- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อขั้นเทพ: หนึ่งกระบี่เปิดประตูสวรรค์
- บทที่ 465: เข้าสู่เมืองหุนตุ้น
บทที่ 465: เข้าสู่เมืองหุนตุ้น
บทที่ 465: เข้าสู่เมืองหุนตุ้น
เหล่าอัจฉริยะมากมายที่มารวมตัวกันอยู่โดยรอบต่างตกตะลึงกับวาจาอันโอหังของเย่ชิง
“องครักษ์สองตนนั้นเป็นคนของนางฟ้าเสวียนเซียว ผู้รั้งอันดับสามแห่งทำเนียบทองคำหงเหมิง คนผู้นี้คงจะหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวแล้ว”
“องครักษ์สองคนนั้นก็เหิมเกริมเกินไปจริงๆ ข้าเคยถูกพวกมันซ้อมมาหลายร้อยครั้งแล้ว ก็ได้แต่บอกว่าข้าไม่มีคุณสมบัติเข้าเมือง”
…………
เย่ชิงเผชิญหน้ากับเขตแดนทั้งสองด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เพียงย่างเท้าออกไปก้าวเดียว เขตแดนของทั้งสองก็พลันปรากฏรอยร้าว สององครักษ์ร่างมหึมาถูกพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวสะกดข่มไว้ในบัดดล
กระดูกขาของพวกเขาส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ และกำลังยืนหยัดอย่างสั่นระริก
พวกเขากัดฟันกรอด “ท่าน...ท่านมีคุณสมบัติแล้ว เชิญเข้าไปได้เลย!”
น้ำเสียงเปลี่ยนจากความหยิ่งผยองในตอนแรกมาเป็นความเคารพยำเกรงในทันที
ในโลกหงเหมิง ผู้แข็งแกร่งคือผู้ที่ได้รับการยอมรับ พวกเขาสัมผัสได้ว่าหากยังดึงดันต่อไปอีกเพียงชั่วอึดใจ เขตแดนของตนจะถูกทำลาย และพวกตนก็จะถึงแก่ความตาย
ราชันย์หนูที่อยู่เบื้องหลังเย่ชิง มองดูฉากนี้ด้วยความตกตะลึง ในใจยิ่งตอกย้ำความตั้งใจที่จะติดตามบุรุษผู้นี้
เย่ชิงเก็บงำพลังกดดันของตนกลับคืน องครักษ์ทั้งสองพลันรู้สึกว่าแรงกดดันมหาศาลได้หายวับไปในทันที ก่อนจะรีบเปิดประตูเมืองหุนตุ้นด้วยความนอบน้อม
“ที่พำนักของท่านคือถ้ำดาราสวรรค์ทางตอนเหนือของเมืองหุนตุ้น ที่นั่นเป็นหนึ่งในร้อยสถานบำเพ็ญเพียรชั้นยอดของเมือง และนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ข้าสามารถจัดหาให้ท่านได้แล้ว”
องครักษ์คนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ พร้อมกับมอบป้ายนำทางให้เย่ชิงอย่างนอบน้อม
เมื่อเย่ชิงและราชันย์หนูเข้าไปในเมืองหุนตุ้น ประตูก็ถูกปิดลงอีกครั้ง
เหล่าอัจฉริยะที่อยู่ใกล้เคียงต่างเริ่มส่งเสียงฮือฮา
“คนผู้นี้เป็นใครกันแน่? แค่พลังกดดันก็น่ากลัวถึงเพียงนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะไร้ชื่อเสียงเรียงนาม!”
“บนทำเนียบทองคำหงเหมิงก็ไม่มีข้อมูลของเขา ตามหลักแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ อย่างน้อยก็ต้องติดหนึ่งในสิบอันดับแรกแล้ว”
“อาจเป็นเพราะมีสมบัติวิเศษที่ใช้ปกปิดความแข็งแกร่งอยู่กับตัว! จึงสามารถปิดกั้นการตรวจสอบของทำเนียบทองคำหงเหมิงได้”
“น่าจะใช่ แต่ข้าว่าเขาคงจะตกอยู่ในสายตาของนางฟ้าเสวียนเซียวแล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกทาบทาม”
…………
…………
ภายในเมืองหุนตุ้น เย่ชิงมองดูสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่าตระการตา เพียงขนาดของเมืองก็ใหญ่กว่าวิถีสวรรค์ทั้งใบเสียอีก
โดยรอบอบอวลไปด้วยไอแห่งหงเหมิงอันเข้มข้น บนท้องถนนมีผู้คนสัญจรบางตา ดูเงียบสงัดวังเวง
ราชันย์หนูรีบกล่าวอย่างประจบประแจง “เรื่องราวใหญ่เล็กทั้งหมดในเมืองหุนตุ้นนี้ข้ารู้ดี ท่านอาจจะเดือดร้อนแล้ว”
“โอ้? ว่ามาสิ”
“องครักษ์สองคนนั้นเป็นคนของนางฟ้าเสวียนเซียว หลายร้อยปีมานี้ไม่มีอัจฉริยะคนใดได้เข้าเมืองเลย นางมีความเป็นไปได้สูงที่จะมาทาบทามท่าน” ราชันย์หนูอธิบาย
เย่ชิงทอดสายตามองไปยังทำเนียบทองคำหงเหมิง นางฟ้าเสวียนเซียวรั้งอันดับสาม มีพลังบำเพ็ญเพียรอยู่ในระดับครึ่งก้าวสู่มหามรรคา
นางสวมอาภรณ์จักรพรรดิสีทอง ดุจดั่งจักรพรรดินีผู้ประทับอยู่เหนือือเก้าสวรรค์ ในแววตาเผยให้เห็นถึงความน่าเกรงขามและอำนาจอันแข็งกร้าว
อันดับสองคือเด็กสาวร่างเล็กบอบบางในชุดกระโปรงสีดำ ดูแล้วอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี ถูกขนานนามว่าหมิงจุน
ส่วนอันดับหนึ่ง มีใบหน้าคล้ายกับชายหนุ่มเผ่ามนุษย์ สวมชุดคลุมสีดำสนิท ในแววตาเต็มไปด้วยความเฉยชา ดูไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ถูกขนานนามว่าไป๋ตี้
มีระดับพลังบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ครึ่งก้าวสู่มหามรรคาเช่นเดียวกัน
ราชันย์หนูยืนอยู่เบื้องหลังเย่ชิง กล่าวเสริมอย่างแผ่วเบา “หมิงจุนเป็นผู้ติดตามของไป๋ตี้ ไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นไป๋ตี้ลงมือด้วยตนเอง มีเพียงนางเท่านั้นที่คอยจัดการกับยอดฝีมือทุกคนที่ต้องการท้าทายเขา”
“ส่วนไป๋ตี้...” ราชันย์หนูมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง ก่อนจะเปลี่ยนไปส่งกระแสจิตพูดกับเย่ชิง
“ตามบันทึกของเผ่าข้า ไป๋ตี้มีตัวตนอยู่มาเนิ่นนานแล้ว ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นยอดฝีมือระดับมหามรรคาขั้นสูงสุดมาก่อน แต่เพื่อที่จะทะลวงสู่ขอบเขตที่สูงขึ้น จึงได้สลายเต๋าถึงเก้าครั้งเพื่อบำเพ็ญเพียรใหม่ และบัดนี้ก็นับเป็นครั้งที่สิบแล้ว”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวความเป็นมาของไป๋ตี้ เย่ชิงก็มองเขาด้วยความสนใจมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง
“ไปที่พักกันก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”
หลังจากเดินทางผ่านเมืองหุนตุ้นไปกว่าครึ่ง ก็มาถึงยอดเขาขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านเสียดฟ้า
ที่นี่คือที่ตั้งของถ้ำดาราสวรรค์ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็จะเห็นหมู่ดาวพร่างพรายเต็มท้องฟ้า ราวกับแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์ลึกล้ำบางอย่าง
ไอแห่งหงเหมิงที่นี่เข้มข้นกว่าในเมืองหุนตุ้นหลายเท่าตัว
เย่ชิงเริ่มวางค่ายกลรอบบริเวณ อักขระสีทองนับไม่ถ้วนแผ่ออกมาจากใต้ฝ่าเท้าของเขา จนกระทั่งครอบคลุมทั่วทั้งภูเขาทั้งลูก
ราชันย์หนูมองดูฉากนี้ด้วยความตกตะลึง “นี่คืออักขระค่ายกลระดับมหามรรคา! ท่านเป็นถึงปรมาจารย์ค่ายกลระดับมหามรรคาเชียวหรือ”
เย่ชิงนั่งลงบนโต๊ะหินอย่างสบายอารมณ์ ในดวงตาปรากฏหน้าต่างสถานะขึ้นมา เขารับราชันย์หนูเข้าสู่ขุมกำลังเฉพาะตัว ค่าความภักดีในปัจจุบันมีเพียงสามดาวเท่านั้น
เขามองจ้องไปที่ราชันย์หนูแล้วกล่าวเรียบๆ
“หากเจ้านำตำราทั้งหมดของเผ่าหนูทบทวนความทรงจำมาให้ข้าดู ก็จะสามารถเป็นผู้ติดตามที่แท้จริงของข้าได้”
ราชันย์หนูกัดฟันแน่น “ตกลง! แต่ว่าของเหล่านั้นมีความลับสำคัญอยู่มากเกินไป ท่านต้องห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด”
ราชันย์หนูเปิดมหาโลกในร่างกายของตน ตำรานับไม่ถ้วนพลันหลั่งไหลออกมา ภายในล้วนเป็นตัวอักษรโบราณที่อ่านไม่ออก
มันดูบิดเบี้ยวอย่างยิ่ง ไม่เหมือนบันทึกเลยแม้แต่น้อย กลับดูคล้ายภาพวาดเล่นของเด็กเสียมากกว่า
ราชันย์หนูจึงเริ่มอธิบายวิธีการอ่านตัวอักษรเหล่านี้
เย่ชิงฟังอย่างสงบนิ่ง พลางเปิดดูตำราเล่มหนึ่ง
“เจ้าไปหาที่เปิดถ้ำบนภูเขาลูกนี้ได้ตามสบาย อย่ามารบกวนข้าก็พอ”
ราชันย์หนูรีบคำนับ แล้วจึงล่าถอยออกจากถ้ำดาราสวรรค์ไปอย่างเงียบเชียบ
เย่ชิงมองตำราในมือแล้วตกอยู่ในภวังค์ ‘โลกภายนอกห้วงแห่งความโกลาหลช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก ดูท่าครั้งนี้ข้ามาถูกที่แล้วจริงๆ’
‘ทะเลอันไพศาล ดินแดนทมิฬ ทะเลต้องห้าม...’
เขาบันทึกแผนที่ทั้งหมดที่จดไว้ในตำราลงในฟังก์ชันแผนที่ของระบบ
บันทึกของเผ่าหนูทบทวนความทรงจำนั้นละเอียดลอออย่างยิ่งยวด แม้แต่โลกบางแห่งในทะเลอันไพศาลก็ยังมีบันทึกเอาไว้
ส่วนโลกที่อยู่นอกเหนือจากทะเลอันไพศาล ดินแดนทมิฬ และทะเลต้องห้ามนั้น ถือเป็นดินแดนต้องห้ามที่แท้จริง
กล่าวกันว่าแม้แต่ยอดฝีมือที่อยู่เหนือกว่ามหามรรคาซึ่งเดินทางไปที่นั่น ก็ไม่เคยมีผู้ใดได้กลับมาอีกเลย
เย่ชิงยังได้เห็นบันทึกเกี่ยวกับขอบเขตที่อยู่เหนือกว่ามหามรรคา ซึ่งถูกเรียกว่าขีดสุดแห่งเต๋า
ในยุคปัจจุบัน มีผู้ที่บรรลุถึงขอบเขตนี้เพียงสามคนเท่านั้น
จ้าวต้องห้ามทมิฬแห่งดินแดนทมิฬ, จักรพรรดิแห่งทะเลอันไพศาล, และจักรพรรดินีต้องห้ามแห่งทะเลต้องห้าม
มีเพียงยอดฝีมือขีดสุดแห่งเต๋าทั้งสามนี้เท่านั้น ไม่มีผู้ใดมากไปกว่านี้แล้ว
ทั้งสามคนนี้ล้วนเรียกได้ว่าไร้เทียมทาน แต่ก็หาได้เดียวดายไม่
จักรพรรดินีต้องห้ามมักจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่เสมอ เพื่อแสวงหาการทะลวงขอบเขตและเส้นทางในอนาคต
จักรพรรดิแห่งทะเลอันไพศาลและจ้าวต้องห้ามทมิฬไม่ลงรอยกันอย่างรุนแรง มหามรรคาของทั้งสองขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง
เป็นเหตุให้ชายขอบของทะเลอันไพศาลและดินแดนทมิฬเกิดสงครามขึ้นแทบจะทุกชั่วยาม
‘ดูท่า นี่คงเป็นสาเหตุที่ความมืดต้องการรุกรานห้วงแห่งความโกลาหลสินะ! ห้วงแห่งความโกลาหลตั้งอยู่ภายในทะเลอันไพศาล ดังนั้นจึงถูกดินแดนทมิฬเกลียดชังไปด้วย’
เมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ ทั้งจ้าวแห่งสวรรค์ทมิฬและจ้าวแห่งสวรรค์เร้นลับต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตทมิฬเช่นกัน
เย่ชิงมองดูตำรา ในแววตาฉายแววผิดหวังเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
‘ขีดสุดแห่งเต๋า... หรือว่ามหามรรคาได้เดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว? แล้วเส้นทางข้างหน้าเล่า!’
‘ในเมื่อข้างหน้าไม่มีเส้นทางแล้ว ดูท่าคงต้องให้ข้าเป็นผู้บุกเบิกด้วยตนเองเสียแล้ว’
‘แต่ยังเร็วเกินไป ตอนนี้ข้าเพิ่งอยู่ขอบเขตเหยียบสวรรค์ขั้นเริ่มต้น ยังห่างไกลจากขอบเขตขีดสุดแห่งเต๋านัก’
เวลาผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืน เย่ชิงก็ได้อ่านตำราทั้งหมดของเผ่าหนูทบทวนความทรงจำจนจบ
ภายในล้วนเป็นเรื่องราวแปลกประหลาดพิสดารต่างๆ นานา รวมถึงเรื่องราวในอดีตอันไม่น่าเชิดชูของยอดฝีมือมากมายในทะเลอันไพศาล
ตลอดจนเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรและอิทธิฤทธิ์เฉพาะตัวของเผ่าหนูทบทวนความทรงจำ
เย่ชิงคล้ายจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาของเขาพลันสว่างวาบขึ้นมา
‘ตอนนี้ราชันย์หนูยังอ่อนแอเกินไป ส่งเขากลับไปบำเพ็ญเพียรที่ห้วงแห่งความโกลาหลสักพักก่อน เมื่อถึงเวลานั้น จะได้ให้เขาจัดตั้งองค์กรข่าวกรองในทะเลอันไพศาลได้’
ความคิดของเขาจมดิ่งเข้าสู่ร่างแยก