- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อขั้นเทพ: หนึ่งกระบี่เปิดประตูสวรรค์
- บทที่ 390: การแสดงละคร
บทที่ 390: การแสดงละคร
บทที่ 390: การแสดงละคร
ภายในมหาบรรพกาล แววตาของเย่ชิงสงบนิ่งเยือกเย็น เขาทอดสายตามองลำแสงสายหนึ่งที่ขอบฟ้าซึ่งกำลังพุ่งมาทางนี้ด้วยความเร็วสูง
‘หลังจากชางตี้บรรลุเป็นปราชญ์สวรรค์ ค่าความภักดีกลับลดลงไปหนึ่งแต้ม ดูท่าจะต้องตบหัวสั่งสอนเสียหน่อยแล้ว’
ชางตี้มาถึงมหาบรรพกาลและร่อนลงไม่ไกลจากเย่ชิง แววตาของเขาลุกโรจน์ดั่งเปลวเพลิง “ข้าต้องการท้าทายท่าน”
เย่ชิงพยักหน้าเล็กน้อย “ได้”
เขาเพียงโบกแขนเสื้อกว้างคราหนึ่ง ก็พาชางตี้เข้าสู่มหาโลกหงเหมิงภายในร่างกายของตน
รอบด้านมีเพียงความรกร้างว่างเปล่า สีหน้าของชางตี้พลันเคร่งขรึมขึ้นมาเมื่อพบว่าตนเองไม่มีแรงต้านทานแม้แต่น้อย
บัดนี้เย่ชิงกำลังหันหลังให้เขา แผ่นหลังนั้นกลับดูยิ่งใหญ่ตระการตา สูงส่งราวกับอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง
ชางตี้รวบรวมพลังสร้างหอกยาวสีดำขึ้นในมือ เบื้องหลังปรากฏภาพนครเซียนหงเฉินขึ้นรางๆ พลังอันไร้ขอบเขตของปราชญ์สวรรค์ถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีเย่ชิงอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าเพียงพลังปราณบนร่างของเย่ชิงกระเพื่อมไหว ร่างของชางตี้ก็พลันระเบิดเป็นม่านหมอกโลหิตสลายไปทั่วฟ้า โดยที่ยังไม่มีโอกาสได้ลงมือด้วยซ้ำ ก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบแล้ว
ปราชญ์สวรรค์แห่งวิถีสวรรค์นั้นไม่ตายไม่ดับสูญ
ม่านหมอกโลหิตรวมตัวกันอีกครั้งอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นร่างของชางตี้ที่ใบหน้าซีดขาวเผือด เขานึกย้อนไปถึงครั้งล่าสุดที่ท้าทายเย่ชิง
ครานั้นตนเป็นเพียงกึ่งปราชญ์สวรรค์ ส่วนอีกฝ่ายเป็นต้าหลัว แต่ยังสามารถต่อกรกันได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
แต่บัดนี้ตนบรรลุมรรคผลเป็นปราชญ์สวรรค์แล้ว กลับมิอาจต่อกรได้แม้กระทั่งร่างแยกของเย่ชิง
เย่ชิงหันกลับมาเล็กน้อย มองชางตี้ด้วยรอยยิ้มจางๆ ราวกับสามารถมองทะลุความคิดในใจของเขาได้
ประกายแสงเย็นเยียบวาบขึ้นในดวงตาของเย่ชิง ชางตี้พลันถูกซัดจนร่างระเบิดเป็นครั้งที่สอง
“ร่างจริงของข้ามาถึงวิถีสวรรค์นานแล้ว ต่อให้เป็นหงจวินที่แข็งแกร่งที่สุดในวิถีสวรรค์ ก็มิอาจเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้”
“เจ้าเพิ่งจะบรรลุเป็นปราชญ์สวรรค์แห่งวิถีสวรรค์ ก็กล้าที่จะท้าทายข้าแล้วรึ”
เย่ชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ ขณะที่พลังแห่งหงเหมิงพลุ่งพล่านขึ้น ฟื้นฟูร่างของชางตี้ให้กลับสู่สภาพสมบูรณ์อีกครั้ง
ก่อนหน้านี้เพราะพลังบำเพ็ญที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้จิตใจของชางตี้ลำพองใจอยู่บ้าง แต่บัดนี้เขาได้ยอมศิโรราบโดยสิ้นเชิงแล้ว
“ข้า ชางตี้ ยินดีจะติดตามท่านไปตลอดกาล”
เย่ชิงพาเขาออกจากมหาโลกหงเหมิง กลับสู่มหาบรรพกาล
เย่ชิงนั่งอยู่บนโขดหินยักษ์ ทอดสายตามองไปยังทำเนียบยอดฝีมือแห่งวิถีสวรรค์
ปัจจุบันห้าอันดับแรกล้วนเป็นปราชญ์สวรรค์แห่งวิถีสวรรค์ทั้งห้า ส่วนตัวเขาอยู่ในอันดับที่หก
ในขณะนั้นเอง พลังอินหยางสองสายพลันหมุนเวียน ปรากฏร่างของอวิ๋นเทียนหมิงขึ้นที่มหาบรรพกาลเช่นกัน
เขามีท่าทีนอบน้อมต่อเย่ชิงอย่างมาก “ชางตี้มิได้ล่วงเกินท่านใช่หรือไม่!”
ชางตี้กลับเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ “เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร? มาสู้กันในห้วงแห่งความโกลาหลสักตั้งเป็นไร!”
อวิ๋นเทียนหมิงส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่ไป”
เย่ชิงมองคนทั้งสองแล้วเอ่ยขึ้น “ไปเรียกอาคังกลับมา พวกเรามีเรื่องสำคัญต้องหารือกัน”
ครู่ต่อมา บนยอดเขาที่สูงที่สุดของมหาบรรพกาล
เย่ชิงนั่งอยู่บนตำแหน่งประมุข โดยมีเจ้าขาวยืนอยู่ข้างกาย
เบื้องล่างคืออาคัง ชางตี้ อวิ๋นเทียนหมิง เทพแห่งความเสมือนจริง และไป๋เจ๋อ ที่นั่งเรียงรายกันอยู่
ในบรรดาคนเหล่านี้ ผู้ที่อ่อนแอที่สุดอย่างไป๋เจ๋อก็มาถึงระดับกึ่งปราชญ์สวรรค์ขั้นกลางแล้ว
นี่คือขุมกำลังระดับสูงสุดใต้บังคับบัญชาของเย่ชิง
ส่วนบรรพชนหมิงเหอ แม้จะแข็งแกร่ง แต่เพิ่งเข้าร่วมกับมหาบรรพกาลได้ไม่นาน จึงยังมิอาจก้าวเข้าสู่วงในที่เป็นแกนหลักได้
อีกทั้งค่าความภักดีก็มีเพียงสามดาว ปัจจุบันเย่ชิงยังไม่ไว้วางใจเขามากนัก
เย่ชิงมองเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของตน หากหงจวินไม่ยื่นมือเข้ามายุ่ง พวกเขาก็มีพลังมากพอที่จะกวาดล้างทั่วทั้งวิถีสวรรค์ได้อย่างสมบูรณ์
“มหาวิบัติอันไร้ประมาณครั้งแรกของวิถีสวรรค์กำลังจะมาถึงในอีกหนึ่งพันปีข้างหน้า พวกเจ้าต้องเตรียมตัวให้พร้อม”
“กองกำลังของพวกเราแข็งแกร่งเกินไป อาจจะถูกวิถีสวรรค์หวาดระแวงได้ ต้องเตรียมการล่วงหน้า”
“ดังนั้นข้าจึงคิดจะแสดงละครฉากหนึ่ง เพื่อสร้างฉากละครให้สอดคล้องกับสถานการณ์”
เย่ชิงมองไปที่ไป๋เจ๋อ “เรื่องต่อไป ก็ให้เจ้าเป็นคนพูดเถอะ!”
ไป๋เจ๋อลุกขึ้นยืนอย่างนอบน้อม พยักหน้าให้เย่ชิงเล็กน้อย
“อวิ๋นเทียนหมิงและชางตี้ได้บรรลุมรรคผลแล้ว แต่พลังบำเพ็ญของท่านประมุขที่แสดงออกภายนอกยังไม่ได้บรรลุมรรคผล ดังนั้นขั้นตอนแรกคือพวกท่านสองคน ต้องแสร้งทำเป็นทรยศต่อมหาบรรพกาล แยกตัวออกไปสร้างกองกำลังของตนเอง ช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ก็ให้มหาบรรพกาลซึ่งเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในวิถีสวรรค์นี้ เปลี่ยนจากเบื้องหน้าไปอยู่เบื้องหลัง แบบนี้จึงจะดีที่สุด”
อวิ๋นเทียนหมิงพยักหน้า เห็นด้วยกับข้อเสนอของไป๋เจ๋อ “ข้าเห็นว่าทำได้”
คนอื่นๆ ก็ไม่มีความเห็นใดๆ
เย่ชิงโบกมือคราหนึ่ง ปราณม่วงหงเหมิงที่ห่อหุ้มรอบกายก็สลายไป เลิกปิดกั้นการรับรู้ของวิถีสวรรค์อีกต่อไป
ทันใดนั้น แววตาของหลายคนก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา ราวกับพร้อมจะลงมือได้ทุกเมื่อ
ชางตี้คำรามกึกก้องสะท้านไปทั่วทะเลใต้ “ข้าบรรลุมรรคผลแล้ว! มิอาจทนอยู่ใต้คำสั่งของผู้ใดได้อีก! วันนี้ข้าขอแยกตัวออกจากมหาบรรพกาล!”
จากนั้น อวิ๋นเทียนหมิงก็กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พวกเราเป็นเพียงพันธมิตรชั่วคราว การแยกทางกันแล้วจะแปลกอันใด?”
ภายในมหาบรรพกาล มีลำแสงเจิดจ้าสามสายพุ่งออกมา ทะลวงผ่านสวรรค์ชั้นนอก เข้าสู่ห้วงแห่งความโกลาหล
บังเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน
รอบกายของเย่ชิง ค่ายกลกระบี่สังหารเซียนหมุนวน ปลดปล่อยปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวออกไปทั่วทิศ
เหนือศีรษะของอวิ๋นเทียนหมิง วงล้อแห่งโชคชะตาปรากฏขึ้น พร้อมด้วยพลังอินหยางสองสายที่ไหลเวียนอยู่เบื้องหลัง
ส่วนเบื้องหลังของชางตี้ปรากฏภาพนครเซียนหงเฉิน ในมือถือหอกยาวดุจมังกรทะยาน จิตสังหารแผ่พุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ชางตี้และอวิ๋นเทียนหมิงร่วมมือกันต่อกรกับค่ายกลกระบี่สังหารเซียน
การต่อสู้ในขอบเขตปราชญ์สวรรค์เช่นนี้หาชมได้ยากยิ่ง
ภายในวังที่หรูหราที่สุดของพันธมิตรทวยเทพ บรรพชนโยวแสยะยิ้มอย่างเย็นชา “เย่ชิง เจ้าก็มีวันนี้เหมือนกันรึ ช่างสะใจข้ายิ่งนัก!”
กล่าวจบ ร่างของเขาก็กลายเป็นลำแสงเร้นลับสายหนึ่ง พุ่งตรงไปยังห้วงแห่งความโกลาหลทันที หมายจะไปกระทืบซ้ำคนล้ม
ณ ยมโลกอเวจี จักรพรรดินีโฮ่วถู่เอนกายพิงวัฏสงสารหกภูมิ นางตั้งใจจะไปช่วยเหลือเย่ชิง
แต่นางก็เหลือบมองวัฏสงสารหกภูมิอีกครั้ง แล้วถอนหายใจยาว
“แม้ข้าจะติดหนี้บุญคุณเจ้าอย่างใหญ่หลวง แต่ครั้งนี้คงต้องขออภัยแล้ว”
วัฏสงสารหกภูมิคือรากฐานแห่งการบรรลุมรรคผลของนาง หากนางจากไปในช่วงเวลานี้ แล้วยอดฝีมือลึกลับเหล่านั้นฉวยโอกาสกลับมาโจมตีอีกครั้งคงจะแย่เป็นแน่
ณ โลกน้อยเฮ่าเทียน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงวิถีสวรรค์
เฮ่าเทียนนั่งอยู่สูงเหนือเมฆ เบื้องหน้ามีกระจกเฮ่าเทียนลอยอยู่ เผยให้เห็นภาพการต่อสู้
“เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ข้าควรจะเดินทางไปยังวังจื่อเซียวสักครั้ง เพื่อขอความเห็นจากท่านอาจารย์”
ลู่ยาที่ยืนอยู่เบื้องหลัง มองตามร่างของเฮ่าเทียนที่จากไป ในดวงตาฉายแววครุ่นคิดซับซ้อน
มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยโค้ง ‘หากยังอยู่ข้างกายเฮ่าเทียนต่อไป ชาตินี้คงไม่มีทางบรรลุมรรคผลได้เป็นแน่ ดูท่าคงถึงเวลาที่ต้องจากไปแล้ว’
คิดได้ดังนั้นเขาก็เหินร่างไปยังขอบของโลกน้อยเฮ่าเทียน แต่กลับถูกหลวี่ต้งปินขวางทางไว้
เขาแบกกระบี่ยาวไว้บนหลัง พลางตวาดเสียงกร้าว “ลู่ยา หรือว่าเจ้าคิดจะทรยศต่อเฮ่าเทียน!”
หลวี่ต้งปินในยามนี้มิอาจเทียบได้กับในอดีตอีกต่อไปแล้ว บัดนี้เขาได้หลอมรวมสามชาติภพ อันได้แก่ ตงหวังกง ตงหัวตี้จวิน และชาติภพปัจจุบันของตนเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แล้ว พลังบำเพ็ญทั้งหมดหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้ขอบเขตพลังทะยานขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือระดับกึ่งปราชญ์สวรรค์ขั้นสูงสุด!
ลู่ยามองหลวี่ต้งปินแล้วหรี่ตาลงเล็กน้อย ฉายแววเย็นเยียบ “หากข้าต้องการจะไป เจ้าคิดว่าตนเองจะหยุดข้าได้หรือ? อีกอย่างการอยู่ต่อไปก็ไร้ความหมายแล้ว ในเมื่อไม่อาจบรรลุมรรคผลเป็นปราชญ์สวรรค์ได้สำเร็จ”
“อยากจะไป ก็ต้องผ่านกระบี่ในมือข้าไปให้ได้ก่อน!”
พลังปราณบนร่างของหลวี่ต้งปินพลันปะทุขึ้นอย่างน่าเกรงขาม กระบี่ฉุนหยางออกจากฝัก ปราณกระบี่อันคมกริบแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งโลกน้อยเฮ่าเทียน
ลู่ยาก็ไม่ยอมน้อยหน้า เขาเรียกสมบัติวิเศษชิ้นหนึ่งออกมา มันพลันกลายเป็นหุ่นเชิดกาทองคำเข้าปะทะกับปราณกระบี่ที่ไร้ที่สิ้นสุดนั้น
และในขณะนั้นเอง เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งวาบเข้ามาปรากฏอยู่เบื้องหลังของหลวี่ต้งปิน
ดาบมารทมิฬฟาดฟันออกไป! หลวี่ต้งปินกำลังต่อสู้กับลู่ยาอย่างดุเดือด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ เขาจึงมิกล้าแบ่งสมาธิแม้แต่น้อย
แผ่นหลังของเขาจึงถูกโจมตีอย่างจัง ดาบมารทมิฬแทงทะลุเข้าไปในร่างกายจนมิดด้าม!
อักขระสีดำนับไม่ถ้วนเคลื่อนไหวไปทั่วร่างของหลวี่ต้งปินราวกับลูกอ๊อด
ลู่ยาคำรามลั่น กลายร่างเป็นกาทองคำทะยานขึ้นฟ้า หมายจะระเบิดพลังทั้งหมดเพื่อสังหารหลวี่ต้งปินให้สิ้นซาก