- หน้าแรก
- ชีวิตอมตะเริ่มจากสุรากู่ที่ข้าสร้างเอง
- ชีวิตอมตะเริ่มจากสุรากู่ที่ข้าสร้างเอง บทที่ 26 นักพรตหลี่มาเยือน
ชีวิตอมตะเริ่มจากสุรากู่ที่ข้าสร้างเอง บทที่ 26 นักพรตหลี่มาเยือน
ชีวิตอมตะเริ่มจากสุรากู่ที่ข้าสร้างเอง บทที่ 26 นักพรตหลี่มาเยือน
ตอนนี้ เส้นทางการหมุนเวียนพลังวิญญาณ และคุณสมบัติธาตุต่าง ๆ ถูกจัดการจนเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ยังคงติดอยู่ก็คือ ‘คุณลักษณะพิเศษของเคล็ดวิชา’ ซึ่งหลงเสวียนยังไม่มีแม้แต่เค้าร่างใด ๆ ในหัว
ในหอสมบัติแม้จะมีคัมภีร์วิชามากมายที่บรรจุคุณลักษณะพิเศษเอาไว้ครบถ้วน เขาเพียงลอกมาทั้งดุ้นก็ใช้ได้แล้ว แต่เขากลับรังเกียจว่าคุณลักษณะพิเศษในคัมภีร์เหล่านั้นอ่อนด้อยเกินไป ไร้น้ำหนัก ไร้แรงดึงดูด
ยิ่งไปกว่านั้น คุณลักษณะพิเศษเหล่านั้นยังไม่เข้ากันกับร่างกาย ‘สิบหายนะ’ ของเขาเลยแม้แต่น้อย
‘คุณลักษณะพิเศษของเคล็ดวิชา’ ถือเป็นส่วนที่ซับซ้อนที่สุดของเคล็ดวิชา ด้วยเหตุนี้หลงเสวียนจึงถึงทางตัน เขียนต่อไปไม่ออกชั่วขณะ
ในเมื่อคิดไม่ออก เขาก็ไม่ฝืน ข้ามส่วนนี้ไปก่อน แล้วหันมาจัดการแกนหลักที่สามของเคล็ดวิชาแทน
แกนหลักที่สามของเคล็ดวิชา คือ ‘ศาสตร์ที่เข้าคู่กับเคล็ดวิชา’ — ซึ่งจะมีเพียงหนึ่งหรือหลายศาสตร์ก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดด้านจำนวน ขอแค่สามารถผสานเข้ากับเคล็ดวิชาได้อย่างสมบูรณ์แบบก็พอ
แน่นอนว่า...หลงเสวียนไม่มีทางสร้างศาสตร์เพียงหนึ่งเดียวเพื่อเข้าคู่กับ ‘คัมภีร์สิบหายนะ’ ของตน แต่ด้วยเวลาที่มีจำกัด ในช่วงแรกจึงตั้งใจจะสร้างขึ้นมาเพียงหนึ่งก่อน ที่เหลือค่อยรังสรรค์ในอนาคตก็ไม่สาย
ในเรื่องของไอเดียสำหรับสร้าง ‘ศาสตร์’ หลงเสวียนเรียกได้ว่ามีเหลือล้น—ผ่านตานิยายและอนิเมะมามากมายนับไม่ถ้วนในโลกก่อน มีหรือจะไม่มีแรงบันดาลใจ
การสร้าง ‘ศาสตร์’ ต้องเริ่มจากการตัดความคิดเพ้อเจ้อทิ้งก่อน—อย่างพลังควบคุมกาลเวลา พลังเคลื่อนย้ายมิติ พลังทำลายล้างจักรวาล… ทั้งหมดนั้นควรโยนทิ้งจากหัวเสีย!
พลังจาก ‘ศาสตร์’ จะต้องเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านการแปรเปลี่ยนพลังวิญญาณเท่านั้น—ยิ่งพลังรุนแรงเท่าใด ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้แค่พลังวิญญาณเนรมิตมันขึ้นมาได้
ฉะนั้น การสร้าง ‘ศาสตร์’ อย่าไปยึดติดว่า ‘ยิ่งแรงยิ่งดี’ เพราะสุดท้ายจะล้มเหลวไม่เป็นท่า
ความสามารถที่สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านการควบคุมพลังวิญญาณล้วนมีอยู่น้อยนิด คิดให้ตายก็นึกออกไม่ง่าย
ยิ่งไปกว่านั้น ศาสตร์ที่สร้างขึ้นต้องเข้ากับเคล็ดวิชาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต้องใช้ประโยชน์จากลักษณะเฉพาะของเคล็ดวิชาให้ได้มากที่สุด เพื่อดึงพลังของมันออกมาให้ถึงขีดสุด ไม่ใช่แค่หาอะไรมายัด ๆ เข้าไปก็ถือว่าใช้ได้
ที่สำคัญ ศาสตร์อันแรก ควรเน้นด้านการโจมตีเป็นหลัก
เมื่อกำหนดทิศทางเช่นนี้ลงไป ขอบเขตที่เลือกได้ก็ยิ่งแคบลง ความคิดพลิกแพลงที่สามารถต่อยอดได้ก็มีเหลือไม่มาก ด้วยข้อจำกัดที่ชัดเจนเช่นนี้เอง หลงเสวียนจึงสามารถตกผลึกความคิดได้อย่างรวดเร็ว
ในเมื่อเคล็ดวิชาหลักที่เขาสร้าง เป็นเคล็ดวิชาที่ใช้พลังห้าธาตุซึ่งไม่เคยปรากฏในโลกนี้มาก่อน — เช่นนั้น ศาสตร์ที่เหมาะสมที่สุด ก็ควรต้องใช้พลังห้าธาตุประกอบด้วยเช่นกัน—เพื่อให้สอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบ
การควบรวมพลังห้าธาตุถือเป็นวิชาแบบผสมผสาน ซึ่งไม่ว่าเขาจะเป็นคนแรกที่สร้างขึ้นหรือไม่ แต่ในโลกนี้ก็คงมีอยู่ไม่มาก และเป็นธรรมดาที่พลังผสมเช่นนี้จะเหนือกว่าวิชาธาตุเดี่ยวอย่างแน่นอน
แนวคิดของเขาคือ—รวบรวมพลังวิญญาณไว้ที่ฝ่ามือให้หมุนวนด้วยความเร็วสูง พร้อมทั้งบีบอัดพลังนั้นเข้าไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นลูกบอลพลังวิญญาณขนาดเล็กที่หมุนอย่างรวดเร็ว และเมื่อขว้างใส่ศัตรูก็จุดระเบิดได้ในทันที
ถ้าใช้เพียงพลังวิญญาณธาตุเดียว วิชานี้คงไม่โดดเด่นนัก และยังอาจกลายเป็นวิชาสามัญที่ใครก็ฝึกได้
แต่หลงเสวียนคือผู้ใช้พลังห้าธาตุ! หากเขาเติมพลังวิญญาณทั้งห้าธาตุเข้าไปในลูกบอลพลังวิญญาณ ให้มันหมุนเวียนไปตามหลัก ‘วัฏจักรห้าธาตุ’
พร้อมทั้งหมุนวนและบีบอัดไปพร้อมกัน แล้วจึงขว้างใส่ศัตรูให้เกิดการระเบิดขึ้นในภายหลัง—พลังทำลายล้างจะรุนแรงขนาดไหนกันเล่า?
หลงเสวียนไม่อาจคำนวณพลังทำลายได้แน่ชัด แต่คาดว่า ‘รุนแรงจนมิอาจดูแคลน’ ได้เลย
และที่สำคัญ วิชานี้ ยังสามารถเข้ากับ 《คัมภีร์สิบหายนะ》 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เพราะทั้งสองล้วนใช้หลักห้าธาตุเป็นแกนกลาง ถือเป็น ‘ศาสตร์’ ที่เหมาะสมจนเหมือนถูกสร้างมาเพื่อกันและกันโดยเฉพาะ
หลงเสวียนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ คิดว่าศาสตร์นี้ดีมาก — เอาแบบนี้แหละ!
โครงสร้างของ ‘ศาสตร์’ นั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง
แม้จะแปลงเป็นตัวอักษรเพื่อเขียนเป็นคัมภีร์ ก็แทบไม่ต้องใช้คำเพื่อบรรยายมากนัก
ทว่า สิ่งที่ยากที่สุด คือ ผู้ฝึกจะต้องมีความสามารถควบคุมพลังวิญญาณในระดับสูง และยังต้องมีพลังจิตที่แข็งแกร่ง
โชคดีที่หลงเสวียนเป็นนักหลอมโอสถ พลังจิตจึงแข็งแกร่งโดยกำเนิด และการควบคุมเปลวเพลิงก็ยิ่งทำให้ต้องมีความแม่นยำในการควบคุมพลังวิญญาณ เขาจึงผ่านเงื่อนไขทั้งสองข้อนี้ไปได้โดยง่าย
ด้วยเหตุนี้ การคิดค้น ‘ศาสตร์’ นี้จึงใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น
เขามองดูคัมภีร์เล่มบางในมือที่มีชื่อว่า 《หยกห้าธาตุ》พลางรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
《หยกห้าธาตุ》 แบ่งออกเป็น 4 กระบวนท่า ตามหลักหมุนเวียนของทฤษฎีห้าธาตุ ได้แก่
• ท่าที่หนึ่ง : วัฏจักรเสริมสร้าง – เน้นความต่อเนื่อง ยิงได้อย่างต่อเนื่องไม่รู้จบ พลังสะสมแข็งแกร่ง
• ท่าที่สอง : วัฏจักรสนับสนุนกลับ – เน้นพลังทะลวง ยิงพลังออกไปอย่างรุนแรง ทลายทุกสรรพสิ่ง
• ท่าที่สาม : วัฏจักรพิฆาต – เน้นพลังระเบิด ยิงพลังแล้วเกิดการระเบิดรุนแรงในพริบตา
• ท่าสุดท้าย : หยกธาตุแท้ – ใช้พลังเพียงธาตุเดียว แม้มีเอกลักษณ์ แต่พลังโดยรวมอ่อนกว่าท่าอื่น
นี่คือศาสตร์แรกที่หลงเสวียนสร้างขึ้นด้วยตนเอง ตั้งแต่เริ่มคิดยันจบ ทุกตัวอักษรคือหยาดเหงื่อแห่งแรงบันดาลใจ แม้ดูเรียบง่าย แต่พลังของมันกลับยิ่งใหญ่เกินคาด
ใน ‘แดนกำเนิด’ เขาใช้เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็สามารถทำลายหอสมบัติของตระกูลเฉียนได้จนป่นปี้—เป็นหลักฐานชัดเจนว่าพลังของมันนั้นสูงส่งเพียงใด
ตอนนั้น พลังของเขายังอยู่ในระดับต่ำ พลังวิญญาณยังบางเบา และธาตุผสมก็มีเพียงสองธาตุเท่านั้น
หากในอนาคต พลังของเขากลายเป็นระดับสุดยอด มีธาตุผสมครบทั้งห้าแล้วล่ะก็ ใครจะไปรู้ว่าท่านี้จะรุนแรงขนาดไหน!
หลงเสวียนตื่นเต้นจนแทบบรรยายไม่ออก
แต่มีเรื่องเดียวที่ยังทำให้เขารู้สึกไม่พอใจนัก — ก็คือเขายังคิดคุณลักษณะพิเศษสำหรับ《คัมภีร์สิบหายนะ》ไม่ออกสักที!
คุณลักษณะพิเศษในเคล็ดวิชาทั่วไป เขารังเกียจเกินกว่าจะหยิบยืม ส่วนที่เขาคิดขึ้นเองจากจินตนาการ กลับไม่รู้จะถ่ายทอดเป็นตัวอักษรได้อย่างไร
เขานั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างหมดแรง ท่าทางคร่ำเคร่งราวกับแบกรับโลกทั้งใบ
“เสี่ยวหลง? เจ้าอยู่หรือไม่?”
เสียงชายชราดังมาจากหน้าประตูโรงเตี๊ยม
เสียงนี้เขาคุ้นเคยดี—เป็นเสียงของ ‘นักพรตหลี่’ ผู้เฒ่าข้างแผงขายของ ที่เคยวางแผงข้างกันบ่อยครั้ง
หากไม่ใช่เพราะนักพรตหลี่นี่คอยเล่นลอบกัดด้วยพิษกู่แบบลับ ๆ จนเขาต้องใช้พลังของกล้องจุลทรรศน์มาโต้กลับ—เกรงว่าเขาคงยังสร้าง ‘นัยน์ตาฟ้าลิขิต’ ไม่สำเร็จเสียที
หากไม่มีนัยน์ตาฟ้าลิขิต เขาคงไม่สามารถสร้างเคล็ดวิชาของตนได้เร็วขนาดนี้—พูดได้ว่า หลงเสวียนยังต้องขอบคุณนักพรตหลี่เสียด้วยซ้ำ
“ข้าหนีมาอยู่โรงเตี๊ยม ยังหาเจอได้ ท่านนี่ข่าวไวดีจริงๆ”
หลงเสวียนถอนหายใจ เปิดประตูเชิญเขาเข้ามาข้างใน ก่อนปิดประตูลงอย่างเหนื่อยหน่าย
นักพรตหลี่นี่ทั้งหน้าด้าน ทั้งชอบตีซี้ ยังไม่ทันไร ก็ตามมาวุ่นถึงโรงเตี๊ยมอีกแล้ว เขาเองก็ไม่รู้ว่าชายชราคนนี้ไปสืบหาที่อยู่ตนจากไหน
“อย่าพูดเช่นนั้นสิ พูดซะเหมือนข้าตั้งใจตามหาเจ้าเสียขนาดนั้น”
“ตอนนี้ทั้งตลาด ผู้ใดเล่าจะไม่รู้ว่าเจ้ามักจะโผล่มาแถวนี้? แถมยังมีข่าวลือว่าเจ้าหมายปองคุณหนูเฉียนเสียด้วย! ไม่งั้นทำไมบ้านมีถึงไม่กลับ กลับมาโรงเตี๊ยมนี้ทุกวัน เห็นอยู่แต่ที่นี่จนคนคิดว่าเจ้าบ้าเผาหินวิญญาณเล่นเสียแล้ว ฮ่า ๆ ๆ” นักพรตหลี่หัวเราะลั่น เย้าแหย่ไม่หยุด
“พูดจาเหลวไหล! ไม่มีเรื่องเช่นนั้นสักหน่อย! นี่มันใส่ร้ายกันชัดๆ! ใครมันกล้าปล่อยข่าวเท็จ!”
พอได้ยินข่าวลือแปลกๆ หลงเสวียนก็เปลี่ยนสีหน้าแทบจะทันที รู้สึกว่าเสียหายอย่างแรง!
“จะแตกตื่นอะไรนัก? ชื่นชอบความงามก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย”
“ยิ่งคุณหนูเฉียนนับตั้งแต่ถอดผ้าคลุมหน้า รูปโฉมงามหยดย้อยขนาดนั้น ใครเห็นก็หลงรักทั้งนั้น ไม่ใช่แค่เจ้าเสียหน่อย” นักพรตหลี่หัวเราะเย้าแหย่
หลงเสวียนรู้สึกหมดแรงจะพูด—ช่างมันเถอะ ปล่อยให้โลกวอดวายไปเสียยังจะดีกว่า การอธิบายคือการกลบเกลื่อน และการกลบเกลื่อนคือการยอมรับ ไหน ๆ ก็อธิบายไม่ออกอยู่แล้ว ไม่พูดจะดีกว่า
“พอเถอะ! อย่ามาเล่นลิ้น ข้ามีงานยุ่ง หากไม่มีธุระอะไรจริง ๆ ก็อย่ามาทำข้าเสียเวลา!”
หลงเสวียนขัดขึ้นก่อนอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ และตรงเข้าเรื่องทันที