เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 170 - “ชาวนา” ผู้มีอัธยาศัยดี

บทที่ 170 - “ชาวนา” ผู้มีอัธยาศัยดี

บทที่ 170 - “ชาวนา” ผู้มีอัธยาศัยดี


บทที่ 170 - “ชาวนา” ผู้มีอัธยาศัยดี

◉◉◉◉◉

สวี่อี้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง การที่เขาตั้งใจปล่อยตัวสาวกนอกรีตฮันเตอร์ไปในตอนนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องจริงๆ รังแห่งเทพนอกรีตสามารถดักฟังข้อมูลสำคัญมาได้อย่างรวดเร็ว

แต่เมื่อเขาก้มลงมองชุดเกราะนักรบปีศาจ อารมณ์ของเขาก็ไม่ได้ดีเหมือนเดิมแล้ว

ชายเสื้อเกราะปรากฏรอยร้าวขนาดครึ่งฝ่ามือ

ร่างเดินดินของเทพนอกรีตที่สมบูรณ์จะต้องสามารถทนต่อแรงกดดันจากการสลับสภาวะจริงเท็จได้ เห็นได้ชัดว่าชุดเกราะนักรบปีศาจตรงหน้ายังไม่ผ่านมาตรฐาน

แต่เขาก็ยังสงสัยอยู่เล็กน้อย การที่ร่างเกิดรอยร้าวขึ้นนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นสัญญาณของการพังทลาย

ตามหลักแล้วรอยร้าวควรจะลุกลามไปทั่วทั้งชุดเกราะอย่างรวดเร็ว แต่ตอนนี้กลับมีเพียงรอยร้าวเดียวแล้วก็หยุดไป ทำให้เขางุนงงเล็กน้อย

“นี่มันสำเร็จหรือไม่สำเร็จกันแน่”

เขาตรวจสอบแผนที่นิวยอร์ก และพบตำแหน่งคร่าวๆ ของฟาร์มวินเซนต์บนแผนที่

สวี่อี้ก้าวเท้าออกไป ชุดเกราะนักรบปีศาจก็กลายเป็นหมอกสีดำอีกครั้ง พุ่งออกไปนอกประตู

ชุดเกราะนักรบปีศาจเกิดรอยร้าว ไม่ว่าจะสร้างล้มเหลวหรือไม่ สวี่อี้ก็ตั้งใจจะใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด อย่างไรเสียก็ใช้พลังแห่งศรัทธาอันล้ำค่าไปแล้ว

พอดีกับที่ฆาตกรความคิดปีศาจคนใหม่ปรากฏตัวขึ้นพอดี เป็นโอกาสดีที่จะได้ทดสอบพลังต่อสู้ของร่างเดินดินของเทพนอกรีต

หมอกสีดำทะลุผ่านกำแพง เคลื่อนที่ไปตามถนนในยามค่ำคืนด้วยความเร็วสูง อาคารไม่สามารถขวางกั้นมันได้ เส้นทางการเคลื่อนที่ของเขาเป็นเส้นตรง

สวี่อี้สัมผัสได้ถึงความรู้สึกตื่นเต้นจากการเหินไปในอากาศ นี่เป็นความสามารถเพิ่มเติมที่ได้มาหลังจากการสลับสภาวะจริงเท็จ

ระหว่างทางเขาเจอวิญญาณเร่ร่อนอยู่ไม่น้อย เมื่อวิญญาณเหล่านั้นสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของร่างเดินดินของเทพนอกรีตก็พากันหนีห่างออกไป

ชานเมืองนิวยอร์ก สวี่อี้ยืนอยู่ในเงามืดของต้นไม้

ไม่ไกลออกไป ป้ายของฟาร์มเขียนว่า “ฟาร์มวินเซนต์ยินดีต้อนรับ” ข้างๆ ยังมีรูปผักเวอร์ชันการ์ตูนวาดอยู่อีกหลายหัว ดูมีชีวิตชีวาและเป็นมิตรอย่างยิ่ง

“ฟาร์มวินเซนต์ที่ฮันเตอร์กับสาวกนอกรีตคนอื่นๆ พูดถึงในโทรศัพท์คือที่นี่สินะ”

สวี่อี้กำลังจะเข้าไปสำรวจในฟาร์ม ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น คนหนึ่งอยู่ข้างหน้า อีกคนอยู่ข้างหลัง เขาถูกล้อมแล้ว

เขางุนงงเล็กน้อย ทำไมถึงมีนักปราบผีมาซุ่มอยู่ที่นี่ด้วย หรือว่าฮันเตอร์จะรู้ตัวแล้วว่ามีรังแห่งเทพนอกรีตอยู่ เลยตั้งใจวางกับดักรอให้เขามาติด

“พี่ วิญญาณดุร้ายตนนี้ทำไมไม่เหมือนกับที่ชาวบ้านเล่าเลยล่ะ”

เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง สวี่อี้หันไปมองแล้วก็ชะงักไป ที่แท้ก็คือพี่น้องเคลลี่ที่เคยเจอที่อะพาร์ตเมนต์นั่นเอง

“อาจจะเป็นวิญญาณดุร้ายที่แปลงร่างได้ รีบจัดการให้เสร็จๆ ไป ฟุตบอลโลกจะเริ่มคืนนี้แล้ว ฉันยังต้องรีบกลับไปดูพิธีเปิดอีกนะ” รอยผู้เป็นพี่ชายตอบ

สวี่อี้รู้สึกพูดไม่ออก ด้วยท่าทีสบายๆ แบบนี้ สามารถรอดชีวิตมาเป็นนักปราบผีได้จนถึงทุกวันนี้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว

เคลลี่พยักหน้า เธอก็อยากจะรีบกลับบ้านไปดูละครเหมือนกัน ช่วงนี้เธอเพิ่งเจอละครเรื่องใหม่ พระเอกในเรื่องหล่อจริงๆ แม้จะยังห่างชั้นกับคุณสวี่อี้ที่เธอชื่นชมอยู่มากโข

แต่ทันใดนั้นเธอก็สะท้านขึ้นมา สิ่งที่อยู่ในเงามืดเดินออกมา มันคือชุดเกราะนักรบ สนามแม่เหล็กที่แผ่ออกมาไม่ได้รุนแรงนัก แต่กลับทำให้เธอรู้สึกขนลุกซู่

รอยย้ายมาอยู่ข้างๆ เคลลี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขาบังเคลลี่ไว้ข้างหลัง ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด

“น้องสาว พี่จะรั้งมันไว้เอง เธรีบหนีไป ต่อไปนี้ก็เป็นคนธรรมดาเถอะ อย่าเป็นนักปราบผีอีกเลย…แล้วก็ตอนที่เก็บของดูต่างหน้าของพี่ ถ้าเจอลังใต้เตียง อย่าลืมนะว่าห้ามเปิด ให้เผาทิ้งไปเลย”

เขากับเคลลี่รู้สึกเหมือนกัน สัมผัสได้ถึงสายตาที่น่าขนลุกนั้น มันคือการจับจ้องของเทพนอกรีต

คนที่พวกเขาซุ่มโจมตีอยู่คือเทพนอกรีตองค์หนึ่ง วันนี้พวกเขาคงต้องมาจบชีวิตที่นี่แล้ว

“ไม่รู้ว่าฟุตบอลโลกปีนี้อิตาลีจะได้แชมป์หรือเปล่านะ” รอยพลันคิดอะไรที่ไม่เข้ากับสถานการณ์ขึ้นมา

แขนของเขาถูกดึงเล็กน้อย เคลลี่น้องสาวที่อยู่ข้างหลังส่งสายตาให้เขารัวๆ รอยพลันตระหนักถึงอะไรบางอย่างได้ เขาค่อยๆ ถอยหลังไปจนถึงเงามืดของต้นไม้แล้วก็ออกตัววิ่งสุดฝีเท้า

พวกเขาวิ่งไปได้ไกลมาก หันกลับไปมองแล้วพบว่าเทพนอกรีตไม่ได้ตามมาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ทรุดตัวลงกับพื้นทันที หอบหายใจอย่างหนัก

“นึกว่าจะตายซะแล้ว” ผ่านไปนานรอยถึงได้สติกลับคืนมา

“พี่ ในลังใต้เตียงของพี่มีอะไรอยู่เหรอ ทำไมต้องเผาทิ้งเลยล่ะ เปิดดูสักหน่อยไม่ได้เหรอ”

เสียงที่น่ากลัวของเคลลี่ดังขึ้นจากข้างๆ เหงื่อเย็นๆ ไหลลงมาตามขมับของรอยทันที

“เมื่อกี้เธอคงหูฝาดไปแน่ๆ ใต้เตียงของพี่ไม่มีอะไรทั้งนั้น”

กลับไปแล้วต้องรีบเผาหนังสือใต้เตียงทิ้งให้หมด รอยคิดในใจ

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เปลี่ยนใจ ช่างเถอะ ย้ายที่ซ่อนดีกว่า อย่างไรเสียก็เป็น “ของดี” ที่อุตส่าห์รวบรวมมาได้

สวี่อี้เห็นพี่น้องเคลลี่ถูกทำให้ตกใจจนหนีไปแล้วก็เดินตรงไปยังฟาร์ม

ตอนที่อยู่ในร่างต้น เขาไม่กล้าใช้ความสามารถการจับจ้องของเทพนอกรีตเลย วันนี้ในที่สุดก็ได้ลองจนสมใจ

พี่น้องเคลลี่น่าจะติดต่อคนของทางการไปแล้ว ไม่ว่าเขาจะอยากทำอะไรก็ต้องรีบลงมือ

เขาแปลงร่างเป็นควันดำลาดตระเวนไปทั่วฟาร์มหนึ่งรอบ แล้วก็พบสถานที่ลับของฟาร์ม ที่นั่นประตูถูกล็อกอย่างแน่นหนา และยังมีพลาสติกโรงเรือนคลุมอยู่อีกมากมาย

เมื่อเดินเข้าไปในโรงเรือน กลิ่นที่ยากจะบรรยายก็โชยมา สวี่อี้เห็นผักจำนวนมากในแปลงดิน ถูกคลุมด้วยถุงกระดาษ

เขาสงสัยเล็กน้อยว่าผักอะไรกันที่ต้องคลุมด้วยถุงกระดาษเหมือนองุ่น

เขาเปิดถุงกระดาษใบหนึ่งออกดู พอเห็นของข้างในก็ชะงักไป เขาเปิดถุงกระดาษเหล่านั้นทีละใบ

ข้างในไม่ใช่ผักอะไรเลย แต่เป็นหัวของมนุษย์ ที่ปลูกอยู่ในดินคือมนุษย์เป็นๆ

พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ที่คอมีสายน้ำเกลือฉีดอะไรบางอย่างอยู่ ทุกคนมีแววตาเหม่อลอย เห็นได้ชัดว่าถูกฉีดยากล่อมประสาทในปริมาณที่มากเกินไป

ถุงกระดาษใบหนึ่งพลันสั่นไหว ด้วยความสงสัย สวี่อี้จึงเปิดถุงกระดาษใบนั้นออกดู

ข้างในเป็นเด็กผู้หญิงอายุเจ็ดแปดขวบ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู เข็มที่คอของเธอหลุดออกไป ยากล่อมประสาทไม่ได้ถูกฉีดเข้าไปอย่างต่อเนื่อง นี่จึงทำให้เธอได้สติกลับคืนมา

“หนูชื่ออลิซ ท่านเป็นเทพเจ้าที่มาช่วยหนูเหรอคะ” เสียงของเด็กหญิงแหบแห้ง แต่ในแววตากลับมีความไร้เดียงสาที่เป็นเอกลักษณ์

สวี่อี้ไม่ได้ตอบ เพราะเขาพูดไม่ได้ และต่อให้เขาเป็นเทพเจ้าก็เป็นได้แค่เทพนอกรีต

เขาหยิบพลั่วที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมา ตักดินชั้นบนออกอย่างไม่ใส่ใจ เพื่อให้มือของเด็กหญิงโผล่ออกมาได้ จากนั้นเขาก็วางพลั่วลงแล้วไม่สนใจอีกต่อไป

เขายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ

เด็กหญิงอลิซมองแผ่นหลังของนักรบปีศาจอย่างเหม่อลอย สองมือพนมขึ้นอธิษฐานโดยไม่รู้ตัว

ในห้องแปรรูปของฟาร์ม วินเซนต์กำลังบรรจุไส้กรอก

เนื้อที่ใช้ทำไส้กรอกล้วนเป็น “เนื้อชั้นเลิศ” ที่ผ่านการ “ปลูกและเลี้ยงดู” อย่างพิถีพิถันของเขา กลิ่นหอมของเนื้อมีความสดชื่นของผักปนอยู่ด้วย ขายดีมากในเมืองใกล้ๆ

เสียงฝีเท้าพลันดังขึ้นจากข้างนอก วินเซนต์ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วก็ตะโกนอย่างเป็นมิตร “มาซื้อไส้กรอกเหรอครับ ของวันนี้ขายหมดแล้ว อาจจะต้องรอถึงพรุ่งนี้นะครับ”

วินเซนต์พูดจาอย่างเป็นมิตร แต่กลับหยิบมีดเลาะกระดูกที่อยู่ข้างมือขึ้นมา

ดึกขนาดนี้แล้ว น้อยคนนักที่จะมาที่นี่ และเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายก็หนักเกินไป ในเมืองแถวนี้ไม่มี “คนตัวใหญ่” แบบนี้

วินเซนต์นึกถึงคนตัวใหญ่ก็เลียริมฝีปาก เนื้อชิ้นใหญ่ๆ สามารถทำไส้กรอกได้ไม่น้อยเลย

เขาดึงลิ้นชักข้างๆ ออกมา ข้างในมีหน้ากากหัวหมูวางอยู่

นี่คือของขวัญที่เขาเพิ่งได้มา ล่าสุด การสวมหน้ากากหัวหมูนี้ไปชำแหละเลือดเนื้อจะทำให้เขารู้สึกสุขสมยิ่งขึ้น ร่างกายของเขาสั่นเทาเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความตื่นเต้น

เขาสวมหน้ากากหัวหมู ถือมีดเลาะกระดูก วิลเลียมผลักประตูห้องแปรรูปออกไป อยากจะเห็นความหวาดกลัวในแววตาของคนตัวใหญ่ข้างนอก

ประตูเปิดออก เขาเห็นคนตัวใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างนอกอย่างชัดเจนแล้วก็ชะงักไป

นั่นเป็นร่างที่สูงใหญ่จริงๆ แต่กลับเป็นเพียงชุดเกราะชุดหนึ่ง ชุดเกราะที่หนักอึ้งเดินไปมาส่งเสียง “ปังๆ” ส่วนใบหน้าของชุดเกราะถูกคลุมด้วยหน้ากากอสูร เปลวไฟสีดำทองเย็นชาลุกโชนอยู่ในเบ้าตา

สวี่อี้มองเห็นจุดสีเลือดเล็กๆ ที่ปรากฏขึ้นในดวงตาของวินเซนต์ก็รู้ว่าเขามาไม่ผิดคนแล้ว ฆาตกรโรคจิตอยู่ที่นี่

แต่ทันใดนั้นเขาก็ขมวดคิ้ว สนามแม่เหล็กที่แปลกประหลาดกำลังเข้ามาใกล้ ความรู้สึกคล้ายกับนักปราบผี แต่ก็ไม่ค่อยเหมือน

จำนวนคนไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่มีเจ็ดแปดคน เขาถูกล้อมอีกแล้ว

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 170 - “ชาวนา” ผู้มีอัธยาศัยดี

คัดลอกลิงก์แล้ว