- หน้าแรก
- คุณชายตัวปลอมเลิกสู้หลังตั้งครรภ์
- บทที่ 10 โอบกอดสิ่งเล็กๆบนจอ
บทที่ 10 โอบกอดสิ่งเล็กๆบนจอ
บทที่ 10 โอบกอดสิ่งเล็กๆบนจอ
ฉีหยวนออกจากพื้นที่เดิมโดยรถยนต์แล้วไปยังโรงพยาบาลเอกชนเล็กๆที่ห่างออกไปกว่าครึ่งชั่วโมงด้วยรถไฟความเร็วสูง
ในโรงพยาบาล ฉีหยวนเข้าตรวจสุขภาพทั่วไป และยังตั้งใจไปที่แผนกนรีเวชโดยเฉพาะตอนที่หมอเห็นผู้ชายเข้ามาตรวจอัลตราซาวด์ทางนรีเวช ก็คิดว่าเขามากับแฟน แต่ความจริงกลับเป็นตัวผู้ชายเองที่มาตรวจ
ฉีหยวนนอนลงบนเตียง ตรวจช่วงแรก เด็กในครรภ์ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง เป็นเพียงก้อนเนื้อเล็กๆ เท่านั้น
มีหมอเพียงคนเดียวและเมื่อเห็นว่าฉีหยวนเป็นผู้ชายแต่กลับตั้งครรภ์ได้ ก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมากอย่างไรก็ตาม ถึงจะตกใจ แต่ก็ยังตรวจอย่างมืออาชีพ พร้อมอธิบายถึงสภาพของเด็กในครรภ์ให้ฉีหยวนฟัง
โรงพยาบาลนี้เคยเจอผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่แต่งงานแล้วและมีลูกกำลังเรียนอยู่แต่กลับตรวจพบว่ามีอวัยวะสืบพันธุ์หญิงอีกชุดหนึ่งอยู่ในร่างกาย และอวัยวะชุดนั้นก็ถูกผ่าตัดออกไปภายหลัง
ดังนั้นเมื่อหมอเห็นว่าฉีหยวนเป็นผู้ชายภายนอก แต่สามารถตั้งครรภ์ได้ ก็สรุปว่าร่างกายของเขาอาจเป็นกะเทย หรือแท้จริงแล้วเป็นผู้หญิงภายใน
ฉีหยวนมองสิ่งเล็กๆบนหน้าจอ ซึ่งก็คือลูกของตัวเอง ดวงตาเริ่มแดงเรื่อง ภาพเหตุการณ์แบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในชาติที่แล้วแต่ตอนนั้นฉีหยวนไม่ได้มีความสุขหรือซาบซึ้งใจเลย มีเพียงความขยะแขยง เขาเกลียดตัวเองในฐานะที่เป็นผู้ชายแต่กลับพลาดไปนอนกับใครบางคน แล้วสามารถตั้งครรภ์ได้
คนอื่นมองเขาเป็นตัวประหลาดและความรู้สึกของเขาเองก็ไม่ต่างกันทแต่ในตอนนี้ ฉีหยวนกลับไม่มีความขยะแขยงเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความอบอุ่นในใจ—ลูกของเขา
เด็กที่ถูกบ่มเพาะในร่างกายของเขาเองและเป็นของเขาเพียงผู้เดียว
ฉีหยวนเม้มริมฝีปากแน่น กดความเจ็บแปลบในลำคอเอาไว้ผลการตรวจในโรงพยาบาลออกมาอย่างรวดเร็ว พื้นฐานแล้วก็รู้ผลในวันถัดมา
สุขภาพของฉีหยวนยังถือว่าดีอยู่ ช่วงเวลานี้เขาพยายามเลิกนิสัยไม่ดีที่ควรเลิกทั้งหมด แต่ก็ยังมีภาวะโลหิตจางเล็กน้อย จำเป็นต้องเสริมสารอาหารเพิ่มเติม ทางโรงพยาบาลจึงสั่งยาบำรุงมาให้ ฉีหยวนรับไว้แล้วออกจากโรงพยาบาลแล้วกลับไปที่อพาร์ตเมนต์
หลังจากนั้น เขาจะไปตรวจร่างกายตามนัดเดือนละครั้งกว่าลูกจะคลอดยังมีเวลาอยู่แต่ฉีหยวนแทบรอไม่ไหวโดยเฉพาะเวลาออกไปเดินข้างนอก พอเห็นร้านขายของเด็ก เขาก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้ ต้องเดินเข้าไป และตอนออกมาก็มักจะมีของติดมือกลับมาเป็นถุงใหญ่เสมอ
เรื่องของเด็ก—ในชาติที่แล้วฉีหยวนไม่ได้ให้กำเนิดลูก ถึงแม้ตอนนี้เขาจะกำลังตั้งครรภ์อยู่ แต่ก็ยังไม่รู้มากนักว่าเด็กต้องการอะไร
เขาเลยค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กต้องใช้แรกๆคิดว่าไม่จำเป็นต้องหาก็ได้ แต่พอหาข้อมูลจริงๆก็พบว่าการเลี้ยงเด็กนั้นเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าช่วงตั้งครรภ์เสียอีก
พอเด็กเกิดมาแล้ว มันไม่ใช่แค่เรื่องง่ายๆของการมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเด็กจำเป็นต้องมีพ่อแม่คอยดูแลและฉีหยวนเลือกที่จะคลอดลูกด้วยตัวเอง รอบข้างไม่มีใครช่วยเหลือ เมื่อถึงเวลานั้นก็จะมีเพียงเขาเท่านั้น มันต้องเหนื่อยมากแน่ ๆ
ฉีหยวนรู้ดีว่าเป็นงานหนัก แต่เขาได้เตรียมใจไว้แล้ว โชคดีที่อย่างน้อยเขายังมีเงินอยู่บ้างเรื่องที่ใช้เงินแก้ไขได้ ก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่
ฉีหยวนค่อยๆเตรียมตัวไปทีละน้อย อีกไม่กี่เดือนลูกก็จะคลอดแล้ว เวลายังพอมีให้เตรียมพร้อมเวลาเดินผ่านไปอย่างรวดเร็วและเปิดเทอมใหม่ก็มาถึง
รองหัวหน้าห้องหวังเยียนยังคงมาที่บ้านของฉีหยวนบ่อยๆเพื่อทำอาหารให้และฉีหยวนก็ได้มอบบัตรหนึ่งใบให้หวังเยียน โดยฝากเงินสำหรับซื้อกับข้าวไว้ในนั้นทั้งหมด
หวังเยียนเป็นคนที่ใช้ชีวิตเก่ง ของที่เขาซื้อมาทำกับข้าวนั้นดีแถมยังราคาถูกอีกด้วย
ฉีหยวนหัวเราะพลางพูดว่า “ไม่จำเป็นต้องประหยัดเงินให้ฉันก็ได้นะ”
“ผมก็ไม่ได้ประหยัดอะไรมากหรอก” เหตุผลหลักก็เพราะเขาคุ้นเคยกับตลาดผักแถวร้านใหญ่ๆ แถวนั้นดี รู้ว่าที่ไหนขายถูก ก็เลยไม่ค่อยเสียเงินมากนักเวลาไปซื้อ
“ต่อไปถ้าใครได้แต่งงานกับนายเข้าล่ะก็ เขาคนนั้นต้องมีความสุขแน่ๆ รองหัวหน้าห้อง”
“งั้นนายแต่งงานกับฉันเลยสิ ฉีหยวน?” หวังเยียนพูดติดตลก จริงๆเขาเป็นชายแท้และก็คงพอรู้ว่าฉีหยวนไม่ใช่
“ฉันน่ะเหรอ? ฉันชอบคนที่หล่อกว่านี้หน่อย” ฉีหยวนพูดตรงๆชี้ว่าหน้าตาของหวังเยียนไม่ใช่สไตล์ที่เขาชอบ
“งั้นฉันไปทำศัลยกรรมก็ได้”
ทั้งคู่เป็นเพื่อนกัน เลยหยอกล้อเล่นกันไปมา
“ฉันชอบของแท้ ไม่ดัดแปลง” ฉีหยวนพูดเสริมอีกประโยค
“ดูเหมือนฉันจะหมดหวังจริงๆแล้วสิ” หวังเยียนส่ายหัวอย่างเสียดาย
ฉีหยวนตบไหล่เขา “สู้ๆล่ะ”
“สู้ไม่ได้หรอก หน้าตามันฟิกซ์มาตั้งแต่เกิดแล้ว พอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วมันก็เปลี่ยนไม่ได้แล้วด้วย”
ฉีหยวนมองหวังเยียนด้วยสายตาประเมิน เขาหล่อจริง ก็เป็นหนุ่มหล่อแบบคลาสสิกที่สาวๆน่าจะชอบอยู่ไม่น้อยแต่ตอนนี้รองหัวหน้าห้องยังตั้งใจเรียนอยู่ ไม่ได้คบใครยิ่งไปกว่านั้น ความรักในช่วงมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็มักจะเลิกกันหลังเรียนจบ
หวังเยียนสังเกตว่าของใช้สำหรับเด็กในบ้านฉีหยวนเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆหลายชิ้นก็เป็นของสำหรับทารกเขาเคยถาม แต่คำตอบที่ได้มากลับทำให้เขานิ่งไปนาน ไม่รู้จะตอบอย่างไร
“ของลูกฉันเอง”
“ลูกของนายเองเหรอ?” หวังเยียนถึงกับคิดว่าตัวเองตาฝาด ไม่อย่างนั้นฉีหยวนจะมีลูกมาจากไหนกัน
อีกอย่าง…ฉีหยวนไม่ใช่เกย์เหรอ?
แล้วจะมีผู้หญิงมาคลอดลูกให้อย่างนั้นเหรอ?
แต่พอหวังเยียนถามต่อ ฉีหยวนก็ไม่ยอมอธิบายอะไรมาก เพียงพูดแค่ว่าลูกจะมาในไม่ช้า เป็นลูกของเขาเองตอนที่เขาพูด แววตาของฉีหยวนอ่อนโยนมากจนหวังเยียนถึงกับแปลกใจ
ส่วนเรื่องลูกเป็นมายังไง สุดท้ายหวังเยียนก็ไม่รู้ และฉีหยวนเองก็แทบไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยจึงกลายเป็นความลับเล็กๆระหว่างหวังเยียนกับฉีหยวน
มันทำให้หวังเยียนรู้สึกต่างออกไปเมื่อมองฉีหยวนเขายังเผลอคิดไปว่าบางทีอาจเพราะฉีหยวนไม่ใช่บุตรแท้ๆของตระกูล ไม่มีครอบครัวที่แท้จริง จึงไม่สามารถยึดเหนี่ยวทางใจได้ เลยเลือกที่จะมีลูกของตัวเอง
หากเป็นลูกแท้ๆของเขาเองแล้วล่ะก็ เด็กคนนั้นจะไม่มีวันทอดทิ้งหรือนอกใจเขาแน่นอน ฉีหยวนมีเงินมากก็จริงแต่ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้หวังเยียนรู้สึกสงสาร จึงตั้งใจจะดูแลฉีหยวนให้มากขึ้น
ภายใต้การดูแลเรื่องอาหารการกินของหวังเยียน ไม่พูดไม่ได้เลยว่าใบหน้าของฉีหยวนเริ่มมีเลือดฝาด ดูมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้างแล้ว
พร้อมกันนั้นทั้งตัวคนก็ดูสดใสขึ้นมาก เวลาเดินบนถนนก็มักจะมีคนมองตามจนแทบหยุดเดินไม่ไหว
หวังเยียนยังล้อฉีหยวนว่าคราวหน้าควรใส่หน้ากากออกไปข้างนอก ไม่อย่างนั้นคนจะนอนไม่หลับกันหมดแน่ บางคนถึงขั้นกล้าเข้ามาขอช่องทางติดต่อจากฉีหยวนโดยตรง
อีกฝ่ายทั้งเกร็ง ทั้งประหม่าแต่ก็รวบรวมความกล้าเข้ามา
ฉีหยวนแม้จะยอมให้แต่ที่ให้ไปก็เป็นข้อมูลปลอมทั้งหมดเป็นคำโกหกขาวๆเพื่อไม่ให้ทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายมากเกินไป
ถึงเวลาเปิดเรียน ฉีหยวนเดินเข้ามาที่ห้องเรียน ทุกคนต่างหันมามองเขา ราวกับกำลังรอคอยการปรากฏตัวของฉีหยวน
ฉีหยวนแม้อารมณ์ไม่ค่อยดี แต่หน้าตากลับโดดเด่นมาก เขาเป็นเหมือนดาวเด่นและความงามของมหาวิทยาลัย เป็นที่ยอมรับของทุกคนโดยไม่มีใครปฏิเสธ
เขาเดินเข้ามาในห้องแล้วนั่งที่เก้าอี้หลังสุด นักเรียนหลายคนที่นั่งข้างหน้าต่างเบิกตากว้าง—นั่นใช่ฉีหยวนจริงๆเหรอ?
ไม่ต่างอะไรกับดาราดัง—ทั้งอ่อนเยาว์ สดใส ไร้เงามืดหรือความขุ่นมัว ราวกับกลายเป็นอีกคนไปแล้ว ไม่ใช่คุณชายกำมะลอจากตระกูลร่ำรวยที่น่าสงสารและเต็มไปด้วยความไม่พอใจอีกต่อไป
การได้อยู่ในห้องเดียวกับคนหล่อระดับนี้ ทำให้ทั้งห้องแทบไม่มีใครโดดเรียน ทุกคนตั้งใจเรียนกันมากขึ้นแต่พูดก็พูดเถอะ ฉีหยวนเองกลับโดดเรียนบ่อยพอหายไปอาจารย์ก็จำได้ทันทีแต่เรื่องการเช็กชื่อหรือการเข้าชั้นเรียนก็ขึ้นอยู่กับความเห็นของอาจารย์เป็นหลัก พอถึงตอนสอบปลายภาค ฉีหยวนแค่เดินมากับคณะกรรมการชั้นเรียนให้ครูเห็นหน้า ต่อให้ทำเป็นโง่ๆไป ครูก็ยังให้หกสิบคะแนนอยู่ดี ไม่ปล่อยให้เขาตกวิชาอย่างแน่นอน
หน้าตาดี—โดยเฉพาะความสวยโดดเด่นแบบฉีหยวน—ก็ถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่งทุกคนต่างสงสัยว่าช่วงปิดเทอมฤดูร้อนเกิดอะไรขึ้นกับเขา ทำไมถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้แต่พอถึงเวลาเลิกเรียน ฉีหยวนก็มักใส่หูฟังฟังเพลง ดูท่าทางนุ่มนวลแต่สวยเกินไป เพื่อนร่วมชั้นก็ไม่กล้าเข้าไปคุย กลัวจะรบกวนเขา
เลยทำให้ไม่มีใครรู้เรื่องราวในช่วงปิดเทอม มีแต่คาดเดากันไปเอง ตารางเรียนในมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้แน่นนัก อีกทั้งฉีกยวนไม่ได้พักอยู่ในหอของมหาวิทยาลัยเลยแทบไม่ค่อยเจอใคร
ทางด้านของหยางเฟิง ตอนนี้เธอเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษา อยู่คนละมหาวิทยาลัยแต่ยังคงติดต่อกับฉีหยวนอยู่เสมอ
วันหนึ่ง เธอขับรถมารับฉีันหยวนที่หน้ามหาวิทยาลัยหลายคนเห็นกันพอดี
พอเห็นรถหรูแล่นเข้ามา ก็พากันสงสัยว่าคนขับเป็นใครแต่พอเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ในนั้นเป็นสาวสวยคนหนึ่ง ก็ทำให้หลายคนอดอิจฉาไม่ได้แต่ฉีหยวนกลับเป็นฝ่ายอิจฉาหยางเฟิงที่ได้นั่งอยู่ในรถ
ท่ามกลางสายตาของผู้คนภายนอก หยางเฟิงหันไปมองฉีหยวนที่นั่งเบาะหลัง ฉีหยวนไม่ค่อยชอบนั่งข้างคนขับนัก เวลานั่งเบาะหลังก็มักจะคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอ เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการขับขี่มาก
“ฉีหยวน ดูเหมือนนายจะมีแฟนคลับในมหาวิทยาลัยเยอะนะ”
ก่อนที่หยางเฟิงจะออกรถ เธอหันมายิ้มพลางพูดหยอกล้อ
“ครับ” ฉีหยวนพยักหน้า พลางกดกระจกขึ้น ถึงจะมีหลายสายตามองเขาอยู่ข้างนอก แต่ฉีหยวนกลับมองเพียงหยางเฟิงที่อยู่ด้านหน้าเท่านั้น
“เดาว่าพวกเขาคงคิดว่าเราสองคนเป็นแฟนกันแน่ๆเลยใช่ไหม?” หยางเฟิงกระพริบตาพูดพร้อมรอยยิ้ม
“ถ้าพี่ไม่ถือสาก็แล้วกัน” เขาไม่ได้ใส่ใจสายตาคนอื่นอยู่แล้ว
“แน่นอนว่าฉันไม่ถือสา!” หยางเฟิงแทบจะหวังให้เป็นจริง ต่อให้เป็นการเข้าใจผิดก็ยังยินดี
ฉีหยวนยิ้ม เอนตัวพิงกระจก ใช้นิ้วค้ำคาง “ขับรถไปเถอะ”
“โอเค” หยางเฟิงตอบรับอย่างเต็มใจเหมือนเป็นคนขับส่วนตัวของฉีหยวน
หยางเฟิงขับรถพาฉีหยวนไปยังมหาวิทยาลัยของตัวเองและพาไปที่หอพัก
เธอพักอยู่กับเพื่อนผู้หญิงอีกคน ซึ่งวันนั้นออกไปข้างนอก หยางเฟิงจึงเล่าไว้ก่อนว่าจะพาหนุ่มหล่อสุดๆมาด้วยและโทรหาบอกให้เพื่อนรอ เดี๋ยวจะกลับมาในไม่ช้าอีกฝ่ายตอบว่าไม่มีปัญหา
ทั้งคู่เดินเล่นรอบมหาวิทยาลัยและตอนเย็นก็ไปกินข้าวด้วยกัน ที่ร้านหม้อแห้งนอกมหาวิทยาลัย โดยมีเพื่อนร่วมห้องของหยางเฟิงมาพร้อมกับแฟนหนุ่ม กลายเป็นสี่คนร่วมโต๊ะ
ในคืนนั้นเอง ภาพถ่ายที่หยางเฟิงถ่ายกับฉีหยวนอย่างสนิทสนมก็ถูกส่งไปยังโทรศัพท์ของพ่อแม่เธอ
พอเห็นว่าลูกสาวเริ่มมีสภาพจิตใจกลับมาเป็นปกติ ก็รีบไปหลงรักใครสักคนอีกครั้ง ทำให้พ่อแม่อดเป็นห่วงไม่ได้
นอกจากนี้ เพราะเธอเป็นลูกสาวสุดที่รัก ลูกไม่คิดอะไรมากก็จริงแต่ในฐานะพ่อแม่กลับทำไม่ได้ จึงหันไปส่งรูปถ่ายนั้นต่อให้เฟิงถันดู
เฟิงถันในฐานะลูกพี่ลูกน้อง เคยพูดชัดเจนไปตั้งแต่แรกแล้วว่าหากลูกพี่ลูกน้องของเขามีเรื่องไม่ดีอะไรเกิดขึ้น ก็ปล่อยให้เขาจัดการแทนเอง
ผู้ใหญ่ก็ไว้ใจเขา จึงส่งรูปให้เฟิงถันดู
ทันทีที่เฟิงถานเห็นคนในรูป ถึงแม้ใบหน้าส่วนใหญ่จะถูกบังเอาไว้แต่เขาก็ยังจำโครงหน้าด้านข้างได้ทันที
นั่นมัน—ฉีหยวน!