เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1 ศพในน้ำ

ตอนที่ 1 ศพในน้ำ

ตอนที่ 1 ศพในน้ำ


ตอนที่ 1 ศพในน้ำ

  

ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย

ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ

ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ.......

วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว

เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ

เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย

เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป

หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ

เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย

แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย

เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่

อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป

ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว

ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ

ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้

ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง

ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย

ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน

แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา  หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย

ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย

จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ

หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ

ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ”  จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่

ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่

หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที

เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา

ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น

ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง

แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้

แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว

ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน

พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ

เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ

แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก

เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว

อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน

เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต

นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก

นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี

ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้

แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที

ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!”

เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที

ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่

“ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!”

หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง

ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า

ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น  หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง

ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา

“สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น!”

ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน

อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ

หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย

เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ”

เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!”

หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที

ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ

หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที

หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย

ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย

เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก

เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย

ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้

เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

พวกเขารอทั้งสองศพเผาเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยมาถึงตีสองแล้ว หลี่เหล่าซานถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ซึ้งใจกับการช่วยเหลือของผมในวันนี้มาก

เมื่อตัวเองเห็นว่านี่มันก็ดึกมากแล้ว ตัวเองจึงเดินทางกลับไปที่ร้าน

เดิมทีคิดว่าแค่เผาทั้งสองศพก็จบเรื่องแล้ว แต่ที่ไหนได้วันรุ่งขึ้นเขากลับรู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว

ประมาณแปดโมงเก้าโมง เหล่าฉิน ที่ทำงานอยู่ที่สุสานเขารีบวิ่งเข้ามาเคาะประตูบ้าน บอกให้ผมพาอาจารย์ไปที่สุสาน นอกจากนั้นท่าทางของเขายังดูร้อนรนมากๆด้วย

ผมจึงถามเขานิดหน่อย จากนั้นเองที่ผมได้รู้ว่า สัปเหร่อหลี่เหล่าซานกำลังถูกผีสิง เขาจึงบอกให้อาจารย์ของผมเข้าไปดูเขาหน่อย

หลังจากได้ยินประโยคนี้ ผมก็ตกตะลึงทันที เมื่อคืนเขายังออกไปเก็บศพกับผมอยู่เลย แล้วเช้านี้จะมาโดนผีสิงได้ยังไง

เนื่องจากอาจารย์ยังไม่กลับมา ดังนั้นผมจึงตามเหล่าฉินไปที่สุสาน

ผลลัพธ์เมื่อตัวเองเดินทางมาถึงสุสาน ทั้งร่างของผมก็หยุดชะงักด้วยความตกตะลึง

เพราะตอนนี้ผมเห็นท้อนบนของหลี่เหล่าซานเปลือยเปล่า ไม่เพียงเท่านั้นท้อนบนนั้นยังปรากฎจุดสีเหลืองๆคล้ายกับของปลาไหล และมันยังเปียกอยู่ด้วย

นอกจากร่างกายแล้วตอนนี้เขายังถือถังน้ำกรอกปากตัวเองไม่หยุด ตอนนี้หน้าท้องของเขานูนใหญ่เหมือนกับลูกบอลแล้ว

ด้านข้างยังมีคนอยู่อีกสองสามคนพวกเขาคิดจะเข้าไปใกล้หลี่เหล่าซาน เพื่อหยุดไม่ให้เขาดื่มน้ำต่อ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ล้มเหลว

เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นคนเข้ามาใกล้ หลี่เหล่าซานก็บ้าคลั่งถือพลั่วที่ใช้ตอนเผาศพมาทุบตีพวกเขาทันที

ผมถึงกับตกตะลึง  ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้าง

นี่มันชัดเจนมาก หลี่เหล่าซานกำลังโดนผีสิงจริงๆ และมันยังอาจเกี่ยวข้องกับการเก็บศพเมื่อวานนี้ด้วย

ตอนนี้จะมัวคิดอะไรมากไม่ได้ ตัวเองต้องรีบหยุดหลี่เหล่าซานให้ได้ก่อนจากนั้นค่อยว่ากันอีกที

คนที่อยู่รอบๆต่างลงมือช่วยกันอย่างต่อเนื่อง เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นพวกเราพุ่งเข้ามาหาเขา เขาก็ถลึงตาใส่ และปากยังคำรามออกมาเหมือนสัตว์ร้าย เขารีบหยิบพลั่วขึ้นมาตีใส่พวกเราทันที

สุดท้ายก็เป็นผมที่เข้ามาจับหลี่เหล่าซานไว้จากทางด้านหลัง ด้วยการรวมพลังกันของหลายคนพวกเราจึงสามารถกดเขาลงกับพื้นได้

ไม่รู้ว่าหลี่เหล่าซานเป็นอะไรไป ตอนนี้เขามีพลังเยอะมาก และร่างกายของเขาก็ลื่นมากด้วย

ถึงจะตกอยู่ในสภาพแบบนี้แต่เขาก็ยังไม่หยุดตะโกน “ผม ผมหิว ผมอยากดื่มน้ำ ผมอยากดื่มน้ำ!”

พวกเราทำอะไรไม่ได้ นอกจากมัดหลี่เหล่าซานเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เขาดื่มน้ำมากจนตาย

พูดแล้วก็แปลก หลังจากหยุดหลี่เหล่าซานได้ไม่นาน จู่ๆผิวหนังและริมฝีปากของหลี่เหล่าซาน ก็แห้งผาก เหมือนกับว่าร่างกายของเขากำลังสูญเสียน้ำไปอย่างนั้น

พลังทุกส่วนของร่างกายกำลังไหลออกมา เสียงพูดก็เริ่มอ่อนแรง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังตะโกนขอดื่มน้ำไม่หยุด

ขณะที่พวกเราหมดหนทาง ไม่รู้ว่าควรจะช่วยเหลือหลี่เหล่าซานยังไง ทันใดนั้นอาจารย์ก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู สีหน้าเคร่งขรึม “ฮึ! ไอ้ปลาหนีชิว(ลำตัวเป็นทรงกระบอกมีหางแบนและเมือก สีน้ำตาลอ่อนมีจุดสีดำ)ชั่ว ดื่มน้ำงั้นหรออย่าหวัง เอาเกลือมาหนึ่งช้อน!”

จบบทที่ ตอนที่ 1 ศพในน้ำ

คัดลอกลิงก์แล้ว