- หน้าแรก
- ข้ามาจากตระกูลจักรพรรดิ!
- บทที่ 5 ความหลักแหลมของจักรพรรดิซู
บทที่ 5 ความหลักแหลมของจักรพรรดิซู
บทที่ 5 ความหลักแหลมของจักรพรรดิซู
บทที่ 5 ความหลักแหลมของจักรพรรดิซู
ณ เชิงเขาสีคราม ในห้องอ่านหนังสือ
คำพูดเพียงไม่กี่คำของฉางชิงทำให้หลี่ชิงเฉินจดจ่ออยู่กับมันได้อย่างลึกซึ้ง
ยิ่งฝึกฝนมากเท่าไหร่ ความเข้าใจในเต๋าก็ยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งเข้าใจความลึกซึ้งของถ้อยคำเหล่านั้นมากขึ้นเท่านั้น
แต่ก่อนที่เขาจะได้ดื่มด่ำกับมันต่อไป ยันต์สื่อสารที่เอวของเขาก็เริ่มสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง
"เซียนเต๋า รูปปั้นจักรพรรดิวรรณกรรมกำลังเปล่งแสงหมื่นจาง โปรดกลับมาเร็ว!"
"อาจารย์ ผู้มีพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ได้เสด็จลงมายังโลกแล้ว จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตรัสแล้ว พร้อมกับมอบหลังธรรมสูงสุดแห่งเต๋า!"
" ท่านเจ้าสำนัก! มีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นที่สำนัก เหล่านักปราชญ์ขงจื๊อผู้ยิ่งใหญ่นับพันกำลังรีบรุดมาที่นี่..."
หลี่ชิงเฉินรู้สึกตัวและเงียบไป
เมื่อฉางชิงกล่าว เขาก็เข้าใจแล้วว่าเจ้าของตำแหน่งอัจฉริยะที่ว่านั้นหมายถึงใคร
แต่เขาไม่คาดคิดว่ารูปปั้นของจักรพรรดิวรรณกรรมจะเปล่งประกายรัศมีกว้างไกลเช่นนี้ และจักรพรรดิเองก็ตรัสเองด้วย
เขาเคยได้รับเกียรติเช่นนี้มาก่อน แต่ภาพอันตระการตานี้ก็เทียบไม่ได้กับฉางชิง
"ตระกูลซู... จะต้องสร้างบุคคลพิเศษขึ้นมาไดเแน่นอน"
หลี่ชิงเฉินครุ่นคิดพลางจ้องมองใบหน้าที่งุนงงของฉางชิงเบื้องหน้า
"ฉางชิง..."
หลังจากสงบสติอารมณ์ลงแล้ว หลี่ชิงเฉินก็เอ่ยอย่างอ่อนโยน กำลังจะถามอะไรบางอย่าง
แต่ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็มืดมนลงเมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปในความว่างเปล่าเบื้องบน
เขาตั้งใจจะเข้าแทรกแซง แต่เมื่อเห็นฉางชิงที่นั่งอยู่ เขาจึงระงับความคิดนั้นไว้ได้ และทำเพียงพ่นลมหายใจเย็นเยียบออกมาเพื่อเป็นการเตือน
"ฉางชิง หนังสือบันทึกเล่มนี้ เจ้าจงอ่านมันเสียก่อน ขณะที่เจ้ารอข้ากลับมา"
หลี่ชิงเฉินยื่นหนังสือให้ฉางชิง ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไป
ในฐานะมนุษย์ธรรมดา ฉางชิงไม่รู้ตัวเลยว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำของเขานั้นทำให้ความโกลาหลอะไรขึ้นมา
ในขณะนั้น ดวงตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ เขาจดจ่ออยู่กับหนังสือในมืออย่างขะมักเขม่น
...
หมู่บ้านภูเขาสีคราม
เพราะฉางชิงอยู่ด้วย หลี่ชิงเฉินจึงไม่ได้ลงมือแทรกแซง แต่กับคนอื่นนั้นไม่ใช่
ซูหนานกำลังหัวเราะและพูดคุยกับตระกูลซูอยู่ ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา
จากรูปลักษณ์ของชาวบ้านชาวนาบนภูเขา ท่าทางของเขาได้เปลี่ยนไปทันที โลกสั่นสะเทือนไปกับทุกการเคลื่อนไหวของเขา
สายตาของเขาพร่างพรายดุจดวงตะวันขณะที่เขายกมือขวาขึ้นทำลายความว่างเปล่า
ห่างจากภูเขาสีครามไปหนึ่งพันลี้ มือขนาดยักษ์คว้าความว่างเปล่าไว้ราวกับจะปกคลุมท้องฟ้า
บู้มมมม!
มิติยับยู่ยี่แตกสลายราวกับกระดาษ รัศมีลึกลับที่เดินทางผ่านกลไกสวรรค์เองก็มลายหายไปในทันที
" ไม่รู้สูงต่ำ!"
หลังจากตะโกนอย่างเย็นชา ซูหนานก็ค่อยๆ ดึงมือกลับและคืนสู่สภาพชาวนา
เมื่อเห็นภาพนี้ สีหน้าของสมาชิกตระกูลซูก็เคร่งขรึมขึ้น พวกเขารู้ว่าผู้อาวุโสซูหนานกำลังโกรธจัดอย่างแท้จริง
หากเป็นเรื่องธรรมดา ในฐานะประมุขคนปัจจุบันของตระกูลซู ซูหนานก็คงหัวเราะเยาะมันไปแล้ว
แต่เขาคือใคร? และที่นี่คือที่ไหนกัน?
นี่คือซูหนาน และที่นี่คือยอดเขาจักรพรรดิ เขาใช้เวลาสิบแปดปีเป็นชาวนาเพื่ออบรมสั่งสอนลูกชายของเขา แล้วเขาจะปล่อยให้คนอื่นรู้ได้อย่างไร?
หากเป็นเช่นนั้น การทำงานหนักสิบแปดปีจะไม่สูญเปล่าเอาหรอ?
" ลัทธิเต๋า?"
ซูหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปที่ตระกูลซูแล้วถามว่า
"ข้าเข้มงวดเกินไปรึเปล่า? ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเรากับลัทธิเต๋าก็ไม่ได้มีอะไรบาดหมางกันนี่"
มุมปากของทุกคนกระตุก ไม่มีใครกล้าพูดจาเหลวไหล ตระกูลซูแข็งแกร่งก็จริง แต่ลัทธิเต๋าก็ไม่ได้อ่อนแอเช่นกัน
มีเพียงคนเดียวที่กล้าเรียกชื่อลัทธิเต๋าตรงๆ เช่นนั้น ซึ่งนั่นก็คือคนตรงหน้าพวกเขา
"ฮ่าฮ่า ล้อเล่นน่า หมอนั่นคงไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนทำ"
"เฮอะ ก็แค่ลัทธิเต๋า ถ้าเป็นคนอื่น พวกมันคงไม่โชคดียังรอดชีวิตอยู่ได้หรอก”
สำหรับซูหนาน สวรรค์และปฐพีอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นเทียบไม่ได้กับการอบรมสั่งสอนลูกชายของเขา
เขาไม่รู้ว่าลัทธิเต๋ากำลังแสวงหาอะไรอยู่ และเขาก็ไม่สนใจด้วยว่าจุดประสงค์ของพวกเขาคืออะไร
เขารู้เพียงว่าถ้าใครกล้ายื่นมือเข้ามายุ่งกับเขาตอนนี้ เขาจะตัดเส้นชีวิตพวกเขาทิ้งซะตรงนั้น!
"เอาล่ะ ทุกคนแยกย้ายกันไปได้ ท่านหลี่กำลังตามหาข้าอยู่"
ซูหนานเหลือบมองท้องฟ้า โบกมือให้ฝูงชน แล้วลอยขึ้นไปในอากาศ
" ท่านหลี่"
หลี่ชิงเฉินในชุดสีเขียวยืนรออย่างเงียบๆ ท่ามกลางหมู่เมฆ
ซูหนานเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเต็มเปี่ยม โค้งคำนับอย่างเคารพ
เซียนเต๋านั้นทรงอำนาจและมีฐานะสูงส่ง แต่ทั้งตระกูลซูและซูหนานต่างก็ไม่กลัวเขา
การโค้งคำนับของซูหนานนั้นเป็นเพราะหลี่ชิงเฉินเป็นอาจารย์ของลูกชายเขาก็เท่านั้น
" ท่านซู..."
หลี่ชิงเฉินเริ่มก่อน เขาวางแผนที่จะแจ้งเรื่องราวล่าสุดของฉางชิงให้ซูหนานฟัง
แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ ซูหนานก็ตบหน้าผากเขาเบาๆ พร้อมกับดึงคัมภีร์บางอย่างออกมาจากอก
"โอ้ ข้าเกือบลืมไป นี่เป็นเพียงผลงานของจักรพรรดิวรรณกรรมผู้ยิ่งใหญ่ ท่านโปรดเก็บมันไว้ให้ปลอดภัยด้วยเถิด ท่านหลี่วางใจได้ ข้ารักษาสัญญา ภายในสองปี ไม่ว่าฉางชิงจะเรียนรู้มากน้อยเพียงใด ท่านก็จะสามารถเอาคัมภีร์เล่มนี้จากไปได้โดยไม่ต้องกังวล"
หลี่ชิงเฉินกลืนคำพูดที่ยังไม่ได้พูด ดวงตาจับจ้องไปที่คัมภีร์โบราณในมืออีกฝ่ายอย่างตั้งใจ
ผลงานของจักรพรรดิวรรณกรรนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจต้านทานได้สำหรับนักปราชญ์คนใดก็ตาม
นี่คือเหตุผลที่เขา เซียนเต๋าผู้สูงศักดิ์ ยอมยินดีที่จะรับใช้เป็นอาจารย์ของเด็กหนุ่ม
ความหรูหราโอ่อ่าของตระกูลซูเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้
อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เขามาหาซูหนานด้วยเหตุผลอื่น
" ท่านซู ข้ามาที่นี่เพราะมีเรื่องอื่น"
หลี่ชิงเฉินหยิบหนังสือขึ้นมาและพูดกับซูหนานอย่างเคร่งขรึมว่า
"ข้าตั้งใจจะรับฉางชิงเป็นศิษย์ ท่านคิดเห็นอย่างไร?"
หากความเข้าใจอันลึกซึ้งของฉางชิงเกี่ยวกับรูปแบบเต๋าทำให้เขารู้สึกชื่นชมในพรสวรรค์ของเขาได้แล้ว
โอกาสที่จะบรรลุหลักธรรมสูงสุดของเต๋าก็สามารถทำให้เขากระสับกระส่ายอย่างสิ้นเชิงได้อีก
อัจฉริยะเช่นนี้ หากพลาดไป มันอาจนำความพิโรธของจักรพรรดิสวรรค์มาสู่เขาได้
" หืม? รับศิษย์หรอ?" ซูหนานตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนี้
เขาตระหนักดีถึงข้อกำหนดที่เข้มงวดของเซียนเต๋าขงจื๊อผู้นี้ในการยอมรับศิษย์
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในฐานะผู้นำของลัทธิเต๋าขงจื๊อ เซียนเต๋าขงจื๊อผู้นี้กลับรับศิษย์เพียงสามคนเท่านั้น
เขาเชิญเซียนเต๋าขงจื๊อมาโดยไม่เคยหวังให้เขารับฉางชิงเป็นศิษย์เลย
เขาเพียงต้องการใช้เวลาสองปีนี้เพื่อช่วยฉางชิงกำหนดทิศทางชีวิตและหลักการที่มั่นคง ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของอาจารย์คนแรก
แต่เขาไม่คาดคิดว่าความประหลาดใจจะมาถึงเร็วขนาดนี้ เซียนเต๋าขงจื๊อต้องการรับฉางชิงเป็นศิษย์จริงหรื?
"หรือแท้จริงแล้ว ผลงานของจักรพรรดิวรรณกรรมเล่มนี้จะทำให้เซียนเต๋าขงจื๊อรู้สึกตื่นตระหนกจนกลัวว่าข้าจะถอนคำพูด เขาจึงยอมให้ฉางชิงเข้าไปเป็นศิษย์"
ซูหนานสรุปสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังถือว่าเป็นโชคดี
ด้วยการมีเซียนเต๋าขงจื๊อเป็นอาจารย์ แม้จะไม่มีตระกูลซูคอยหนุน แต่ฉางชิงก็คงจะไม่ถูกกลั่นแกล้ง
"ฮ่าฮ่าฮ่า เยี่ยมมาก เราจะใกล้ชิดกันมากขึ้น และข้าต้องขอบคุณท่านหลี่สำหรับเกียรตินี้"
ซูหนานเห็นด้วยพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะอย่างดังกึกก้อง
"นี่ไม่ใช่เกียรติยศที่ว่างเปล่า"
สีหน้าของหลี่ชิงเฉินเคร่งขรึม "พรสวรรค์ของฉางชิงหาใครเทียบเคียงไม่ได้ในชีวิตข้า ในฐานะอาจารย์ของเขา ข้าเองก็รู้สึกเป็นเกียรติเช่นกัน"
รอยยิ้มของซูหนานกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
เห็นไหม? นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเป็นนักวิชาการ เขาเชี่ยวชาญในการพูดสิ่งที่ถูกใจคน!
แม้เขาจะรู้ว่านั่นอาจเป็นเพราะผลงานของจักรพรรดิวรรณกรรม แต่มันก็ยังคงลื่นหูน่าฟัง
ทว่าหลี่ชิงเฉินกลับไม่เข้าใจความคิดของซูหนานแม้แต่น้อย เขาจึงกล่าวต่อไปอย่างจริงจังว่า
"ความเข้าใจของฉางชิงนั้นสูงส่งยิ่งนัก การเรียกเขาว่าขงจื๊อผู้ยิ่งใหญ่กลับชาติมาเกิดนั้นก็มิถือว่าเกินจริงเลย เมื่อเขาก้าวเข้าสู่เส้นทางเต๋าขงจื๊อ ความสูงส่งที่เขาจะสามารถบรรลุได้นั้นย่อมเหนือจินตนาการ"
" และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่นี้ฉางชิงยัง..."
ยิ่งซูหนานได้ยินมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายมากขึ้นเท่านั้น เขารีบขัดจังหวะด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า
"ข้าเข้าใจเจตนาของท่านที่จะรับเขาเป็นศิษย์แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็อย่าตามใจหรือยกยอเขามากจนเกินไปล่ะ"
"ความเย่อหยิ่งมีแต่จะนำไปสู่ความลุ่มหลงในตนเอง นั่นแหละคือเวลาที่ผู้คนจะสูญสิ้นกำพืชตนเองไป และความพยายามสิบแปดปีของข้าก็จะพลันสูญเปล่า"
"ท่านโปรดเข้มงวดกับเขาและปล่อยให้เขาได้เผชิญกับอุปสรรคเอง เพื่อที่เขาจะได้รักษาหัวใจที่เปี่ยมด้วยความอุตสาหะเช่นนี้ต่อไป
ซูหนานเกรงว่าด้วยตัวตนของเขา มันจะทำให้คนอื่นอาจลังเลที่จะสอนลูกชายของเขาอย่างตรงไปตรงมา
นั่นคือสาเหตุที่ลูกชายคนโตและคนที่สองของเขาเริ่มหยิ่งผยองดังเช่นทุกวันนี้
ตอนแรกเขาคิดว่าเซียนเต๋าขงจื๊อคงเป็นข้อยกเว้น แต่เกรงว่าผลงานของจักรพรรดิวรรณกรรมคงเผลอทำให้เขาตะลึงงัน จนนำไปสู่การสรรเสริญที่มากเกินเหตุจนทำให้เขาอับอายแทน
ถ้าฉางชิงได้รับคำสรรเสริญเช่นนั้นต่อหน้า นั่นคงไม่เป็นผลดีแน่!
เพราะถ้าอีกฝ่ายชมฉางชิงเช่นนั้น ความเพียรพยายามสิบแปดปีของเขาจะไม่กลายเป็นเรื่องตลกไปเสียแล้วหรอ?
ไม่! ประตูบานนี้ต้องปิดให้สนิท เขาต้องชี้แจงฉางชิงให้กระจ่างเสียก่อน!
เมื่อเห็นท่าทีที่เคร่งขรึมของซูหนาน หลี่ชิงเฉินก็ตกตะลึง
และเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น เขาก็ตระหนักได้ทันที
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมประมุขตระกูลซูจึงปิดบังสถานการณ์ของตนเอง โดยกักขังซูฉางชิงให้อยู่ในเขตภูเขาอันห่างไกลเช่นนี้
ที่แท้ก็เป็นเพราะซูหนานกังวลว่าพรสวรรค์อันมหาศาลของฉางชิงนั้นจะนำพาเขาหลงผิดเพราะคำสรรเสริญที่มากเกินไป พวกเขาจึงจงใจทำเช่นนี้!
เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ หลี่ชิงเฉินก็พยักหน้าด้วยความขอบคุณและโค้งคำนับอย่างเคารพ พร้อมกล่าวว่า
" ประมุขตระกูลซูช่างฉลาดหลักแหลมจริงๆ"
*เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วพี่!