- หน้าแรก
- นั่งชมเซียนเอนเอียง
- ภัยพิบัติมาจากซากโบราณ บทที่ 61 สิบวันบรรยาย (ตอนต้น)
ภัยพิบัติมาจากซากโบราณ บทที่ 61 สิบวันบรรยาย (ตอนต้น)
ภัยพิบัติมาจากซากโบราณ บทที่ 61 สิบวันบรรยาย (ตอนต้น)
ในป่าที่เงียบสงบ จี้โยวได้พักผ่อนและฟื้นฟูจิตใจ
กระบวนการนี้กินเวลานานเกือบชั่วโมง
ในขณะนั้นเอง เขาก็รู้สึกถึงพลังที่แปลกประหลาดค่อยๆ แพร่กระจาย ราวกับว่ากำลังหลอมรวมเข้ากับสวรรค์และโลก บ้าคลั่งและวุ่นวาย
ตอนนี้เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น นั่งเงียบเฉยเมย ราวกับวิญญาณยังไม่กลับเข้าร่าง
จนกระทั่งประสาทสัมผัสทั้งเจ็ด ได้แก่ การดมกลิ่น การมองเห็น การรับรส การได้ยิน การสัมผัส และสัญชาตญาณ ค่อยๆ ฟื้นคืนชีพ ดวงตาของเขาก็ค่อยๆ มีชีวิตชีวาขึ้น
ตอนนี้ การรักษาของเผยหรูอี้เสร็จสิ้นแล้ว และนางก็หลับไป
เวินเจิ้งซินและปานหยางซูที่เบาใจลงแล้วก็ได้เข้าสู่สมาธิ กำลังดูดซับพลังปราณเข้าสู่ร่างกาย
ส่วนลึกของซากโบราณเงียบสงัด มีเพียงหยวนเฉินที่กำลังเดินไปมา รักษาศิษย์สำนักเทียนซูที่บาดเจ็บสาหัส ใบหน้าของเขาซีดลงเรื่อยๆ
"พี่เขย ท่านตื่นแล้ว?"
"ศิษย์พี่เผยเป็นอย่างไรบ้าง?"
หยวนเฉินเงยหน้าขึ้น: "ไม่เป็นไรแล้ว แต่ข้าอาจจะต้องยุ่งถึงเที่ยงคืน"
จี้โยวผ่อนคลายกล้ามเนื้อ: "ลำบากเจ้าแล้ว หลังจากพวกเขาออกไปแล้ว ได้ค่ารักษา ข้าจะแบ่งให้เจ้าสองส่วน"
ศิษย์ที่กำลังรับการรักษาได้ยินก็เงยหน้าขึ้น คิดในใจว่าเกิดอะไรขึ้น ยังต้องจ่ายเงินอีกหรือ? ไม่รักษาได้หรือไม่...
หยวนเฉินมุมปากกระตุก: "ช่างเถอะ ท่านเห็นเงินสำคัญกว่าชีวิต ข้าไม่เชื่อว่าท่านจะแบ่งให้ข้าสองส่วน ถ้าไม่ ข้าขอยืมหนังสือเล่มนั้นมาอ่านต่อหน่อย เมื่อครู่อ่านถึงตอนสนุกพอดี"
"?"
จี้โยวหันไปมองทางขวามือของกำแพงที่พังทลาย เห็นหนังสือ "ปีกเซียน" ที่หยวนเฉินถือมาตลอดทาง
เรื่องราวเล่าถึงคุณชายสำนักเซียนคนหนึ่ง มีพรสวรรค์มาตั้งแต่เด็ก ได้รับความสนใจจากผู้คนมากมาย เหมือนกับชีวิตในช่วงแรกของฉู่เหอ
เขาอายุสิบขวบก็เข้าสู่ขั้นห้าสูงแล้ว ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรเร็วมาก ไปที่ใดต่างก็มีแต่คนสนใจ
ไม่ว่าจะเป็นงานชุมนุมเซียนหรืองานประลองกระบี่ ตราบใดที่มีเขาเข้าร่วม การประลองทั้งหมดก็เป็นเขาที่ชนะ
จี้โยวอ่านอย่างช้าๆ ไม่นาน ก็มีศิษย์สำนักเซียนมากมายตั้งใจฟัง แม้แต่เวินเจิ้งซินและปานหยางซูก็ลืมตาขึ้น
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ง่ายมาก พระเอกชนะตลอด แต่มันกลับสามารถตอบสนองจินตนาการของศิษย์สำนักเซียนทุกคนที่อยู่ที่นี่
ตัวละครที่มีภูมิหลังสูงส่ง มีพรสวรรค์ที่โดดเด่น ได้รับความสำคัญจากสำนัก ใครบ้างที่ไม่ใฝ่ฝันเช่นนี้
ตอนที่ทุกคนกำลังอิน จู่ๆ เสียงของจี้โยวก็หยุดลงในความมืด: "เกือบทำให้พวกเจ้าฟินแล้ว หมดเวลาทดลองฟังแล้ว แนะนำให้สมัคร VIP"
"อะไรนะ?"
"จ่ายเงิน"
"พี่เขย ท่านนี่เห็นแก่เงินจริงๆ..."
จี้โยวหัวเราะเบาๆ คิดในใจว่าถ้าไม่ใช่เพื่อเงิน ใครจะมาที่ผีสิงแบบนี้
หลังจากหัวเราะเสร็จ เขาก็อ่านต่ออีกสองสามบรรทัด แล้วส่ายหัว
หนังสือเล่มนี้สามารถเผยแพร่ได้ น่าจะได้รับความเห็นชอบจากสำนักเซียนแล้ว
เพราะในยุทธภพที่เซียนกับปุถุชนแตกต่างกัน นิยายกำลังภายในที่เกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรนั้นพิมพ์เองได้ยาก
ที่สำนักเซียนทั้งเจ็ดอนุญาตให้นิยายเล่มนี้เผยแพร่ อาจเป็นเพราะต้องการเผยแพร่ความพิเศษของเซียนสู่โลกภายนอก
เนื้อหาของเรื่องไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่ทำให้จี้โยวรู้สึกไม่สบายใจคือน้ำเสียงของผู้เขียน
ตัวเอกของหนังสือเล่มนี้เรียกตัวเองว่าเซียนตลอด พูดแต่ว่า "ข้าผู้เป็นเซียน" อย่างนั้นอย่างนี้
ส่วนตอนที่เจอปุถุชน ในคำบรรยายจะใช้คำว่า ปุถุชน มด หรือแม้แต่ ทาส
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นตำราเรียนที่มีอคติอย่างรุนแรง
เนื้อเรื่องยกย่องเซียนให้สูงส่ง และทำให้ปุถุชนดูแย่ที่สุด เปรียบเสมือนวัวควาย
เขาไม่รู้ว่านี่เป็นนิสัยที่ปฏิบัติกันมา หรือเป็นคำศัพท์เฉพาะ
แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในระหว่างที่นิยายเหล่านี้แพร่หลายในหมู่ศิษย์สำนักเซียน จะทำให้เซียนและปุถุชนแยกออกเป็นสองเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันอย่างแนบเนียน
การทำให้ปุถุชนดูแย่ ยกย่องเซียนให้สูงส่ง จะทำให้เซียนสูญเสียความรู้สึกเป็นเจ้าของในฐานะ "มนุษย์" คิดว่าตัวเองเป็นเซียนเท่านั้น
รุ่นแล้วรุ่นเล่า ลูกหลานตระกูลเซียนจะไม่คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์อีกต่อไป
นี่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมชาวบ้านในเมืองอวี้หยางถึงเรียกผู้บำเพ็ญเพียรทุกระดับว่าเซียน
ก็สามารถอธิบายได้ว่าทำไมสำนักเซียนเสวียนหยวนถึงเอาคนไปทำยาโดยไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดี
เพราะการเผยแพร่ของอุดมการณ์นี้ ได้แบ่งแยกมนุษย์และผู้บำเพ็ญเพียรออกจากกันมานานแล้ว เซียนบนภูเขามองปุถุชนก็เหมือนมองวัวควาย ไม่มีความรู้สึกเป็นเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์เลย
จี้โยวถือ "ปีกเซียน" ตัดสินใจจะแก้ไข แล้วพูดเบาๆ ว่า
"คุณชายสำนักเซียนต่อสู้ไปทั่ว สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก ในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่ขั้นก้าวสู่ความเป็นเซียน ขึ้นสู่จุดสูงสุดของวิถีเซียน"
"เมื่อผู้คนพูดถึงชื่อของเขา ต่างก็สรรเสริญ"
"ดังนั้นเขาจึงเริ่มบำเพ็ญเพียรต่อไปโดยมีเป้าหมายที่จะขึ้นสวรรค์เป็นเซียน บำเพ็ญเพียรไปเป็นร้อยปี"
"ต่อมาเขาก็นึกขึ้นได้ว่า ข้าบำเพ็ญเพียรไปเพื่อสิ่งใด"
"เพื่อเป็นเซียน? เพื่อมีชีวิตอมตะ?"
"เขารู้สึกว่าตัวเองที่อยู่ห่างจากการขึ้นสวรรค์เพียงก้าวเดียว จู่ๆ ก็เหมือนกับหาทางไปไม่เจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหวนนึกถึงชีวิต ก็รู้สึกว่างเปล่าและน่าเบื่อ"
"เขาใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตไปกับการบำเพ็ญเพียร เห็นภูเขาเดิมๆ ได้ยินคำสรรเสริญเดิมๆ ทุกวี่วัน ร้อยปีของการบำเพ็ญเพียร เหมือนกับมีชีวิตอยู่เพียงหนึ่งวัน"
"เขาไม่มีหญิงสาวที่รัก ไร้สหายร่วมตาย ไม่รู้ว่าจะไปต่อที่ใด..."
ได้ยินประโยคสุดท้าย ศิษย์สำนักเซียนรอบๆ ก็อึ้งไป ขมวดคิ้วเล็กน้อย
พวกเขาราวกับมีสหายคนหนึ่ง อยากจะขอให้เขาหยุดพูด
ส่วนหยวนเฉินก็หันมามองจี้โยวอย่างประหลาดใจ
จริงๆ แล้วเนื้อเรื่องตอนนี้เขาอ่านไปแล้ว รู้ว่าต่อมาคุณชายสำนักเซียนได้ขึ้นสวรรค์สำเร็จ กลายเป็นเซียนผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีจุดเปลี่ยนแบบนี้
ส่วนตอนนี้ เสียงของจี้โยวยังคงดังก้องอยู่ในความมืด
"ในเมื่อยังไม่รู้ว่าจะไปที่ใด คุณชายสำนักเซียนก็เลยคิดจะหาที่มาของตัวเอง แล้วเขาก็พบว่าบรรพบุรุษของเขาเคยเป็นช่างตีเหล็กในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง ได้รับโอกาสในการบำเพ็ญเพียรโดยบังเอิญ"
"ที่แท้ข้าก็มีเชื้อสายปุถุชน"
"คุณชายสำนักเซียนตัดสินใจลงจากภูเขา ไปที่เมืองเล็กๆ ที่บรรพบุรุษของเขาเคยอาศัยอยู่ และได้รู้จักกับสหายคนหนึ่งชื่อจี้ป๋อฉาง"
"จี้ป๋อฉางผู้นี้หล่อเหลามีสง่าราศี ระดับสูงส่ง แต่กลับมาเป็นขุนนางเล็กๆ ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้"
ศิษย์รอบข้าง: "?"
เหมือนมีคนแอบใส่ความคิดเห็นส่วนตัว โชว์เหนือแบบเนียนๆ
จี้โยวพูดต่ออย่างใจเย็น: "คุณชายสำนักเซียนเห็นเขาก็ถามว่า ท่านพี่จี้ ท่านรู้หรือไม่ว่าพวกเราบำเพ็ญเพียรไปเพื่อสิ่งใด? จี้ป๋อฉางก็ถามเขากลับว่า คนอื่นบอกเจ้าว่าอย่างไร? คุณชายสำนักเซียนก็บอกว่า ท่านพ่อเคยบอกว่า บำเพ็ญเพียรก็เพื่อเป็นเซียน"
"แต่...หลังจากเป็นเซียนแล้วล่ะ? เซียนคืออะไร? ใครๆ ก็อยากเป็นเซียน แต่ผู้ใดกันที่เคยเห็นว่าแดนเซียนเป็นแบบใด?"
"จี้ป๋อฉางก็ยิ้มเบาๆ ชี้ไปที่ใต้เท้า"
"คุณชายสำนักเซียนก็งุนงง จึงตัดสินใจอยู่ที่นี่เพื่อเรียนรู้"
"คนอื่นๆ คิดว่าเขาเป็นลูกหลานตระกูลที่ตกอับ ก็เลยเข้ากับเขาได้ดี มีคนบอกว่าจะแนะนำหญิงสาวให้เขารู้จัก"
"แต่ตระกูลของเขาไม่เข้าใจ ส่งคนมารับเขากลับไป บอกว่าเป้าหมายของเขาคือการขึ้นสวรรค์เป็นเซียน เขาก็เลยกลับไปที่ภูเขา แล้วบำเพ็ญเพียรต่อ"
ได้ยินดังนั้น ศิษย์หลายคนก็เกาหัว ดูเซ็งๆ
ไม่รู้ทำไม เรื่องราวมันไม่สนุกเหมือนตอนที่ต่อสู้ไปทั่วโลก ฟังดูน่าเบื่อ
แต่ในขณะนั้นเอง จู่ๆ จี้โยวก็เปลี่ยนเรื่อง
"จนกระทั่งวันหนึ่ง ในตอนเย็นที่สงบสุข ก็มีเมฆดำมากมายมาจากทางทิศตะวันตก"
"ในวินาทีต่อมา เผ่าปีศาจที่หน้าตาน่ากลัวก็บินมา เผา ฆ่า ปล้น ภายในวันเดียว โลกทั้งใบ ต่างก็เต็มไปด้วยความตาย ศพเกลื่อนกลาด"
"?"
ปานหยางซูอดไม่ได้ที่จะถาม: "ศิษย์น้องจี้ เผ่าปีศาจคืออะไร?"
จี้โยวคิดอยู่ครู่หนึ่ง: "ก็คือเผ่าพันธุ์หนึ่ง ที่ร่างกายแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ และชอบฆ่ามากกว่า"
"งั้นก็คือเผ่าหมอผีที่อยู่ทางเหนือ? พวกมันชอบแย่งดินแดนของพวกเรา!"
"การสร้างงานวรรณกรรมไม่ควรโยงเข้ากับความเป็นจริง!"
จี้โยวหันกลับมาพูดว่า: "ตอนนั้น สำนักเซียนทั้งเจ็ดได้ปิดประตูสำนัก เปิดใช้งานค่ายกลป้องกันสำนัก ต่างคนต่างอยู่ คุณชายสำนักเซียนคนนั้นก็กำลังบำเพ็ญเพียรอย่างสงบ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายนอก แต่วันหนึ่ง เขาก็ลงจากภูเขาไปเผชิญหน้ากับเผ่าปีศาจ"
"ไม่มีใครรู้ว่าทำไม ไม่มีใครเข้าใจ"
"เพียงแต่ต่อมามีคนบอกว่า วันนั้นจริงๆ แล้วเขาได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากจี้ป๋อฉาง ในจดหมายบอกว่าลูกแกะถูกตัดหัว คุณยายถูกควักหัวใจ และซิ่วซิ่วถูกตอกตะปูตรึงไว้ที่กำแพง"
"วันที่เขาเข้าเมือง ลูกแกะเป็นคนนำทางให้เขา"
"คุณยายอยู่บ้านข้างๆ บอกว่าเขาดูดี จะแนะนำหญิงสาวให้เขารู้จัก"
"ส่วนหญิงสาวคนนั้นก็คือ ซิ่วซิ่ว หญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่ง หน้าตาธรรมดา แต่งตัวเชยๆ ไร้ความสง่างามของเซียน"
"เขาเคยเห็นเซียนหญิงมากมาย แน่นอนว่าไม่สนใจหญิงชาวบ้านแบบนี้ อีกทั้งยังคิดว่าเซียนกับปุถุชนแตกต่างกัน จึงปฏิเสธทุกวิถีทาง"
"ซิ่วซิ่วไม่ได้เสียใจ เพียงแต่เห็นเขาหมกมุ่นอยู่กับการบำเพ็ญเพียรทุกวัน ก็เลยเป็นห่วงว่าเขาจะกินไม่อิ่ม แอบให้ขนมปังเขากินหลายครั้ง"
"ส่วนตอนที่คุณชายลงจากภูเขา ซิ่วซิ่วก็ถูกตรึงไว้ที่กำแพงเมืองแล้ว ราวกับต้นหญ้าแห้ง โบกสะบัดไปตามลม"
"หนีไป..."
"ซิ่วซิ่วยังไม่ตายสนิท พอเห็นเขาก็พูดประโยคสุดท้ายว่า หนีไป..."
จี้โยวพูดถึงตรงนี้ ก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วก็เห็นไป๋หรูหลงในฝูงชนกำลังกัดริมฝีปากล่าง น้ำตาคลอ เกือบจะถอนหญ้ารอบข้างจนหมด
เขาอินมาก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวละครในเรื่อง แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็รู้ตัวว่าจริงๆ แล้วเขาไม่รู้จักผู้หญิงแบบนี้เลย
หยวนเฉินก็ฟังจนอึ้งไป รู้สึกเหมือนหัวใจหายไปส่วนหนึ่ง แสงในมือก็ค่อยๆ หายไป
ศิษย์ที่เขากำลังรักษาอยู่หน้าซีดเผือด ข้าจะไม่รอดแล้วใช่หรือไม่?
…
(จบบท)
……..
1 ตอน เต็มๆ พี่ร่ายยาวเกิ้น มีคำว่าตอนต้น รู้กันครับบบ
.........
น้องขอเปลี่ยนชื่อขั้นหยั่งรู้ความลี้ลับเป็นขั้นหยั่งรู้แทนจะรู้สึกแปลกๆไหมครับ อยากเหลือ 2 พยางค์เหมือนขั้นอื่นๆ ขั้นหลอมรวมเต๋า ผมก็อยากจะลดเหลือขั้นหลอมรวมเฉยๆเหมือนกัน ยังไงก็รบกวนพี่ๆผู้อ่านที่น่ารักแนะนำผมหน่อยนะครับ พร้อมรับฟังค้าลลล