เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 12 เจ้าก็อยู่เฝ้าประตูให้ข้าแล้วกัน

ตอนที่ 12 เจ้าก็อยู่เฝ้าประตูให้ข้าแล้วกัน

ตอนที่ 12 เจ้าก็อยู่เฝ้าประตูให้ข้าแล้วกัน


ตอนที่ 12 เจ้าก็อยู่เฝ้าประตูให้ข้าแล้วกัน

ครึ่งชั่วยามต่อมา อี้เฟิงกับอีกสองคนก็อิ่มหนำสำราญ

“ขอบคุณอาจารย์อี้ที่ให้การต้อนรับอย่างดี ข้ากับเสวี่ยเอ๋อร์ขอลาแล้ว” พอถึงเวลากำลังดี บรรพชนชิงซานก็รู้จักวางตัว เอ่ยล่ำลาอย่างเหมาะสม

“อืม ศิษย์ข้า ไปส่งแขกหน่อย”

อี้เฟิงอิ่มจนเรอเบาๆ โบกมือลาทั้งสองคน ก่อนหันไปสั่งจงชิง

“รับทราบ อาจารย์”

จงชิงพยักหน้าอย่างนอบน้อม จากนั้นก็ไปส่งบรรพชนชิงซานและลั่วหลานเสวี่ยถึงหน้าโรงฝึก

“ขอบคุณคุณชายที่มาส่ง” บรรพชนชิงซานโค้งคำนับให้จงชิงด้วยท่าทีสุภาพ

“ไม่ต้องเกรงใจ อาจารย์ข้าบอกไว้ว่า หากว่างก็แวะมาได้ตลอด” จงชิงตอบพลางพยักหน้า

“ดี ดี ดี”

บรรพชนชิงซานพยักหน้าด้วยความซาบซึ้ง หลังจากพูดคุยกับจงชิงอีกเล็กน้อย เขาก็หันหลังเดินจากไป

เมื่อแยกจากกันแล้ว บรรพชนชิงซานยืนอยู่ตรงมุมถนนอีกฝั่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เพิ่งสังเกตว่าระดับพลังที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับราชายุทธ์ยังไม่มั่นคงของเขา กลับแน่นแฟ้นขึ้นอย่างน่าประหลาด

ความแน่นแฟ้นนี้ ถึงขนาดเทียบเท่ากับราชายุทธ์ที่ฝึกฝนมาหลายสิบปีได้เลย

“แค่การมาเยือนในวันนี้ ก็คุ้มค่าแล้ว!”

บรรพชนชิงซานเอ่ยด้วยความตื้นตัน

ใครจะคาดคิดว่า เขาที่เกือบจะถูกบีบจนจนตรอกโดยบรรพชนเสวียนอู่ จะกลับพลิกสถานการณ์ได้เช่นนี้

แน่นอน ในสายตาของเขา สิ่งที่ได้รับมากที่สุดไม่ใช่เรื่องระดับพลัง

แต่เป็นใจ

การยกระดับจิตใจนั้น ไม่ใช่สิ่งที่หากันได้ง่ายๆ ทุกอย่างต้องอาศัยการตระหนักรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งอี้เฟิงผู้มีจิตใจกลับสู่ธรรมชาติ ไม่ถือตัว ไม่ทะนงตน ได้มอบแรงบันดาลใจให้เขาอย่างมหาศาล

ด้านข้าง ลั่วหลานเสวี่ยเองก็ใบหน้าเบิกบาน

นางเคยล่วงเกินอี้เฟิงและความรู้สึกผิดที่ติดค้างในใจก็ได้คลายลงในวันนี้

บุรุษเช่นนี้ ไม่เพียงไม่ถือโทษเอาความ กลับยังเชิญนางร่วมโต๊ะอาหารด้วยเสียอีก จึงทำให้ลั่วหลานเสวี่ยรู้สึกเคารพขึ้นจากใจจริง

บรรดายอดศิษย์แห่งสำนักต่างๆ ที่นางเคยพบมา เทียบกับผู้มีบารมีผู้นี้แล้ว มันช่างราวฟ้ากับดิน

“แต่เจ้าเด็กหนุ่มนั่น ข้ากลับยังมองไม่ทะลุเลยสักที!” มองแผ่นหลังของจงชิงที่เดินจากไป บรรพชนชิงซานถอนหายใจเบาๆ เขายังมองไม่ออกว่าจงชิงมีอะไรพิเศษ

แต่หากไม่พิเศษ แล้วเหตุใดถึงได้เข้าตาผู้มีบารมีเช่นนี้?

“เสวี่ยเอ๋อร์ กลับถึงสำนักแล้วช่วยข้าค้นบันทึกประวัติศาสตร์หน่อย ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าหนุ่มนั่นมีดีอะไร ถึงได้กลายเป็นศิษย์ของท่านผู้นั้นได้” บรรพชนชิงซานกำชับ

“เจ้าค่ะ”

ลั่วหลานเสวี่ยเองก็ดูสนใจไม่น้อย สองคนที่รู้สึกพึงพอใจจึงกลายร่างเป็นลำแสงมุ่งกลับสู่สำนักชิงซาน

ด้านจงชิง เมื่อกลับเข้ามาแล้วก็เริ่มเก็บจานเก็บชามเองโดยไม่ต้องสั่ง

อี้เฟิงมองเขาอย่างพอใจ แม้จะต้องเลี้ยงดูเพิ่มอีกคน แต่ได้เด็กที่ว่าง่ายขนาดนี้ก็คุ้มแล้ว

เมื่อเดินเข้าลานหลังบ้าน เตรียมจะเอนตัวลงนอนบนเก้าอี้โยก แต่กลับพบว่ามีหมาตัวหนึ่งจ้องเขาเขม็งอยู่ตรงหน้า

“หืม?”

อี้เฟิงตกใจ หมานี่มันไม่ใช่ตัวที่เขาลากกลับมาหรอกหรือ?

ถูกฟาดไปหลายไม้ยังไม่พอแถมเขายังเตะไปอีกที คิดไม่ถึงว่าหมาตัวนี้จะยังรอดกลับมาได้ เดิมทีเขายังคิดว่าจะจัดการมันแล้วเอามาทำหม้อไฟอยู่เลย

ช่างเป็นหมาที่อึดเกินไปแล้ว

ดวงตาของหมาน้อยจ้องเขม็งเหมือนมีคำวิงวอน

“หมานี่จะทำอะไร?”

อี้เฟิงงง

แล้วทันใดนั้นเอง หมาตัวนั้นกลับพับขาคุกเข่าลงตรงหน้าเขาแล้วยังโขกหัวอีกต่างหาก

แม้จะเป็นลูกชายของจักรพรรดิหมาป่าอสูรกลืนฟ้า แต่การต้องคุกเข่าให้มนุษย์ทำเอาอ๋าวชิ่งเจ็บใจไม่น้อย ทว่าพอคิดถึงพลังของอีกฝ่าย และสถานการณ์ที่ตัวเองหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ได้แต่ยอมกล้ำกลืน

“เจ้ากำลังขอข้าไว้ชีวิต?”

อี้เฟิงตกใจเต็มที่ ไม่คิดว่าหมาตัวนี้จะเข้าใจภาษาคนด้วย

หมาน้อยพยักหน้ารับ

เห็นดังนั้น อี้เฟิงก็ถอนหายใจ “เฮ้อ...คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะรู้ความ งั้นก็ช่างมันเถอะ เจ้าก็มีชีวิตเหมือนกัน ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้าก็แล้วกัน!”

อ๋าวชิ่งได้ยินถึงกับดีใจสุดๆ

โชคดีจริงๆ ที่ตัดสินใจขอชีวิตไว้ ถึงจะต้องคุกเข่าให้มนุษย์ มันก็ยังดีกว่าตาย

เขาก้มหน้าลง โขกหัวขอบคุณไม่หยุด

“ไม่เลวเลย…”

อี้เฟิงเอนตัวลงบนเก้าอี้ ใช้เท้าเขี่ยปลายคางของเจ้าหมาพลางเอ่ยชม

อ๋าวชิ่งขมวดคิ้ว นี่ข้าเป็นใคร? ถึงแม้จะไม่เป็นที่โปรดปรานของท่านพ่อ แต่ก็เป็นลูกชายของจักรพรรดิหมาป่าอสูรกลืนฟ้า ไอ้โดนใช้เท้าเขี่ยแบบนี้มัน...

ถึงเจ้าจะเก่ง ก็ไม่ควรดูหมิ่นกันขนาดนี้สิ

แต่สุดท้ายก็ต้องกัดฟันทนไว้

ชีวิตสำคัญกว่า อิสรภาพสำคัญกว่า ขอแค่หนีจากที่นี่ได้ สักวันฟ้ากว้างทะเลไกล ข้าก็จะได้โบยบินอิสระ

“ในเมื่อเจ้ารู้ความขนาดนี้ พอดีข้ากำลังขาดคนเฝ้าประตู เจ้าก็อยู่ที่นี่แหละ!” หมาที่รู้ความขนาดนี้ อี้เฟิงไม่คิดจะปล่อยไปง่ายๆ จึงเอ่ยต่อ

ได้ยินดังนั้น ขนของอ๋าวชิ่งตั้งชัน

ในใจร่ำไห้ระงม

ไม่อยากเชื่อเลยว่าไอ้มนุษย์คนนี้ก็ยังไม่คิดจะปล่อยเขาไป

“อะไร? ไม่เต็มใจรึไง?” อี้เฟิงไม่ได้สนใจว่าหมาน้อยจะเข้าใจหรือไม่ โน้มตัวลงลูบหัวเขาไปหนึ่งที

ใครอยากอยู่กับเจ้าบ้าอย่างเจ้ากันเล่า

อ๋าวชิ่งแทบร้องไห้

ข้ายังต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่เลยนะ ถ้าต้องอยู่ที่นี่ก็เท่ากับถูกกักขัง เผลอๆ วันไหนมีแขกมา เจ้าก็จะจับข้าไปทำหม้อไฟอีก

แต่ในใจก็พูดออกมาไม่ได้ โดยเฉพาะน้ำเสียงของอี้เฟิงเมื่อครู่นั้น ฟังแล้วมันน่ากลัวชะมัด

เขาไม่อยากต้องหนีตายอีกครั้งหรือกลายเป็นหม้อไฟ

จึงได้แต่กล้ำกลืนความโกรธและความเจ็บใจไว้ พยักหน้าเบาๆ

“ดี งั้นข้าจะตั้งชื่อให้เจ้า” อี้เฟิงพยักหน้าอย่างพอใจ ขมวดคิ้วครุ่นคิด “ตอนนี้มีทั้งจงชิงและเจ้า ค่าใช้จ่ายชักจะตึงๆ เจ้าก็ชื่อวั่งไฉ่ละกัน จะได้ดึงโชคดึงทรัพย์มาให้โรงฝึกเราบ้าง”

“วั่งไฉ่?” (旺财 = เจ้าร่ำรวย)

อ๋าวชิ่งร่ำไห้ในใจ

อย่างน้อยก็ช่วยตั้งชื่อที่มันดูดีหน่อยได้มั้ยท่าน

ช่างมันเถอะ

แค่อยู่รอดได้ก็บุญแล้ว

แต่ไอ้มนุษย์สารเลวนี่ เดิมนึกว่าเป็นคนดีซะอีก ไม่คิดเลยว่า...

มนุษย์นี่ไม่มีดีสักตัว

ส่วนอี้เฟิงไม่รู้เลยว่าหมาตัวนี้คิดอะไรมากมาย เพียงคิดว่ามันเป็นหมาไม่มีสายพันธุ์อะไรสักอย่างและพอเห็นว่ามันน่าจะยังไม่ได้กินอะไรเลย จึงตะโกนเรียกออกไปว่า

“ศิษย์ข้า เหลือข้าวกับกับข้าวไว้ไม่ต้องทิ้ง เอามาให้ข้าหน่อย!”

จบบทที่ ตอนที่ 12 เจ้าก็อยู่เฝ้าประตูให้ข้าแล้วกัน

คัดลอกลิงก์แล้ว