- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเทพยุทธ์ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 61 ใช้ทุกวิถีทาง ยั่วยวนเขาให้ได้
ตอนที่ 61 ใช้ทุกวิถีทาง ยั่วยวนเขาให้ได้
ตอนที่ 61 ใช้ทุกวิถีทาง ยั่วยวนเขาให้ได้
ตอนที่ 61 ใช้ทุกวิถีทาง ยั่วยวนเขาให้ได้
ผ่านไปเนิ่นนาน
เปลวเพลิงแห่งโทสะของหนิงเสวียนอู่จึงค่อยๆ สงบลง
“ท่านอาจารย์ โปรดระงับโทสะก่อนเถิดเจ้าค่ะ” เย่าอวิ๋นเอ๋อร์เห็นท่าเหมาะจึงก้าวออกมาพลางกล่าวว่า “แต่ว่ายามนี้เราก็ควรวางแผนสำหรับอนาคต ท่านอาจารย์คิดว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
ใบหน้าของหนิงเสวียนอู่ยังคงมืดครึ้ม แต่ก็ไม่อาจละเลยการวางแผนต่อไปได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็เงยหน้าขึ้นมองเย่าอวิ๋นเอ๋อร์ก่อนจะกล่าวเสียงเบาว่า “อวิ๋นเอ๋อร์ วันนี้นับเป็นวันที่ล้มเหลวที่สุดในประวัติศาสตร์ของสำนักเสวียนอู่ เพราะฉะนั้นอนาคตของสำนัก...ต้องฝากไว้กับเจ้าแล้วล่ะ!”
“ฝากไว้กับข้า?”
เย่าอวิ๋นเอ๋อร์เผยริมฝีปากแดงเรื่ออย่างตกตะลึง
“ใช่แล้ว!”
หนิงเสวียนอู่พยักหน้าอย่างหนักหน่วง เขาเหลือบมองไปทางโรงฝึกยุทธ์ด้วยแววตาอันขื่นขม แม้ใจจะไม่ยอมรับ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับนั้น เขาก็ไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะล้างแค้น
เย่าอวิ๋นเอ๋อร์เห็นดังนั้น ในใจก็พลันรู้สึกไม่สบายใจจึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ท่านอาจารย์ ข้างในโรงฝึกนั้นมีอะไรกันแน่ ถึงได้...”
ได้ยินคำถาม หนิงเสวียนอู่ถึงกับกระตุกมุมปาก ถอนหายใจยาวออกมา แล้วเอ่ยด้วยความหวาดผวาว่า “สี่จ้าวยุทธ์ หนึ่งนักบุญยุทธ์และอาจจะถึงขั้นจักรพรรดิยุทธ์เลยด้วยซ้ำ!”
“ว่าอะไรนะ?”
แม้จะเดาไว้ว่าผู้คนในโรงฝึกต้องแข็งแกร่งแน่ แต่พอได้ยินคำตอบจากปากของหนิงเสวียนอู่เข้า ทุกคนก็ยังอดกลั้นไม่ไหว ถึงกับหายใจเฮือกอย่างตกใจ
โรงฝึกยุทธ์เล็กๆ แห่งนี้ ถึงกับมีจ้าวยุทธ์สี่คน นักบุญยุทธ์หนึ่งและอาจจะถึงขั้นจักรพรรดิยุทธ์งั้นหรือ?
มิน่า...
มิน่าล่ะ ถึงแม้จะเป็นยอดฝีมืออย่างหนิงเสวียนอู่ ก็ยังต้องพบกับจุดจบเช่นนี้...
“อย่างนั้นหรือ?”
เย่าอวิ๋นเอ๋อร์ขมวดคิ้วหันไปมองหนิงเสวียนอู่
“เพราะแบบนั้น ข้าจึงต้องการให้เจ้าอยู่ที่เมืองผิงเจียง” หนิงเสวียนอู่พูดด้วยดวงตาหดแคบลง “รากฐานของสำนักเสวียนอู่ของเราอยู่ที่นี่ แม้จะปะทะกับสำนักชิงซานมากว่าพันปี แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังพอรักษาสมดุลกันได้”
“แต่ตอนนี้ สมดุลดังกล่าวได้พังทลายลงแล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของหนิงเสวียนอู่ก็ปรากฏความกังวลลึกซึ้งขึ้นมาแทนที่ ก่อนจะกล่าวอย่างแค้นเคืองว่า “เจ้าสารเลวลู่ฉิงซานนั่น ไม่รู้ใช้กลอุบายอะไร ถึงได้เชื่อมสัมพันธ์กับชายหนุ่มจากโรงฝึกนั่น แล้วยังได้ครอบครองดาบเทพเล่มหนึ่งอีกด้วย”
“ลองคิดดูเถอะ หากวันหนึ่งลู่ฉิงซานได้ของดีอื่นๆ จากยอดฝีมือพวกนั้นอีก เขาจะยังปล่อยเราไว้หรือไม่ ในเมื่อเรากับเขาเป็นศัตรูกันมาตลอด?”
“และหากเขาได้ประโยชน์จากยอดฝีมือเช่นนั้นแล้ว เราจะยังมีทางสู้หรือ?”
ต้องยอมรับว่าแม้หนิงเสวียนอู่จะเป็นคนโมโหร้าย แต่ในฐานะผู้นำสำนัก เขาก็มีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลพอควร
คำพูดเหล่านี้ ทำให้ทุกคนเข้าใจถึงสถานการณ์อย่างถ่องแท้
ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“ดังนั้น ท่านอาจารย์ต้องการให้ข้า...?” เย่าอวิ๋นเอ๋อร์ถามด้วยความกระวนกระวาย
“เฮ้อ!”
หนิงเสวียนอู่ถอนหายใจ สีหน้าหม่นหมองพลางกล่าวว่า “ทั้งหินสั่นสะเทือนฟ้าและผ้าคลุมวายุพิโรธก็คงเอาคืนไม่ได้แล้ว แค้นในวันนี้ก็คงล้างไม่ได้ ข้าต่อให้ไม่เต็มใจแค่ไหน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังที่เหนือกว่า เราก็ทำอะไรไม่ได้เลย”
“ในทางกลับกัน เราต้องพยายามเอาใจและสานสัมพันธ์กับชายหนุ่มคนนั้นให้ได้ อย่างน้อยก็ให้เหมือนกับลู่ฉิงซาน”
“ท่านอาจารย์ ข้าเข้าใจสิ่งที่ท่านต้องการจะสื่อเจ้าค่ะ” เย่าอวิ๋นเอ๋อร์กล่าวด้วยความเป็นกังวล “แต่…ก่อนหน้านี้แค่เรื่องของพี่ชายทั้งสองของศิษย์ ข้ายังพอไม่พูดถึง แต่แค่เรื่องในวันนี้ เราก็เป็นศัตรูกันไปแล้ว แล้วเราจะไปเอาใจและสานสัมพันธ์เขาได้อย่างไร?”
“เพราะฉะนั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ข้าจะให้เจ้าอยู่ที่นี่ ตอนที่เจ้าเคยพบเขาครั้งก่อน เจ้าก็แปลงโฉมไปแล้ว เขายังไม่เคยเห็นหน้าจริงของเจ้าเลย…”
พูดถึงตรงนี้ หนิงเสวียนอู่ก็สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วจ้องมองเย่าอวิ๋นเอ๋อร์ด้วยสายตาแน่วแน่ น้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ
“เพราะฉะนั้น…”
“ข้าต้องการให้เจ้าทำทุกวิถีทาง เพื่อยั่วยวนเขาและกลายเป็นผู้หญิงของเขาให้ได้!”