- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเทพยุทธ์ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 29 ศึกของราชายุทธ์
ตอนที่ 29 ศึกของราชายุทธ์
ตอนที่ 29 ศึกของราชายุทธ์
ตอนที่ 29 ศึกของราชายุทธ์
“โอ้ย ๆ ๆ ไป ๆ ไปได้แล้ว!”
อี้เฟิงโบกมือไล่ลุงหวูด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายสุดขีด รับพลังจูนิเบียวของลุงแกต่อไม่ไหวแล้วจริง ๆ
หลังจากส่งลุงหวูกลับไปแล้ว อี้เฟิงก็กลับมานั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือต่อ
ช่วงเวลาหลังจากนั้น เขาจมอยู่กับการเขียนนิยายเรื่อง 《เทพธิดาจื่อเสียกับจอมยุทธ์จื้อจุนเป่า》 แบบไม่ยอมออกไปไหนเลย
ฤดูใบไม้ร่วงเข้ามาอย่างเต็มตัว ลมเย็นนอกถนนเริ่มพัดแรงขึ้นทุกที
แต่ก็ไม่อาจแตะต้องอี้เฟิงได้เลยเพราะเขามีดวงอาทิตย์จิ๋วไว้ให้ความอบอุ่น
ดูท่า...ฤดูหนาวปีนี้ อี้เฟิงน่าจะได้ใช้ชีวิตสบาย ๆ เป็นพิเศษ
ส่วนจงชิงก็ยังคงฝึกหมัดอย่างขะมักเขม้นเงียบ ๆ ทุกวัน พร้อมรับผิดชอบงานบ้านทุกอย่างในโรงฝึกอย่างไม่ขาดตก
เจ้าหมาก็ยังนอนอยู่ข้างขาอี้เฟิง บาดแผลในร่างกายฟื้นตัวจนสมบูรณ์นานแล้ว แถมพอว่าง ๆ ก็ดูอี้เฟิงฝึกหมัดบ้าง ดูภาพวาดในโรงฝึกบ้าง พลังของมันพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
วันหนึ่ง...
บรรพชนฉิงซานมาเยือนโรงฝึก
เขาดูเหมือนมีเรื่องกลุ้มใจ อี้เฟิงจึงจัดบทน้ำแกงกำลังใจยุคโลกเก่าไปชุดใหญ่
ไม่รู้จะช่วยได้แค่ไหน แต่ดูจากตอนเขากลับออกไป ก็ชัดเจนว่าออกไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลังฝึกไทเก๊กเสร็จ อี้เฟิงก็ยืดเส้นยืดสาย เตรียมออกไปหาซื้อเหล้ามาจิบ
แต่ทันทีที่ออกมาที่ถนน เขาก็รู้สึกถึงความเงียบผิดปกติ
“เกิดอะไรขึ้น?” อี้เฟิงเดินไปนั่งที่ร้านเนื้อวัวเจ้าประจำ ก่อนจะเอ่ยถาม “ปกติก็เห็นพวกผู้ฝึกตนออกมาซื้อของกันบ้าง วันนี้ทำไมเงียบเหงาขนาดนี้ล่ะ?”
เด็กฝึกงานที่ร้านพอเห็นอี้เฟิงถือขวดเหล้ามาก็ใจดี เอาเนื้อวัวสองเหลี่ยนมาเสิร์ฟให้พลางตอบว่า
“อาจารย์อี้ไม่ทราบหรือ? วันนี้เป็นวันประลองระหว่างบรรพชนฉิงซานกับบรรพชนเสวียนอู่ ศึกระดับจอมราชัน มันคือศึกตัดสินความเป็นความตายของสองสำนักเลยนะ!”
“อ้อ...”
อี้เฟิงพยักหน้า เขาไม่สนใจเรื่องของผู้ฝึกตนอยู่แล้ว แต่ก็เหมือนเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน
หลังจากซัดเนื้อสองเหลี่ยนกับเหล้าสองถ้วยจนร่างกายอบอุ่น อี้เฟิงก็เดินกลับโรงฝึกพร้อมกลับไปเขียนต้นฉบับต่อ
...
ที่รอยแยกธรรมชาติระหว่างสำนักฉิงซานกับสำนักเสวียนอู่
กลางหุบเขามีลานหินขนาดพันจั้ง ชื่อว่าแท่นลมฝน
บนแท่นลมฝน...
บรรพชนฉิงซานแผ่พลังสงบเยือกเย็น พลังล้นทะลักออกมาอย่างไม่เกรงกลัว
ขณะเดียวกัน บรรพชนเสวียนอู่ที่มีผมขาวโพลน กลับแย้มยิ้มเยาะหยัน
ฝั่งหนึ่งของหุบเขาแน่นขนัดไปด้วยศิษย์ของเสวียนอู่
อีกฝั่งก็แน่นไม่แพ้กันด้วยศิษย์ของฉิงซาน
แต่สีหน้าทุกคนต่างเคร่งเครียดเพราะศึกครั้งนี้หมายถึงอนาคตของทั้งสำนัก
“ฉิงซาน...ไม่คิดเลยนะว่าเจ้าจะกล้ามาจริง ๆ?” เสวียนอู่เอ่ยล้ออย่างเย้ยหยัน
“หึ!”
บรรพชนฉิงซานแค่สะบัดเสียงเย็น ๆ ไม่พูดพร่ำมากความ
“งั้นก็ตายซะ!”
เสวียนอู่ไม่พูดเปล่า พลังปราณแผ่ออกมา ร่างพุ่งขึ้นกลางอากาศ ก่อนฟาดฝ่ามือมหาศาลใส่ฉิงซานอย่างกะทันหัน
ในฝ่ามือนั้น แรงระดับราชายุทธ์พุ่งทะลุออกมาชัดเจน
แม้การโจมตียังไม่ถึงตัว
แต่พื้นใต้เท้าของฉิงซานก็แตกร้าวราวใยแมงมุมจากแรงกดดันเพียงอย่างเดียว
บรรพชนฉิงซานไม่ยอมแพ้
เขาปลดปล่อยพลังตอบโต้ ตอกเท้าเหยียบพื้นจนเป็นหลุม ร่างทะยานสวนฝ่ามือกลับไปทันที
“ปัง!!!”
เสียงดังกัมปนาทดั่งฟ้าถล่ม
พลังอันมหาศาลกระจายไปรอบทิศ
แม้แต่ผู้ชมที่ยืนอยู่ไกลก็ยังถูกผลักให้ถอยหลังด้วยแรงกระแทก
การปะทะของสองจอมยุทธ์ระดับราชา...น่ากลัวเกินคำบรรยาย
แต่ไม่มีใครสนใจเรื่องแรงกระแทก
ทุกคนจ้องตาไม่กะพริบไปยังกลางอากาศ เพื่อดูว่าใครเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
แล้วก็เห็นร่างหนึ่งถูกกระแทกถอยหลังหลายร้อยจั้ง
คือ...บรรพชนฉิงซาน
ทันใดนั้น สีหน้าของศิษย์ฉิงซานทุกคนก็มืดหม่นลงทันที
เผิงอิงยิ่งหน้าซีดเผือด มือบีบแน่นด้วยความกังวล นางรู้ดีว่าการประลองครั้งนี้หมายถึงอนาคตของทั้งสำนัก หากแพ้...อาจถึงคราวล่มสลาย
ฝั่งเสวียนอู่กลับเฮลั่นแทบสั่นหุบเขา
“ฮ่า ๆ ๆ ฉิงซาน เจ้าไม่พ้นเป็นขยะอยู่ดี ปีหน้าอย่าลืมเตรียมวันไหว้ให้ดี!” เสวียนอู่หัวเราะเยาะอย่างสะใจ
บรรพชนฉิงซานสีหน้าเคร่งเครียด ความห่างชั้นระหว่างเขากับเสวียนอู่...ช่างใหญ่หลวงนัก
“ตายซะเถอะ!”
เสวียนอู่ไม่คิดปล่อยโอกาส เขาพุ่งตัวขึ้นอีกครั้ง ฝ่ามือทำลายล้างฟาดลงมาอีกระลอก
การโจมตีครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนเสียอีก
ฝ่ามือแผ่พลังปราณกว้างไกล ครอบคลุมไปครึ่งฟ้า พุ่งเข้าหาฉิงซานอย่างรวดเร็ว
แต่...
ฉิงซานกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
ผู้ชมเริ่มส่ายหัว หลายคนเริ่มคาดว่า เขาคงยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว...
ศิษย์ฉิงซานหน้าถอดสีไปหมดแล้ว ราวกับมองเห็นภาพอนาคตของสำนักถูกทำลายสิ้น
จนกระทั่ง...
ฝ่ามือยักษ์เหลือระยะเพียงสามสิบจั้งจากตัวเขา...
บรรพชนฉิงซานก็ยิ้มเย็น ๆ ออกมา...
ก่อนจะล้วงมีดทำครัวออกมาจากอกเสื้อ
“ในที่สุด...ก็ถึงตาข้าแล้ว!”