกเซียนแบบเดียวกันจริงๆ หรือ?"
"ชัดเจนว่าไม่เหมือน วิชาที่พวกเขาทำได้ เจ้าทำได้อันใดบ้าง?"
"แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ จะมีคนตายเอา..."
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ผู้คนที่ได้สติต่างคาดหวังกับการประลองอีกสองรอบที่เหลือมากยิ่งขึ้น
ทว่า เวินเจิ้งซินและคนอื่นๆ กลับรู้สึกกังวล กลัวว่าฉู่เหอจะสามารถนำวิชาที่เหลือเชื่อออกมาได้อีก
เพราะพวกเขารู้ว่าวิถีกระบี่ที่ศิษย์น้องจี้เรียนมาจากสำนักกระบี่วิญญาณมีเพียง [พันเงาพราง], [สะบั้นเวหา] และ [ย้อนมายา]
ในรอบแรกเมื่อครู่ เขาใช้กระบี่ทั้งสามท่าจนหมดถึงจะเอาชนะฉู่เหอได้ แต่หากอีกฝ่ายยังมีไพ่ตายอื่นอีก ย่อมต้องทำให้ศิษย์น้องจี้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ หลังจากนั้นไม่นาน จี้โยวก็ลืมตาขึ้น แสงสีทองในดวงตาจางหายไป จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินลงจากเวที มาอยู่ต่อหน้าผู้ดูแลหอกิจการทั้งสามคน
"ร่างสูงเจ็ดฉื่อยืนบนเวทีสูง ก้าวลงมาอย่างเชื่องช้า มองไปรอบด้านอย่างองอาจ สายตาดุจพยัคฆ์ สีหน้าเรียบเฉย..."(ประมาณ 2.31 เมตร สูงไปไหมพี่ 55555555555)
"มองจากระยะไกล ท่วงท่าสง่างามไม่ธรรมดา เดินดุจมังกรทะยานดั่งพยัคฆ์ก้าว หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าผู้ดูแลหอกิจการทั้งสาม..."
"มองแผ่นหลัง กล้ามเนื้อกระดูกแข็งแรง พลังปราณและโลหิตดุจสายรุ้ง ซ่อนพลังอันยิ่งใหญ่..."
ศิษย์สำนักกระบี่วิญญาณเขียนไม่หยุด เขียนเต็มหน้ากระดาษอย่างคล่องแคล่ว
ส่วนทางขวา ศิษย์อีกคนกำลังจับแท่งถ่านวาดภาพอย่างรวดเร็ว ถ่ายทอดลักษณะเด่นของบุคคลสำคัญในฉากนี้ออกมาได้เจ็ดแปดส่วน
จากนั้นทั้งสองก็ส่งต้นฉบับและภาพวาดในมือให้ศิษย์หญิงคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งในมือของนางตอนนี้มีเอกสารกองหนาอยู่แล้ว
องค์หญิงฉางเล่อแห่งตำหนักอ๋องฉงยืนอยู่ตรงหน้าศิษย์หญิงผู้นั้น จ้องมองต้นฉบับและภาพวาดอยู่นาน: "เอ่อ ขอถามนามแม่นางได้หรือไม่?"
"ศิษย์สำนักในยอดเขากระบี่ลึกลับ จั๋วหว่านชิว"(ขอกลับมาใช้คำเดิมนะครับ หาคำแปลที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว)
"แม่นางจั๋ว อันที่จริงข้าก็เป็นศิษย์สำนักกระบี่วิญญาณเช่นกัน เพียงแต่เพราะเป็นเชื้อพระวงศ์ จึงได้แต่ฝึกฝนอยู่ในเมืองหลวง ว่าไปแล้ว พวกเราก็ถือว่าเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน"
จั๋วหว่านชิวมองนางแวบหนึ่ง พลางกุมภาพวาดและต้นฉบับไว้แน่น: "ข้ารู้ว่าท่านคือองค์หญิงฉางเล่อ มีสิ่งใดก็กล่าวมาตรงๆ เถิด"
องค์หญิงฉางเล่อยิ้มบางๆ ก้มหน้าเล็กน้อยกล่าวว่า: "จะอนุญาตให้ข้าหาจิตรกรมาคัดลอกภาพวาดและต้นฉบับนี้ไว้สักชุดได้หรือไม่"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าสตรีจากตระกูลเชื้อพระวงศ์ที่อยู่รอบๆ รวมถึงตัวแทนจากนิกายอื่นต่างพากันมองมา
ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่รู้ว่าศิษย์สำนักกระบี่วิญญาณกำลังเขียนและวาดอะไรอยู่ที่นี่ ตอนนี้เมื่อเห็นตัวอักษรมากมาย และนักกระบี่เปลือยท่อนบนบนกระดาษ ก็รู้สึกเสียดายขึ้นมา
ภาพเมื่อครู่นี้ ควรค่าแก่การเก็บรักษาไว้ตลอดไปจริงๆ ดังนั้นจึงรีบสนับสนุนองค์หญิงฉางเล่อทันที
จั๋วหว่านชิวได้ยินก็ส่ายหน้า ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด: "ไม่ได้"
องค์หญิงฉางเล่อขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังคงพูดอย่างอดทน: "เงินไม่ใช่ปัญหา หินวิญญาณก็ย่อมได้ ขอเพียงแค่คัดลอกไว้เท่านั้น"
"นี่เป็นความลับของสำนักกระบี่วิญญาณข้า อย่าว่าแต่คัดลอกเลย แม้แต่จะมองเพิ่มอีกสักแวบก็ไม่ได้"
"จี้โยวเป็นศิษย์สำนักเทียนซู วันนี้ก็เป็นการประลองฤดูใบไม้ร่วงของสำนักนอกเทียนซู เหตุใดจึงกลายเป็นความลับของสำนักกระบี่วิญญาณไปได้?"
"เรื่องนี้ ท่านไม่จำเป็นต้องรู้"
จั๋วหว่านชิวคิดในใจ นี่ไม่ใช่ความลับของสำนักกระบี่วิญญาณข้า แต่เป็นความลับของเซียนน้อยของข้าต่างหาก
ก่อนมา เซียนน้อยกำชับเป็นพิเศษว่า วาดเสร็จแล้วให้รีบนำกลับมา ห้ามผู้ใดดูเด็ดขาด
พวกเจ้าได้เห็นร่างกายของท่านเขยของข้าในที่เกิดเหตุก็ถือเป็นบุญวาสนาแล้ว ยังคิดจะเก็บไว้อีก ไม่กลัวกระบี่ของสำนักกระบี่วิญญาณข้าหรือไร
ในขณะนั้น ก็มีเสียงฝีเท้าซ่าๆ ดังมาจากทางเดินบนภูเขา
จั๋วหว่านชิวเงยหน้ามอง ก็เห็นเหอหลิงซิ่วเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เหตุการณ์ที่สำนักเทียนซูไปเยือนสำนักกระบี่วิญญาณเพิ่งผ่านไปไม่นาน ความขัดแย้งระหว่างสองนิกายยังไม่คลี่คลายอย่างแท้จริง
เช่นครั้งนี้ที่เข้ามาชมการประลองในสำนักเทียนซู ศิษย์หอกิจการก็จัดที่นั่งที่ไม่ค่อยดีนักให้แก่สำนักกระบี่วิญญาณของพวกเขา
และก่อนหน้านี้เหอหลิงซิ่วก็พ่ายแพ้ในการประลองที่สำนักกระบี่วิญญาณ ในใจย่อมต้องมีความโกรธเคืองหลงเหลืออยู่ ทำให้จั๋วหว่านชิวอดรู้สึกระแวดระวังไม่ได้
แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงคือ ศิษย์เอกแห่งตำหนักไร้กังวล(ตำหนักอิสระ)ของสำนักเทียนซูผู้นี้ไม่ได้แสดงความเป็นศัตรูออกมา แต่กลับมองไปยังภาพร่างในมือของนาง
"ข้าสั่งให้ศิษย์ลงเขาไปหาจิตรกรแล้ว เดี๋ยวต้องคัดลอกนี่ไว้ชุดหนึ่ง"
"?"
"การประลองฤดูใบไม้ร่วงของสำนักเทียนซูครั้งนี้เหนือความคาดหมายของทุกคน ข้าควรจะเก็บข้อมูลไว้ให้สำนักสักชุด ท้ายที่สุด นี่เป็นเรื่องของสำนักเทียนซูข้า และจี้โยวก็เป็นศิษย์น้องของข้า ต้นฉบับข้าไม่เอา แต่ฉบับคัดลอกข้าต้องเอาชุดหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเจ้าอย่าหวังว่าจะเอามันออกไปได้"
จั๋วหว่านชิวฟังคำพูดที่ชอบธรรมของเหอหลิงซิ่ว อดไม่ได้ที่จะมองต้นฉบับและภาพวาดในมือตัวเอง
เรื่องข้อมูลอะไรนั่นนางไม่เชื่อเลยสักนิด เพราะถึงแม้จะต้องการจริงๆ ก็ควรจะเป็นเรื่องที่หอกิจการตัดสินใจ ไม่ใช่ศิษย์เอกของตำหนักในมาพูดเอง
สรุปแล้ว ก็ยังคงเป็นเพราะของของเซียนน้อยของนางมันน่าลิ้มลองเกินไปนั่นเอง
เซียนน้อยเจ้าขา เซียนน้อย นี่โทษข้าไม่ได้นะ ต้องโทษท่านเขยที่เป็นบุรุษหายนะเสียเอง...
ในขณะเดียวกัน บนลานหยกขาวก็เต็มไปด้วยเสียงจอแจ
ผู้บำเพ็ญเพียรมากมายกำลังใช้โอกาสนี้พูดคุยถึงการต่อสู้เมื่อครู่ และรอคอยการประลองรอบที่สอง
แต่ในขณะนั้น ทุกคนก็สังเกตเห็นว่าหลังจากที่จี้โยวพูดคุยกับผู้ดูแลหอกิจการทั้งสามคนแล้ว ก็เก็บกระบี่ยาวของตน จากไปอย่างสง่างาม ท่ามกลางพลังกระบี่ที่คุกรุ่น ช่างเป็นการเดินดุจมังกรทะยานดั่งพยัคฆ์ก้าว ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า
พร้อมกันนั้น หน้าอกของเฉาจิ้นซงที่อยู่ใต้ลานหยกขาวก็พองขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับสูบลมเข้าไป
เห็นภาพนี้ ศิษย์ที่ยังรอการประลองรอบที่สองต่างอดไม่ได้ที่จะแสดงความงุนงงออกมา ส่วนปานหยางซู เวินเจิ้งซิน เผยหรูอี้ และคนอื่นๆ ก็มองหน้ากัน จากนั้นก็เดินตามไป
ทิศทางที่จี้โยวไปนั้น คือที่พักของเขา สวนหย่าหยวนริมทะเลสาบปี้สุ่ย...
วันที่เจ็ดหลังวันลี่ชิว (วันเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วง) ฝนตกปรอยๆ อีกครั้ง นำพาความเย็นสบายมาสู่เมืองหลวงที่ไอร้อนเริ่มจางหายไป
ศิษย์หอกิจการมาถึงลานหยกขาว พร้อมกับช่างฝีมือจากเมืองหลวง นำทรายและดินมาหนึ่งคันรถ เพื่อปูพื้นอิฐใหม่
ระหว่างนั้นมีศิษย์มากมายเดินผ่าน ต่างอดไม่ได้ที่จะหยุดมอง ด้วยแววตาที่ไม่อาจเข้าใจได้
เพราะเมื่อวานนี้ ณ ที่แห่งนี้ พวกเขาได้เห็นกระบี่เจ็ดเล่มที่องอาจอย่างยิ่ง
เพียงแต่การประลองรอบที่สองและสามที่คาดการณ์ไว้จบลงก่อนที่จะเริ่ม แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไป
จี้โยวกลับไปยังสวนหย่าหยวนริมทะเลสาบปี้สุ่ย ส่วนคนตระกูลฉู่ก็ขึ้นรถม้าจากไปในวันนั้น ไม่มีใครรู้ว่าการประลองฤดูใบไม้ร่วงครั้งนี้จบลงแล้วหรือยัง และไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์ที่ทั้งสำนักจับตามองเหตุใดจึงจบลงอย่างกะทันหัน
"หรือว่าหอกิจการจะให้ฉู่เหอพักฟื้น แล้วค่อยกลับมาสู้ใหม่?"
"ทำเช่นนั้นก็ได้หรือ?"
"หอกิจการลำเอียงอยู่แล้ว หากทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนี้ ข้าก็ไม่แปลกใจเลยสักนิด"
ในระเบียงทางเดินที่อยู่ติดกับทะเลสาบปี้สุ่ย ศิษย์มากมายต่างพูดคุยถึงการต่อสู้ที่จบลงอย่างกะทันหันเมื่อวานนี้ และข้อสันนิษฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดคือ การประลองฤดูใบไม้ร่วงหยุดชั่วคราว เพื่อให้ฉู่เหอกลับบ้านไปรักษาตัว
การคาดเดาเช่นนี้ มาจากการพิจารณาพฤติกรรมที่ผ่านมาของหอกิจการ
หากไม่เป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงไม่ตัดสินผลแพ้ชนะในวันนั้น แล้วประกาศผลออกมา?
ต้องรู้ว่าหลังจากที่ฉู่เหอโดนฟันตกจากลานหยกขาวก็ลุกขึ้นมาทันที เห็นได้ชัดว่ายังสู้ต่อได้ เหตุใดจึงต้องหยุดกะทันหัน
บนทางเดินภูเขาในขณะนั้น ลู่ชิงชิวกำลังกางร่มกระดาษน้ำมัน เดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของหออาจารย์
หลังจากการประลองฤดูใบไม้ร่วงก็คือการรับศิษย์ใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หรือก็คือการรับศิษย์ใหม่เข้าสำนัก
นางมีน้องสาวร่วมอุทรคนหนึ่ง ซึ่งตัดสินใจว่าจะเข้าสำนักเทียนซูในปีนี้ นางมาครั้งนี้ก็เพื่อเรื่องการเข้าสำนักของน้องสาว มาหาอาจารย์หม่าจื้อหย่วนที่รับผิดชอบการรับศิษย์ในแคว้นหยุนโจว
ผลักประตูเดินเข้าไปในหออาจารย์ นางเห็นหม่าจื้อหย่วนกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะ มือซ้ายถือต้นหอม มือขวาถือแป้งเจี๋ยนครึ่งแผ่น
"อาจารย์หม่าทานแค่นี้เองหรือ?"
หม่าจื้อหย่วนเงยหน้ามองนางแวบหนึ่ง: "เพียงพอแล้ว ไม่มีอะไร สองวันนี้เสียทรัพย์ไปหน่อย..."
ลู่ชิงชิว "อ้อ" เสียงหนึ่ง จากนั้นก็เล่าเรื่องน้องสาว เชิญเขาไปยังตระกูลลู่ที่แคว้นหยุนโจว
อันที่จริงเรื่องนี้ตระกูลลู่ได้แจ้งกับหม่าจื้อหย่วนไว้ล่วงหน้าแล้ว และระดับการบำเพ็ญเพียรของน้องสาวลู่ชิงชิวก็ดีจริงๆ มีพรสวรรค์เพียงพอที่จะเข้าสำนักได้
หลังจากทั้งสองตกลงเรื่องการรับศิษย์แล้ว ลู่ชิงชิวก็กำลังจะลุกขึ้นจากไป แต่ก่อนไปก็อดไม่ได้ที่จะหยุดแล้วหันกลับมา: "อาจารย์ การประลองฤดูใบไม้ร่วงเป็นอย่างไรบ้าง? ยังจะแข่งต่อหรือไม่?"
หม่าจื้อหย่วนเงยหน้ามองนาง: "ไม่แข่งแล้ว จี้โยวชนะแล้ว คาดว่าก่อนการรับศิษย์ใหม่ก็คงจะเข้าสำนักในแล้ว"
ลู่ชิงชิวอ้าปากเล็กน้อย แววตาฉายความประหลาดใจ: "แต่เหตุใดรอบที่สองจึงไม่แข่ง?"
"เพราะแข่งต่อไม่ได้แล้ว"
การประลองบนเวทีของการประลองฤดูใบไม้ร่วงเป็นระบบชนะสองในสามก็จริง แต่ก็มีข้อยกเว้น
เช่น ตู้จู๋ที่โดนฉู่เหอฟันตกเวทีด้วยกระบี่เดียว เขาก็เป็นฝ่ายยุติการท้าประลองเอง ดังนั้นจึงไม่มีการประลองรอบที่สอง
หม่าจื้อหย่วนกัดแป้งเจี๋ยนคำหนึ่ง: "ในสำนักลือกันว่าคุณสมบัติของจี้โยวสามารถสืบทอดทางสายเลือดได้ แม้จะไม่รู้ว่าจริงเท็จ แต่จากความแข็งแกร่งที่เขาแสดงออกมาก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ทุกอย่างแล้ว ชิงชิว เจ้าลองคิดดู คนแบบนี้ไม่ควรพลาด"
"แต่... เขา... เขาชนะได้อย่างไร?"
"เพราะกระดูกมือทั้งสองข้างของฉู่เหอ...หักหมดแล้ว"
(จบตอน)
……..
พี่จี้มาตึงตั้งแต่หัววัน 555555555555555555555555555555