- หน้าแรก
- เกิดใหม่มาเป็นผู้กำกับสุดเจ๋งในฮอลลีวูด
- ตอนที่ 45 การร่วมมือกันหลายฝ่าย
ตอนที่ 45 การร่วมมือกันหลายฝ่าย
ตอนที่ 45 การร่วมมือกันหลายฝ่าย
เควินที่หมดความสนใจก็พูดซ้ำเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นสาวชุดกี่เพ้าก็พาเควินไปยังชั้นสาม
ที่นี่เป็นโรงแรมพิเศษที่มีการตกแต่งสไตล์จีนคลาสสิก และชั้นสามคือชั้นสูงสุดแล้ว
ทันทีที่มาถึง เควินก็เห็นแลดด์ที่เป็นประธานบริษัท MGM และเจฟฟ์ โรบินอฟที่เป็นประธานของวอร์เนอร์กำลังสนทนากันอย่างเพลิดเพลิน
ในฐานะประธานของบริษัทใหญ่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ พวกเขามีสถานะเดียวกัน และพวกเขาอาจจะกำลังจะได้ร่วมมือกันในอนาคต
โดยธรรมชาติแล้วจะไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น
“เควิน!”
เมื่อเห็นเควินเข้ามา แลดด์ก็ยืนขึ้นและต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
ทัศนคติเช่นนี้ทำให้เควินตระหนักถึงสถานการณ์ของตัวเขาใน MGM ด้วย
เควินพยักหน้าและนั่งลง จากนั้นยื่นบทคร่าวๆของหนังมิชชั่น: อิมพอสซิเบิ้ลให้พวกเขาสองคนดู ในทำนองเดียวกัน เขายังได้เลือกนักแสดงที่เหมาะสมกับบทหลักไว้แล้วด้วย
จากนั้นเควินก็เรียกพนักงานเสิร์ฟแล้วสั่งอาหารอร่อยๆมากมาย
“ขอเป็ดย่าง เนื้อแกะนึ่ง กุ้งทอด เป็ดยัดไส้ข้าวเหนียว(เป็ดแปดขุมทรัพย์)...”
ดูเรียบง่าย แต่ส่วนใหญ่มักเป็นอาหารขึ้นชื่อในงานเลี้ยงของชาวจีน เควินในอดีตชาติเคยเป็นผู้กำกับระดับสาม ทั้งหมดนี้เป็นอาหารจานอร่อยที่เขาไม่สามารถกินได้
แต่ตอนนี้มันต่างออกไป ตอนนี้เขาร่ำรวยแล้ว เขาสามารถกินอาหารเหล่านี้ได้มากเท่าที่ต้องการ
ทั้งสองคนกำลังดูบทและวางแผนอย่างรอบคอบ และเควินก็ใช้โอกาสนี้เพลิดเพลินไปกับมื้ออาหารของเขา
เขาเริ่มมีความคิดที่จะจ้างเชฟแล้ว
เจฟฟ์ โรบินอฟมองดูแผนดังกล่าวและอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ นี่เป็นแผนโปรเจกต์ที่ดีมากจริงๆ
แต่เควินจะทำหนังสายลับได้จริงๆหรือ?
“เควิน คุณแน่ใจนะว่าต้องเรื่องนี้ต้องใช้ทุนสร้าง 80 ล้านเหรียญ?” (เท่ากับทุนสร้างของหนังเรื่องนี้ในชีวิตจริงในปี 1996)
เคฟฟ์อดไม่ได้ที่จะถามเพื่อยืนยันอีกครั้ง จากการลงทุนในGet Out(ลวงจิตหลอนร่าง)แค่ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ ดีดมาเป็น 80 ล้านเหรียญสหรัฐในเรื่องต่อไปเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก
ถ้าเควินไม่ได้พิสูจน์ตัวเองผ่านภาพยนตร์มาสองเรื่องแล้ว เจฟฟ์ โรบินอฟคงไล่ตะเพิดออกไปนานแล้ว
เมื่อได้ยินคำถามของเจฟฟ์ เควินที่กำลังกินเป็ดย่างอยู่ก็พูด
“ถูกต้องแล้ว จากการคำนวณของฉัน เราต้องการอย่างน้อย 80 ล้านเหรียญ ฉันมั่นใจว่าบ็อกซ์ออฟฟิศในอเมริกาเหนือจะคืนทุนและทำกำไรได้อย่างมหาศาลอย่างแน่นอน”
“แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีพื้นฐานมาจากทีวีซีรีส์ของอเมริกาเรื่องมิชชั่น: อิมพอสซิเบิ้ล และลิขสิทธิ์อยู่ในมือของพาราเมาท์ พิคเจอร์ส(Paramount Pictures)”
“หากเราต้องการผลประโยชน์สูงสุด เราจะต้องเจรจากับพาราเมาท์และหาวิธีที่จะได้ลิขสิทธิ์จากพวกเขา อย่างน้อยที่สุด เราจะต้องได้รับอนุญาตลิขสิทธิ์ แต่ด้วยวิธีนี้ เราจะทำเงินได้น้อยลงมาก”
คำพูดของเควินทำให้ทั้งสองตกอยู่ในห้วงความคิดอย่างลึกซึ้งทันที
แต่ในไม่ช้าทั้งสองก็มีความคิดขึ้นมา
เนื่องจากไม่มีใครกล้าที่จะลงทุนเพียงลำพัง งั้นก็ให้MGMและวอร์เนอร์ร่วมมือกันแล้วจับมือกับพาราเมาท์อีกที
ลืมเรื่องขอซื้อลิขสิทธิ์ไปได้เลย พาราเมาท์ไม่ให้อย่างแน่นอน
แต่ขอลิขสิทธิ์เพื่อถ่ายทำภาพยนต์มิชชั่น: อิมพอสซิเบิ้ลภาคแรกนี้ยังคงต่อรองได้
แม้ว่าเควินจะเคยประสบความสำเร็จในหนังมาแล้วสองเรื่อง แต่เจฟฟ์ โรบินอฟและแลดด์ก็ยังลังเลอยู่ครู่หนึ่งเมื่อรู้ว่านี่เป็นการดัดแปลงจากทีวีซีรีย์อเมริกันคลาสสิก แต่มันก็เป็นธีมหนังคลาสสิกที่พอจะเป็นกลุ่มภาพยนตร์กระแสหลักอยู่
แถมยังมีการลงทุนหลายฝ่ายเพื่อกระจายความเสี่ยง
เพื่อคำนวนจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ไม่ใช่ว่ารับไม่ได้
อย่างน้อยอัตราความสำเร็จก็พอมีอยู่บ้าง
“เควิน ในกรณีนั้น ฉันกับแลดด์จะไปที่พาราเมาท์เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือในการสร้างมิชชั่น: อิมพอสซิเบิ้ลนี้”
"ส่วนคุณก็จัดวางแผนการโปรเจกต์ต่อไป..."
เควินพยักหน้า
ในเวลาต่อมา เควินก็พาพวกเขาทั้งสองชิมอาหารจีน ก่อนจะแยกกันไป
จากนั้นเควินเรียกรถไปที่ CAA
……………….
อาคาร CAA
ในสำนักงานของไมเคิล โอวิทซ์ เขาและดอว์สันกำลังคุยกันอยู่
“ต่อไปนี้ นายต้องโน้มน้าวเควินให้ยอมรับบริการแพ็คเกจจิ้งที่ครอบคลุมที่สุดของเรา ไม่เช่นนั้น นายคงไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งแน่”
ไมเคิล โอวิทซ์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นพร้อมทั้งแสดงท่าทีคุกคาม
เมื่อเห็นว่าภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องของเควินได้รับความนิยมอย่างมาก CAAก็อยากจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากเขาเช่นกัน
แพ็คเกจจิ้งที่CAAมีในเวลานี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ตอนนี้แพ็คเกจจิ้งของCAAมีเพียงทีมงานเบื้องหลังและนักแสดงเท่านั้น
เพื่อให้CAAได้รับผลประโยชน์มากขึ้น ไมเคิล โอวิทซ์จึงพยายามโน้มน้าว ดอว์สันหาวิธีทำให้เควินยอมรับบแพ็คเกจจิ้งของเขาโดยสมบูรณ์
นั่นหมายถึงเควินจะกลายเป็นเครื่องมือของCAAในทันที
"ไม่มีทางที่เควินจะยอมรับเรื่องนั้น"
ดอว์สันพูดอย่างใจเย็น
“การทำแบบนี้จะส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ของCAAเรากับเควินเท่านั้น”
โอมิทซ์จึงตอบกลับอย่างเย็นชา “นี่คือปัญหาของนาย ถ้านายทำไม่ได้ก็ออกไปแล้วให้คนอื่นมาเป็นเอเยนต์ของเควินแทน!”
“ฉันให้เวลานายหนึ่งเดือน ถ้าทำไม่ได้ คนอื่นจะดูแลเควินแทน”
"เอาล่ะ ขยันทำงานเข้าไว้นะดอว์สัน ฉันเชื่อว่านายทำได้"
ความผิดหวังฉายชัดในดวงตาของดอว์สัน จากนั้นเขาก็ออกจากสำนักงานไปอย่างเงียบๆ
ท้ายที่สุดCAAมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าของลูกค้า
สำหรับดาราและผู้กำกับที่ไม่เคยขาดแคลนโอกาส CAAเป็นเหมือนแวมไพร์สำหรับพวกเขา สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือCAAเองก็ไม่รู้เรื่องนี้
ตรงกันข้าม พวกเขาคิดว่าตัวเองให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากระบบแพ็คเกจจิ้งนี้มากที่สุดก็คือผู้กำกับ
ดาราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เท่านั้น ภาพยนตร์ที่ดีต้องมีรากฐานมาจากตัวบทที่ดี และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดาราจะเปลี่ยนแปลงได้
แต่ผู้กำกับแต่ละคน พวกเขาจะมีลูกเล่น วิธีนำเสนอ และสไตล์การเล่าเรื่องที่แตกต่างกัน
ไม่มีผู้กำกับคนไหนอยากเป็นส่วนหนึ่งของบริการแพ็คเกจจิ้งแน่นอน และดอว์สันรู้ดี
ดอว์สันรู้สึกผิดหวังมาก จึงเดินออกจากอาคารCAA
แล้วเขาก็ได้พบกับเควินที่กำลังจะเข้าไปที่CAAโดยบังเอิญ
“ดอว์สัน เป็นอะไรรึเปล่า?”
เควินมองดูสีหน้าของดอว์สันและถามตรงๆ
เขาไม่เคยเห็นดอว์สันมีสีหน้าแบบนี้มาก่อน และดูเหมือนว่าต้องมีบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น
ดอว์สันเดินเล่นกับเควินสักสองสามนาที จากนั้นพวกเขาก็นั่งลงบนม้านั่งในสวนสาธารณะ แล้วเขาก็พูดออกมา
"ประธานโอวิทซ์ขอให้ฉันทำให้นายเข้าร่วมบริการแพ็กเกจโดยสมบูรณ์ มิฉะนั้น ฉันจะถูกแทนที่โดยคนอื่น"
ใบหน้าของดอว์สันดูหดหู่ และดูเหมือนว่าเขาจะหมดกำลังใจเล็กน้อย
เควินเงียบไปครู่หนึ่ง เงียบให้กับความโลภของโอวิทซ์
แต่มันไม่แปลกเพราะที่นี่คือโลกของนายทุน
มันไม่เหมือนกับประเทศจีนซึ่งมุ่งเน้นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวมากกว่า สหรัฐอเมริกามีแรงจูงใจจากการคำนึงถึงผลประโยชน์มากกว่า
เมื่อผลประโยชน์ถูกละเมิด ความช่วยเหลือและความร่วมมือต่างๆที่เคยเกิดขึ้นก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป