เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 55 จะให้เสียเจตนาดีของท่านผู้อาวุโสไม่ได้เด็ดขาด

ตอนที่ 55 จะให้เสียเจตนาดีของท่านผู้อาวุโสไม่ได้เด็ดขาด

ตอนที่ 55 จะให้เสียเจตนาดีของท่านผู้อาวุโสไม่ได้เด็ดขาด


ตอนที่ 55 จะให้เสียเจตนาดีของท่านผู้อาวุโสไม่ได้เด็ดขาด

ในใจของอู๋หย่งหงตอนนี้เต็มไปด้วยทั้งความตื่นเต้นและความกังวล

นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้ามาในสถานที่พำนักของอี้เฟิงด้วย จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าข้างในจะมีอะไรบ้าง

แต่พอเพิ่งเดินมาถึงหน้าประตู ร่างของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันทีเหมือนสัมผัสได้บางอย่าง

เขาก้มลงมอง...

แล้วก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ

ลุงแก่สามคนที่มาด้วยเห็นเขายืนชะงักอยู่ก็หันมามองอย่างไม่ใส่ใจ จะตื่นเต้นอะไรกับหินเก่าๆ ก้อนหนึ่ง?

แต่...หืม?

พอสายตาสัมผัสกับก้อนหินนั้น พวกเขาก็ยืนตัวแข็งทื่อ

แต่ละคนอ้าปากค้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ

หินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของอู๋หย่งหง มันดูเหมือนหินสั่นสะเทือนฟ้าไม่ใช่หรือ?

และดูจากตำแหน่งที่วางไว้ มันถูกใช้ถมเป็นบันได?

ทั้งสี่คนสบตากันก่อนจะพร้อมใจกันสูดลมหายใจเย็นเฉียบ ใช้หินสั่นสะเทือนฟ้าถมบันไดนี่มันฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว

แม้พวกเขาเองก็มีสมบัติเช่นนี้อยู่ในครอบครอง แต่ของอย่างหินสั่นสะเทือนฟ้าที่เป็นของระดับจักรพรรดิ พวกเขายังเก็บไว้อย่างทะนุถนอม บางคนถึงขั้นถือว่าเป็นไม้ตายเลยด้วยซ้ำ

แต่ชายผู้นี้กลับเอามาถมบันไดหน้าบ้าน?

ขณะที่ทั้งสี่ยังคงตกตะลึงไม่หาย ตาลุงลูกคิดก็หันไปเห็นอะไรบางอย่างเข้าอีก ทำเอาใจสะดุ้งวาบขึ้นมา

พออีกสามคนเห็นท่าทางเขา ก็มองตามไปทันที

แล้ว…

ตาแทบถลน

อีกหนึ่งสมบัติระดับจักรพรรดิ ผ้าคลุมวายุพิโรธ

แต่ทำไมถึงดูโทรมเลอะเทอะขนาดนั้น แถมยังแขวนตากอยู่แบบนั้น…

อี้เฟิงที่เดินนำหน้าอยู่เห็นว่าลุงๆ พวกนี้เดินช้าเหลือเกิน ก็หันกลับมามอง แล้วก็เห็นทั้งสี่กำลังจ้องผ้าขี้ริ้วอยู่ จึงถามด้วยความสงสัย

“พี่ๆ ทั้งหลาย แค่ผ้าขี้ริ้วน่ะ จะจ้องอะไรกันขนาดนั้น?”

“ผ้าขี้ริ้ว…”

“ผะ ผ้าขี้ริ้วรึ?”

คำพูดของอี้เฟิง ทำเอาทุกคนแทบกรามค้าง

หินสั่นสะเทือนฟ้าใช้ถมบันได...

ผ้าคลุมวายุพิโรธกลายเป็นผ้าขี้ริ้ว

ให้ตายเถอะ

ชายผู้นี้ไม่เห็นสมบัติระดับจักรพรรดิอยู่ในสายตาเลย ต้องเป็นยอดฝีมือระดับนักบุญยุทธ์แน่นอน

ในใจของทั้งสี่ก็กำหนดคำตอบนี้เอาไว้แล้วทันที

เมื่อรู้ว่าอี้เฟิงเป็นยอดฝีมือระดับนักบุญยุทธ์ ทั้งสามลุงที่มากับอู๋หย่งหงก็เปลี่ยนท่าทีทันทีแบบ 180 องศา เคารพขึ้นมาทันใด ก่อนจะหันไปค้อนอู๋หย่งหงด้วยความขุ่นเคือง

“ลุงอู๋ ทำไมไม่บอกพวกเราก่อนให้ชัดเจนล่ะ?”

“ใช่ เมื่อกี้เราน่ะเกือบไปล่วงเกินนักบุญยุทธ์เข้าแล้วนะ!”

“ถ้าพวกเราทำให้ท่านผู้อาวุโสไม่พอใจขึ้นมา จะปล่อยเจ้าไว้แน่เรอะ!”

“พวกเจ้านี่มัน…!” อู๋หย่งหงถึงกับหน้าเขียว ตอบกลับอย่างเจ็บใจ “ข้าไม่ได้บอก? บนทางข้ามันไม่ได้บอกเรอะ? พร่ำเตือนนักหนาแล้ว พวกเจ้าเองนั่นแหละไม่เชื่อกัน!”

“หึ!”

ทั้งสามลุงพ่นลมหายใจ แล้วรีบเดินจ้ำตามอี้เฟิงไปอย่างนอบน้อม

“คารวะท่านอาจารย์!”

ทันทีที่ก้าวเข้าโถงหน้าก็เห็นจงชิงกำลังปีนบันไดแขวนภาพวาดศาสตราเทพทั้งสิบแปดกลับเข้าที่ พอแขวนภาพสุดท้ายเสร็จ ก็ลงจากบันไดพอดี

“ลูกศิษย์ ขอบใจเจ้ามาก ตอนนี้มีแขกมาด้วย ช่วยขนเก้าอี้มาเพิ่มหน่อยนะ”

อี้เฟิงกล่าวเบาๆ

“รับทราบขอรับ อาจารย์”

จงชิงก็รีบเดินเข้าไปขนเก้าอี้ตามคำสั่ง

อี้เฟิงหันไปพูดกับทุกคนว่า “ข้างในตากของอยู่ มีของเกะกะพอควร เอาเป็นว่านั่งกันตรงโถงหน้าตรงนี้ก่อนนะ”

“ท่านช่างถ่อมตัวจริงๆ”

ลุงทั้งสี่พยักหน้าแล้วเดินเข้ามาในโถงหน้า

ทันใดนั้น…

สายตาทั้งสี่ก็เบิกกว้างทันทีเมื่อเห็นภาพวาดศาสตราทั้งสิบแปด ภาพเหล่านั้นแผ่กระจายพลังเจตจำนงแห่งยุทธ์และพลังแห่งเต๋าสวรรค์ออกมาเต็มโถงหน้า ราวกับมหาสมุทรซัดซ่าเข้ามาไม่หยุด

“อะ…อะไรกันนี่?”

ทั้งสี่คนชะงักค้างอยู่กับที่พร้อมกัน

ในพริบตานั้น พลังอันแรงกล้าที่เปล่งออกมาทำให้จุดตันที่อัดแน่นมานับร้อยปีในร่างของพวกเขา เริ่มคลายตัวอย่างชัดเจน

ชายผู้นี้คือใครกันแน่?

กระทั่งอู๋หย่งหงเองก็ถึงกับตาค้าง

เมื่อกี้ยังคิดว่าอี้เฟิงน่าจะเป็นนักบุญยุทธ์ ระดับเหนือกว่าจ้าวยุทธ์อยู่ขั้นหนึ่ง

แต่ตอนนี้ไม่ใช่แค่เหนือกว่า

นี่มันจักรพรรดิยุทธ์?

ไม่สิ อาจจะเป็นเทพยุทธ์!

ไม่สิ แม้แต่เทพยุทธ์ก็ไม่น่าจะฟุ่มเฟือยขนาดนี้ได้หรือว่าเขาคือผู้ฝึกยุทธ์แห่งโลกเบื้องบน?

คำว่าเซียนผุดขึ้นในหัวของพวกเขา

ฟู่…

พวกเขาสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตะลึง

แค่คำว่าเซียนก็เป็นสิ่งที่ยากจะไขว่คว้าแล้วสำหรับพวกเขา

พอนึกว่าอี้เฟิงอาจเป็นนักยุทธ์เซียนแห่งโลกเบื้องบน โลหิตทั้งร่างก็แทบเดือดพล่าน

ไม่แปลกเลย

ไม่แปลกที่ดูเผินๆ เหมือนเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา

ตอนนี้พวกเขาเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงอ่านพลังของเขาไม่ออกเลย

“เชิญนั่ง”

อี้เฟิงยื่นเก้าอี้ให้ จากนั้นก็พูดขึ้นอีกว่า “พวกท่านนั่งรอกันสักครู่ ข้าจะไปชงน้ำมาให้”

ว่าแล้วก็เดินเข้าไปยังลานหลังบ้าน

ทันทีที่อี้เฟิงลับสายตา ลุงทั้งสี่ก็ระเบิดเสียงตื่นเต้นออกมาในทันที

“เจตจำนงแห่งยุทธ์ ช่างรุนแรงเหลือเกิน ข้าไม่เคยเจอเจตจำนงที่แข็งแกร่งเช่นนี้มาก่อน จุดตันที่ข้าติดมาหลายร้อยปีมันขยับแล้ว!”

“จริง ข้าก็เหมือนกันและยังมีกลิ่นพลังแห่งเต๋าสวรรค์อีกด้วย!”

“นักยุทธ์เซียน เขาต้องเป็นนักยุทธ์เซียนแน่ๆ ไม่อยากเชื่อเลยว่าเราจะมีโอกาสได้พบตัวเป็นๆ!”

พริบตานั้น ทั้งสี่ตื่นเต้นจนน้ำตาไหล

แต่เพียงไม่นาน พวกเขาก็เริ่มรู้สึกไม่สบายตัว

“ข้า…ข้าเริ่มทนไม่ไหวแล้ว…” ลุงลูกคิดเป็นคนแรกที่พูดออกมา “พลังของเจตจำนงนี้รุนแรงเกินไป ข้ารับไว้ได้เพียงเท่านี้อีกนิดอาจคลุ้มคลั่งเสียสติ”

“ข้า…ข้าก็ไม่ไหวเช่นกัน…” ลุงผอมซีดพูดบ้าง “เสียดายเหลือเกิน โอกาสดีขนาดนี้แท้ๆ แต่รับไม่ไหว…”

“ขะ…ข้า…ถ้าอย่างนั้นออกไปข้างนอกดีไหม?” ลุงอู๋ก็พูดด้วยใบหน้าเหงื่อซึม

ไม่ทันไร ลุงหัวกะโหลกก็ยกเก้าอี้วิ่งออกไปก่อนแล้ว

คนอื่นแม้จะเสียดายจนใจจะขาด แต่ก็รู้ว่าตนเองไม่ไหว จึงรีบตามไปนั่งนอกโถงหน้า

“หือ? ทำไมออกไปนั่งข้างนอกกันล่ะ?”

อี้เฟิงถือถ้วยน้ำกลับมาแล้วถามด้วยความงุนงง

เมื่อได้ยินแบบนั้น พวกเขาต่างมองอี้เฟิงด้วยสายตาเปี่ยมความรู้สึก ซาบซึ้งอย่างสุดหัวใจ

พวกเขารู้ดีว่า อี้เฟิงตั้งใจให้โอกาสพวกเขาได้สัมผัสพลังมหาศาลนี้ แต่พวกเขากลับไร้ความสามารถ ทนได้แค่ไม่กี่อึดใจก็รับไม่ไหวเสียแล้ว จึงได้แต่ตอบกลับไปอย่างจนใจว่า

“คือ…ข้างนอกวิวสวยดีน่ะขอรับ…”

“ใช่เลยๆ วิวสวยมาก”

ทั้งสี่ยิ้มแห้งๆ ตอบเป็นเสียงเดียวกัน

“ก็ได้ๆ”

อี้เฟิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ท่านลุงทั้งหลายก็อายุมากแล้ว จะให้นั่งตากแดดรับลมหน่อยก็ไม่เป็นไร แล้วเขาก็วางน้ำไว้ให้ จากนั้นก็พูดว่า “มาเล่นหมากรุกกันเถอะ เดี๋ยวข้าไปหยิบกระดานมา”

“ดีเลยๆๆ!”

ทั้งสี่พยักหน้ารัวๆ

ในตอนนั้นเอง จงชิงก็เดินถือป้ายไม้ที่เพิ่งตากแห้งเสร็จ กลับมาพร้อมบันไดแล้วแขวนมันกลับเข้าที่

ทันใดนั้น พลังเจตจำนงแกร่งกล้าก็แผ่ออกมาจากป้ายไม้ แม้จะไม่แรงเท่าที่อยู่ในโถงหน้า แต่ก็ยังเข้มข้นพอควร ไม่มากเกินกว่าจะทนได้

ลุงทั้งสี่ถึงกับตาเป็นประกาย

เต็มไปด้วยความขอบคุณ

ดูเหมือนว่าท่านผู้อาวุโสจะรู้ว่าพวกเขาไม่สามารถรับพลังจากในโถงหน้าได้ จึงตั้งใจนำป้ายไม้นี้มาแขวนไว้ให้พวกเขาใช้ในการฝึกสมาธิและเข้าใจเจตจำนง

“ความเมตตาเช่นนี้…”

“พระคุณล้นฟ้า…”

“จะให้เราทำเสียเจตนาดีของท่านผู้อาวุโสไม่ได้เด็ดขาด…”

น้ำตาแห่งความซาบซึ้งไหลอาบแก้มของทั้งสี่ในทันใด

พวกเขารีบจัดเก้าอี้ไม้ไผ่ให้นั่งเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ นั่งลงอย่างสงบ ตั้งใจสัมผัสพลังเจตจำนงที่แผ่ออกมาจากป้ายไม้นั้นด้วยใจเปี่ยมล้น

จบบทที่ ตอนที่ 55 จะให้เสียเจตนาดีของท่านผู้อาวุโสไม่ได้เด็ดขาด

คัดลอกลิงก์แล้ว