- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเทพยุทธ์ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 139 ปัญหาในเทือกเขา
ตอนที่ 139 ปัญหาในเทือกเขา
ตอนที่ 139 ปัญหาในเทือกเขา
ตอนที่ 139 ปัญหาในเทือกเขา
หลังจากหัวเราะเยาะเย้ยเสร็จ หลู่ต้าซงก็หยิบแหวนมิติอีกวงออกมา
“เฮ้อ โชคดีที่แหวนวงนี้ไม่ได้เอาไปด้วย”
เขาถอนหายใจโล่งอกในใจ ก่อนจะสวมแหวนมิตินั้นกลับคืน นิ้วมือกระชับแน่นอย่างระมัดระวัง
แม้แหวนวงที่ถูกชายคลุมดำยึดไปจะสำคัญก็จริง แต่เทียบกับวงนี้แล้วยังนับว่าน้อยเพราะของล้ำค่าจริง ๆ ทั้งหมดอยู่ในแหวนวงนี้ต่างหาก
เทือกเขาหมู่ฟู่
ณ ตีนเขา ขณะนี้เต็มไปด้วยศิษย์จากสำนักกระบี่และคนจากตระกูลหลี่รวมกันเป็นกองกำลังขนาดใหญ่
พวกเขาค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าไปในภูเขาอย่างเป็นระเบียบ
ด้านบนท้องฟ้า หลี่เจียซินและสวี่ม่อจู๋ก็ยืนอยู่เหนือพื้น ลอยตัวมองสถานการณ์
“ข้าจะบอกให้ ถ้าหาถุงหอมไม่เจอ เจ้าจะต้องรับผิดชอบ!”
หลี่เจียซินมองหลี่เหรินห่าวด้วยสีหน้าเย็นชา น้ำเสียงไร้ความเมตตาใด ๆ
แม้ปกติจะรักใคร่หลานสาวคนนี้นัก แต่เมื่อต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่มีความปรานีแม้แต่น้อย
สีหน้าหลี่เหรินห่าวซีดเผือด กัดริมฝีปากแน่นโดยไม่กล้าพูดอะไร
การที่ถุงหอมชิ้นนั้นสูญหายหนักหนายิ่งกว่าที่นางจินตนาการไว้
เพราะหลังจากกลับไปยังตระกูลหลี่ ผู้มีพลังในตระกูลพบว่ามีกลิ่นพลังบางอย่างเกาะอยู่ในร่างนางและส่งผลให้ร่างกายนางเปลี่ยนแปลงอย่างลึกลับ
ทั้งที่นางเพิ่งใส่ถุงหอมนั้นไม่ถึงสองวันด้วยซ้ำ
หากได้ใส่ระยะยาวนึกไม่ออกเลยว่าจะได้ประโยชน์มากเพียงใด
พอข่าวนี้แพร่ออก ตระกูลหลี่และสำนักกระบี่ก็ร้อนรนถึงขีดสุด
สำนักกระบี่เรียกศิษย์จากภายนอกที่กำลังฝึกฝนกลับมาทั้งหมด ระดมมาที่เทือกเขาหมู่ฟู่แห่งนี้
ส่วนตระกูลหลี่ก็ขนยอดฝีมือทั้งหมดออกมา
ดังนั้นตอนนี้บนฟ้าถึงได้แน่นขนัดไปด้วยคน
“ทุกคนฟังให้ดี ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สำนักกระบี่หรือตระกูลหลี่
ใครก็ตามที่สร้างผลงานในการตามหาถุงหอม จะได้รับการฝึกสอนอย่างเต็มที่จากทั้งสองฝ่าย
และสามารถเลือกอาวุโสคนใดก็ได้เป็นอาจารย์!”
“ส่วนผู้ที่หาถุงหอมเจอ จะได้รับตำแหน่งศิษย์กิตติมศักดิ์และเลือกได้เลยว่าจะเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักหรือหัวหน้าตระกูลหลี่!”
เสียงของสวี่โม่จู๋ดังสะท้อนทั่วฟ้า
“รับทราบ!”
เสียงพร้อมเพรียงดังก้องสะเทือนทั้งเทือกเขา
สำนักกระบี่นั้นเป็นสำนักใหญ่ในเขตหนานซา ใหญ่กว่าสำนักฉิงซานหลายเท่าตัว
นอกจากศิษย์ประจำที่เฝ้าสำนักแล้ว ศิษย์ที่มารวมตัวกันในเทือกเขานี้ก็มากกว่าหนึ่งล้านคน
พอรวมกับยอดฝีมือตระกูลหลี่เข้าไปก็กลายเป็นขุมพลังที่น่าหวาดกลัวยิ่งนัก
อีกด้านหนึ่งของเทือกเขาหมู่ฟู่
ใกล้ดินแดนของโบ๋กู่ ที่นี่เป็นอาณาเขตของจ้าวอสูรเพลิงช่วงชิง
เขาคือจ้าวแห่งพื้นที่และมีอำนาจสูงสุดในกลุ่มอสูรแถบนี้
เวลานี้ มีมนุษย์ธรรมดาสองคนคุกเข่าตัวสั่นอยู่ตรงหน้าเขา
“ขะ ขะ ขะ ขอชีวิตด้วยเถอะ...!”
ทั้งสองตัวสั่นงันงก ขอชีวิตไม่หยุด
“หึ!”
จ้าวอสูรเพลิงช่วงชิงเย้ยหยัน ก่อนจะสะบัดมือเด็ดหัวทั้งสองเหมือนหั่นแตงโม
หัวของพวกเขากลายเป็นกะโหลกขาว ถูกโยนไปทิ้งลงในกองกะโหลกที่กองพะเนินเหมือนเนินเขา
“สะใจจริง ๆ!”
เขาแลบลิ้นเลียปาก รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้น
แต่แล้วก็มีเสียงวิ่งตึงตังดังขึ้น
“ท่านอสูร! แย่แล้ว! แย่แล้ว!”
อสูรตนน้อยรีบร้อนมารายงาน
“ในเขตแดนของเรา มีอสูรวิญญาณตายไปอีก 15 ตัวแล้ว
ยังไม่พอ แม้แต่ราชาอสูรสามตนก็เริ่มมีอาการเช่นกัน! ข้าเกรงว่าจะตายตามกันหมด!”
“ว่าไงนะ!?”
จ้าวอสูรเพลิงช่วงชิงพุ่งขึ้นด้วยความเดือดดาล
ก่อนหน้านี้เขตแดนของเขาก็เริ่มเกิดเหตุการณ์ประหลาด อสูรวิญญาณอ่อนแรง ใช้พลังไม่ได้และทยอยตายลงเรื่อย ๆ
ตอนนั้นเขายังคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ตอนนี้ถึงขั้นลามไปถึงราชาอสูร?
“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? แล้วดินแดนอื่น ๆ เป็นเหมือนกันหรือไม่?” เขาถามเสียงเข้ม
“ข้าน้อยจะรีบส่งคนไปสืบข่าวเดี๋ยวนี้!” อสูรน้อยตอบรีบ ๆ
แต่ยังไม่ทันได้วิ่งออกไปเสียงหนักแน่นก็ดังขึ้นจากภายนอก
“ไม่ต้องสืบ เรามาเอง!”
พร้อมกับเสียงนั้น คลื่นพลังมหาศาลก็พัดเข้ามา
ร่างของอสูรทรงพลังหลายตนปรากฏขึ้นตรงหน้า
“เป็นพวกเจ้าหรือ?” จ้าวอสูรเพลิงช่วงชิงรีบก้าวไปต้อนรับ
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
หนึ่งในนั้น จ้า่วอสูรจ่างเกิงเอ่ยขึ้น
“เรามาหาเจ้าด้วยเหตุผลเดียวกัน เขตแดนของพวกเราก็เกิดเรื่องเดียวกัน
บางแห่ง...สูญเสียหนักกว่าของเจ้าเสียอีก!”
“เราจึงต้องมารวมตัวกัน เพื่อหาทางจัดการเรื่องนี้!”
“หา? ดินแดนของพวกเจ้าก็เป็นเหมือนกัน?”
สีหน้าของจ้าวอสูรเพลิงช่วงชิงเริ่มเครียด
ถ้าทุกเขตแดนเกิดเรื่องเดียวกัน
งั้นมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไปแล้ว
PS : ขออนุญาติเปลี่ยนจาก จ้าวอสูร เป็น จักรพรรดิอสูร นะคะ