- หน้าแรก
- สกิลสุดโกงของจอมโจร [กิน] ทะลวงยุทธภพ
- บทที่ 7 - ทะลวงด่าน
บทที่ 7 - ทะลวงด่าน
บทที่ 7 - ทะลวงด่าน
บทที่ 7 - ทะลวงด่าน
☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉
หลังจากจัดการคนในค่ายพักจนหมดสิ้นแล้ว จางจิ้งก็เดินเข้าไปแทงซ้ำที่หน้าอกของทุกคน
ถอนรากถอนโคน เพื่อป้องกันไม่ให้มีปลาหลุดรอดไปได้ หลักการข้อนีจางจิ้งยังคงเข้าใจดี
หลังจากจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จแล้ว จางจิ้งก็ไปตรวจสอบของที่ยึดมาได้
อาจารย์จางที่ทำงานมาครึ่งค่อนวัน เริ่มต้นภารกิจค้นของบนศพ
จากคนเกือบสี่สิบคน จางจิ้งได้เงินมาห้าร้อยกว่าตำลึง ในจำนวนนี้เศรษฐีหวงก็มีส่วนถึงสี่ร้อยกว่าตำลึง
หลังจากเก็บของเหล่านี้แล้ว จางจิ้งก็เริ่มตรวจสอบสินค้าบนรถม้าทีละคัน
ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรสำหรับรักษาบาดแผล
ของที่มีประโยชน์ต่อจางจิ้งมีไม่มากนัก แต่ก็ยังพบโสมป่าหลายสิบต้น น่าเสียดายที่ไม่มีสมุนไพรชั้นดีเลยแม้แต่ต้นเดียว
จางจิ้งคิดว่าของพวกนี้จะต้องเก็บไว้กับตัวอย่างแน่นอน เพราะมีมูลค่าสูง
ไม่ผิดคาด จางจิ้งพบกล่องไม้ห้าใบในเต็นท์ของหวงอีไฉ
หลังจากตรวจสอบแล้ว ข้างในก็คือสมุนไพรชั้นดีจริง ๆ
สี่ต้นอายุสิบปี หนึ่งต้นมีลายสี่เส้น
สมุนไพรชั้นดีอายุสี่สิบปี เพียงแค่ต้นเดียวก็มีมูลค่าสี่ห้าร้อยตำลึงแล้ว
จางจิ้งยิ้มอย่างดีใจ ของพวกนี้เพียงพอให้เขาทะลวงเส้นชีพจรได้อย่างน้อยหนึ่งเส้น
จากนั้น จางจิ้งก็เก็บของพวกนี้ใส่หีบใบหนึ่ง
ที่เหลือ ขนไปไม่ได้ก็เผาทิ้ง
ค่ำคืนอันยาวนาน ร่างหนึ่งเดินออกมาจากกองเพลิง ภายใต้ความมืดมิดก็หายลับไปอย่างรวดเร็ว
วันรุ่งขึ้น ดวงอาทิตย์ยามเช้ายังไม่ขึ้นเต็มดวง
จางจิ้งก็นั่งขัดสมาธิฝึกวิชาอยู่บนโขดหินใหญ่แล้ว
ถึงแม้ลมปราณจะเพิ่มขึ้นน้อยมาก แต่จางจิ้งก็ยังคงฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน
ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เขาสบายใจมาก
“ฟู่” จางจิ้งพ่นลมหายใจขุ่นออกมา รู้สึกเพียงว่าร่างกายผ่อนคลายมาก สดชื่นกระปรี้กระเปร่า
ลืมตาทั้งสองข้างขึ้น นัยน์ตาสดใส
วันนี้เตรียมจะทะลวงเส้นชีพจรเส้นแรก จุดชีพจรจี๋เฉวียน
หลังจากตันเถียนก่อเกิดลมปราณแล้ว ยังต้องทะลวงด่านชีพจรเจ็ดด่านถึงจะสามารถเลื่อนขึ้นเป็นยอดฝีมือระดับสองได้
เจ็ดด่านนี้ได้แก่ จี๋เฉวียน, ชิงหลิง, เส้าไห่, หลิงเต้า, ทงหลี่, เส้าเจียว และซ่างตู
ต้องทะลวงเส้นชีพจรเหล่านี้เท่านั้น ถึงจะทำให้ลมปราณโคจรไปทั่วทั้งร่างกายได้ ทำให้ลมปราณไปถึงทุกส่วนของร่างกาย
ตรงหน้าเตรียมโสมป่าไว้หลายสิบต้น จางจิ้งเริ่มยัดเข้าปาก
ทีละต้น ทีละต้น ราวกับเครื่องจักรกินยาที่ไร้ความรู้สึก
ความเร็วเร็วมาก ลมปราณในร่างกายก่อกำเนิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเวลาสั้น ๆ ก็รู้สึกตึง ๆ ที่ตันเถียน
จางจิ้งเริ่มนำทางลมปราณมหาศาลพุ่งเข้าโจมตีจุดชีพจรจี๋เฉวียน
หลังจากพุ่งชนติดต่อกันหลายครั้ง ถึงจะทำให้จุดชีพจรจี๋เฉวียนเกิดรอยร้าวขึ้นมาเส้นหนึ่ง
จางจิ้งเห็นดังนั้น ความเร็วในการยัดสมุนไพรเข้าปากก็เร็วขึ้น
ในที่สุด ขณะที่สมุนไพรชั้นดีตรงหน้าใกล้จะหมด ก็ทะลวงด่านได้สำเร็จ!
ลมปราณที่อัดแน่นในร่างกายในที่สุดก็หาทางระบายออกได้
จากตันเถียนไปจนถึงจุดชีพจรจี๋เฉวียน ลมปราณเหมือนงูตัวเล็ก ๆ ว่ายไปมา
กำลังค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้นทีละน้อย ลมปราณในร่างกายแข็งแกร่งขึ้นเป็นสองเท่าในเวลาสั้น ๆ
จางจิ้งกำหมัด ความรู้สึกที่แข็งแกร่งขึ้นนี้ ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน
แต่เมื่อมองดูสมุนไพรชั้นดีที่เหลืออยู่เพียงสองต้นตรงหน้า ต้นหนึ่งอายุสิบปี อีกต้นก็…
อีกต้นยังดีที่เป็นต้นอายุสี่สิบปี
เส้นชีพจรเจ็ดด่าน ด่านหนึ่งยากกว่าด่านหนึ่ง
จางจิ้งต้องการสมุนไพรชั้นดีอีกมาก!
เวลาผ่านไปสองวัน ในที่สุดตระกูลหวงก็ได้ข่าว!
“ปัง” หวงเจิ้งเฉียนฟาดฝ่ามืออย่างแรง โต๊ะตรงหน้าแตกละเอียด
“บัดซบ มานี่สิ ไปสืบมาให้ข้า!” หวงเจิ้งเฉียนตะโกนลั่นออกไปข้างนอก
เมื่อครู่นี้เองที่เขาได้รับข่าวการตายของน้องชายคนที่สอง หวงอีไฉ
เมื่อเดือนที่แล้วเขาเพิ่งจะทะลวงเส้นชีพจรทั่วร่าง เลื่อนขึ้นเป็นระดับสอง ก็เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นทันที
ดูเหมือนว่าจะมีคนจงใจหาเรื่องตระกูลหวงของเขา
หวงเจิ้งเฉียนที่สงบลงแล้วแอบครุ่นคิด นี่อาจจะเป็นฝีมือของสามตระกูลใหญ่ในเมืองสวินหยางหรือไม่
ต้องรู้ว่าก่อนที่เขาจะเลื่อนขึ้นเป็นระดับสอง เมืองสวินหยางแห่งนี้ปกครองโดยสามตระกูลใหญ่คือ ตระกูลหู ตระกูลจิน และตระกูลอู๋
สามตระกูลครอบครองทรัพยากรหกส่วนในเมืองสวินหยาง อีกสี่ส่วนที่เหลือเป็นของตระกูลเล็ก ๆ
ต้องรู้ว่าเมืองสวินหยางเป็นเมืองใหญ่ติดอันดับสามในเขตปกครองเจินติ้งทั้งหมด มีเมืองเล็ก ๆ หลายเมืองขึ้นตรงต่อ
และแคว้นเจินทั้งหมดก็มีเพียงสามเขตปกครองเท่านั้น ลองคิดดูว่าสามตระกูลนั้นมีอำนาจมากเพียงใด
ตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้วที่ตนเองเลื่อนขึ้นเป็นยอดฝีมือระดับสอง ในเมืองก็เริ่มมีคนเรียกตระกูลหวงว่าเป็นตระกูลที่สี่ที่กำลังจะรุ่งเรืองขึ้นมา
นี่มันเป็นการฆ่าคนโดยไม่ใช้มีดชัด ๆ กำลังจะรุ่งเรือง ไม่ใช่ว่ายังไม่รุ่งเรืองนี่นา!
จากข่าวที่ได้รับมา น้องรองตายในเขตแดนของภูเขาสามหมาป่า หากเป็นกองกำลังเล็ก ๆ ทั่วไป
เขาคงจะไปจับคนมานานแล้ว
แต่ภูเขาสามหมาป่าเป็นกองกำลังเล็ก ๆ หรือ นั่นเป็นกองกำลังใหญ่ที่มีถึงสามยอดฝีมือระดับสอง
ถึงแม้จะเป็นตระกูลใดตระกูลหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา
นี่ทำให้หวงเจิ้งเฉียนต้องลังเล
อย่าว่าแต่ตอนนี้ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าเป็นฝีมือของค่ายสามหมาป่าเลย ถึงแม้จะมีหลักฐานวางอยู่ตรงหน้า
เขากล้าไปจับคนหรือ? คงจะถูกทุบตายไปนานแล้ว
แต่ น้องชายแท้ ๆ ตายไป เขากลับไม่กล้าทำอะไรเลย ต่อไปจะยืนหยัดอยู่ในเมืองสวินหยางได้อย่างไร
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาตัดสินใจเขียนจดหมายไปสอบถามด้วยถ้อยคำที่สุภาพ
เชื่อว่าด้วยฝีมือระดับสองในตอนนี้ พวกเขาคงจะให้เกียรติบ้าง
ถึงอย่างไรเรื่องราวก็เกิดขึ้นในเขตแดนของภูเขาสามหมาป่า ค่าผ่านทางที่ตระกูลหวงจ่ายทุกปีก็ไม่เคยขาดแม้แต่ส่วนเดียว
ในขณะนี้ ภายในห้องหนังสือของผู้นำตระกูลอู๋ในเมืองสวินหยาง
บรรยากาศค่อนข้างเคร่งขรึม มีคนสามคนนั่งอยู่ คนที่นั่งอยู่ตรงกลางมีสีหน้าสงบนิ่ง รูปร่างยังพอเห็นเค้าความหล่อเหลาในวัยหนุ่ม
บุคคลผู้นี้คือผู้นำตระกูลอู๋ อู๋เยว่
คนที่นั่งอยู่ทางขวาล่างสวมชุดขาว ใบหน้าขาวไร้หนวดเครา แววตาดูเศร้าหมอง คนผู้นี้คือผู้นำตระกูลหู หูเซิน
อีกคนหนึ่ง ก็มีสีหน้าเรียบเฉย ท่าทางเคร่งขรึม
ชื่อจินจ้าน เป็นผู้ดูแลของอีกตระกูลใหญ่ ตระกูลจิน
ทั้งสามคนนี้คือผู้มีอำนาจที่แท้จริงของเมืองสวินหยางแห่งนี้ เพียงแค่กระทืบเท้า เมืองสวินหยางทั้งเมืองก็ต้องสั่นสะเทือน
ในขณะนี้กลับมานั่งรวมกันอยู่ หากมีคนนอกเห็นเข้า ไม่รู้ว่าจะคิดว่าใครกำลังจะโชคร้าย
“น้องชายของหวงเจิ้งเฉียนตายแล้ว ไม่ใช่ฝีมือของพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งใช่ไหม?” อู๋เยว่เอ่ยปากถาม
หูเซินยิ้มบนใบหน้าที่เศร้าหมองแล้วพูดว่า “ตอนนี้พวกเรากำลังอยากจะดึงหวงเจิ้งเฉียนมาเป็นพวก จะมาทำเรื่องเสียในเวลานี้ได้อย่างไร”
“ใช่แล้ว” จินจ้านพูด
“เช่นนั้นก็อาจจะมีกองกำลังที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง” อู๋เยว่มีสีหน้าเคร่งขรึม
“ก็ไม่แน่เสมอไป อาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้”
“ก็ไม่ควรจะเกิดเรื่องในเวลาสำคัญเช่นนี้ เดี๋ยวพวกเราจะส่งคนไปร่วมไว้อาลัยที่บ้านหวง” อู๋เยว่พูดกับทั้งสองคน
จินจ้านมีสีหน้าดูถูก “หรือว่าถ้าไม่มีตระกูลหวง เรื่องของพวกเราก็ไม่ต้องทำแล้ว? แค่คนที่เพิ่งจะเลื่อนขึ้นเป็นระดับสองคนหนึ่ง คุ้มค่าให้พวกเราไปดึงมาเป็นพวกขนาดนั้นเชียวหรือ?”
หูเซินยิ้มเบา ๆ “ดึงมาได้ก็ดี อย่างไรเสียพอเรื่องเสร็จสิ้นบ้านของพวกเขาก็ต้องล่มสลายอยู่แล้ว”
“ใช่แล้ว ระดับสองถึงอย่างไรก็ไม่ใช่กำลังรบธรรมดาา ยืนอยู่ข้างพวกเราได้ก็สามารถลดการบาดเจ็บล้มตายได้ไม่น้อย”
“คนของตระกูลหยางใกล้จะมาถึงแล้ว ถึงตอนนั้นพวกเราจะมีกำลังรบระดับสองถึงห้าคน จะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” อู๋เยว่ตบโต๊ะเสียงดัง เป็นการตัดสินใจขั้นสุดท้าย
อีกสองคนก็หัวเราะเบา ๆ สมทบ
☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉
[จบแล้ว]