- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเทพยุทธ์ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 125 พวกเราพบเขาแล้ว
ตอนที่ 125 พวกเราพบเขาแล้ว
ตอนที่ 125 พวกเราพบเขาแล้ว
ตอนที่ 125 พวกเราพบเขาแล้ว
“เหรินห่าว!”
ทั้งสองตะโกนเรียกพลางทะยานไปยังริมผาชันที่หญิงสาวถือกระบี่อยู่
คิ้วเรียวของหญิงสาวกระตุกเบา ๆ บนใบหน้าเผยความดีใจออกมา ขณะเดียวกันก็หันใบหน้าสะคราญกลับไปมอง พร้อมกับค่อย ๆ ยืนขึ้น
“ท่านอาจารย์”
นางกล่าวพร้อมคำนับสวี่โม่จู๋ จากนั้นจึงหันไปยังหลี่เจียซิน “ท่านน้าก็มาด้วยหรือเจ้าคะ?”
“ฮึ่ม! หลานสาวของข้าตกอยู่ในอันตราย คนเป็นน้าจะอยู่เฉยได้ยังไงกัน?” หลี่เจียซินพูดพลางทำหน้าดุ แต่สายตาที่มองหลี่เหรินห่าวนั้นเต็มไปด้วยความรัก
“ขอบคุณท่านน้ามากเจ้าค่ะ” หลี่เหรินห่าวกล่าวเบา ๆ
หลังจากทักทายกันเพียงสั้น ๆ หลี่เจียซินก็สังเกตเห็นบาดแผลมากมายบนร่างของหลี่เหรินห่าว จึงขมวดคิ้วถามด้วยความเป็นห่วง “เหรินห่าว เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เจ้าเป็นยอดฝีมือระดับราชายุทธ ต่อให้สู้ลำพังก็ยังเอาตัวรอดได้ถ้าไม่เจอกับจ้าวอสูร ทำไมถึงจนตรอกถึงขั้นต้องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ?”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าปลาบปลื้มจากการได้พบกันอีกครั้งของหลี่เหรินห่าวก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที
โดยเฉพาะเมื่อนางนึกถึงเหตุการณ์ตลอดหลายวันที่ผ่านมา อันตรายมากมายที่ต้องเผชิญ ช่างไม่ต่างจากการเดินอยู่บนคมดาบเลยสักนิด
หลี่เหรินห่าวสูดลมหายใจลึก ก่อนจะยอมเปิดใจเล่าความหลังอันไม่อยากจดจำนั้นให้สองผู้ใหญ่ฟัง “เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้านำศิษย์สำนักกระบี่ไปทำภารกิจในภูเขา ตลอดทางเราระวังตัวอย่างที่สุด เจออสูรป่าก็หลบเลี่ยง ไม่เคยฝ่าฝืนอะไรเลย ตลอดทางก็ไม่มีปัญหาอะไร”
“แต่ในวันนั้น อยู่ ๆ ราชาอสูรสามตนกับพวกอสูรอีกสิบกว่าตนก็โผล่มาโจมตีเราอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ศิษย์คนอื่น ๆ ของสำนักกระบี่ตายหมด ข้าสู้กับสามราชาอสูรสุดกำลัง ใช้ทุกกลยุทธ์จึงรอดมาได้ และหนีออกมา!”
“แต่พวกอสูรนั้นกลับตามล่าไม่เลิก แถมยังปิดล้อมทั้งภูเขาไว้ ดูเหมือนจะมีการเรียกกำลังเสริมจากดินแดนอื่นมาด้วย”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ บนใบหน้าของหลี่เหรินห่าวยังคงฉายชัดถึงความหวาดผวาที่ตกค้างอยู่
ขณะที่ฟังเรื่องราว หลี่เจียซินและสวี่โม่จู๋ก็ขมวดคิ้วแน่น จากคำพูดเพียงไม่กี่คำ ก็สัมผัสได้ถึงความโหดเหี้ยมของเส้นทางที่หลี่เหรินห่าวผ่านมานี้
“ไม่เป็นไรแล้วนะ เหรินห่าว ตอนนี้มีน้าอยู่แล้ว” หลี่เจียซินรีบเดินเข้าไปกอดนางไว้ด้วยความรัก “ไม่เป็นไรแล้วจริง ๆ ว่าแต่...เจ้ารู้ไหมว่า ทำไมจู่ ๆ อสูรถึงได้คลั่งขึ้นมาเช่นนี้?”
“มีคนจงใจปลุกปั่นเจ้าค่ะ”
หลี่เหรินห่าวสูดลมหายใจลึก ตอบกลับมา
“มีคนทำ?” สวี่โม่จู๋ขมวดคิ้ว
“ใช่ เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่น่ากลัวมาก!” น้ำเสียงของหลี่เหรินห่าวเต็มไปด้วยความจริงจัง “ข้าสืบจากความทรงจำของอสูรตัวเล็กที่จับมาได้ พบว่า มนุษย์ผู้นั้นบุกเข้าไปในถ้ำของจ้าวอสูรโบ๋กู่ แย่งสมุนไพรล้ำค่าของจ้าวอสูร แล้ว...ยังจับจ้าวอสูรโบ๋กู่ไปเพื่อจะ...ตุ๋นทำซุปกิน!”
“ฝูงอสูรใต้บัญชาของโบ๋กู่โมโหหนัก จึงออกคำสั่งล่าตัวเด็ดขาดเพื่อหาตัวมนุษย์ผู้นั้นให้ได้ เรื่องนี้เองที่ทำให้เหล่าอสูรในภูเขาก่อจลาจลขึ้น!”
เมื่อได้ฟัง สีหน้าของสวี่โม่จู๋และหลี่เจียซินก็เปลี่ยนไปทันทีอย่างน่าดู
ทั้งสองหันไปมองหน้ากัน ก่อนจะเอ่ยถามหลี่เหรินห่าวพร้อมกันว่า
“จ้าวอสูรโบ๋กู่ที่เจ้าว่าน่ะ เป็นเต่าใช่หรือไม่?”
“ใช่เจ้าค่ะ ร่างจริงของเขาเหมือนจะเป็นเต่าพันปีตัวหนึ่ง!” หลี่เหรินห่าวพยักหน้า จากนั้นก็หันไปมองทั้งสองอย่างงุนงง “แต่ท่านน้า ท่านอาจารย์ พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นเต่า?”
“เพราะพวกเรา...เจอเต่าตัวนั้นมาแล้ว!”
ทั้งสองสบตากันอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในใจก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ครบถ้วน
มนุษย์ที่หลี่เหรินห่าวพูดถึงอย่างหวาดกลัวนั้นดูท่าจะเป็นคนที่พวกเขาเจอระหว่างทางกลับนั่นเอง
เพราะนิสัยที่จะจับจ้าวอสูรไปตุ๋นทำน้ำซุปเช่นนั้น พวกเขาก็เห็นมาด้วยตาของตัวเอง
และจ้าวอสูรโบ๋กู่ที่หลี่เหรินห่าวพูดถึงก็คงจะเป็นเจ้าเต่าที่แขวนอยู่บนต้นไม้ต้นนั้นไม่มีผิด
“พวกท่านเจอมาแล้ว?” ดวงตางามของหลี่เหรินห่าวเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ทั้งสองพยักหน้าช้า ๆ อย่างจริงจัง
และประโยคถัดไปของพวกเขา ก็ทำให้หลี่เหรินห่าวถึงกับยกมือขึ้นปิดริมฝีปากด้วยความตกใจสุดขีด
“ไม่เพียงแต่เราเจอเต่าตัวนั้น...แต่เรายังเจอมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เจ้าเอ่ยถึงด้วย...”