- หน้าแรก
- หมอหิวเงิน ร่ำรวยล้นฟ้าด้วยการซื้อขายต่างยุค
- บทที่ 475 ชี้แจงการนับญาติ ลุงห้าและลุงหก
บทที่ 475 ชี้แจงการนับญาติ ลุงห้าและลุงหก
บทที่ 475 ชี้แจงการนับญาติ ลุงห้าและลุงหก
สวัสดีครับ เพื่อป้องกันความสับสนบทนี้เว้นไว้ชี้แจงการนับญาติกรณีลุงห้าและลุงหก
ในวัฒนธรรมจีน การเรียกญาติจะอิงตามลำดับในครอบครัวและรุ่นอายุเป็นหลัก โดยพี่น้องของพ่อไม่ว่าจะเป็นพี่หรือเป็นน้อง ต่างก็ถือว่าอยู่ใน “รุ่นพ่อ” ทั้งหมดและจะถูกเรียกด้วยคำว่า “叔” หรือ “伯” ตามลำดับอายุ เช่น 五叔 หมายถึงพี่น้องคนที่ห้าของพ่อ ไม่ว่าจะเป็นพี่หรือเป็นน้องของพ่อคนที่ห้าก็ตาม ก็ยังถือว่าอยู่ในรุ่นเดียวกับพ่อและจะยังถูกเรียกว่า “ลุง”
ดังนั้นในภาษาจีนจะไม่มีการใช้คำว่า “อาห้า” แบบในภาษาไทย ซึ่งเป็นระบบเรียกแบบไทย-จีนผสม โดยคำว่า “อา” ในภาษาไทยเชื้อสายจีน เช่น อาห้า อาเจ็ก อาแปะ ฯลฯ
เพื่อคงรูปแบบต้นฉบับและความสม่ำเสมอในการแปล ผมจึงใช้คำว่า “ลุงห้า” มาจากคำว่า “五叔” ตามระบบคำเรียกของจีนดั้งเดิม
มีตรงไหนที่งงและคลุมเครือสอบถามได้นะครับ ขอบคุณครับ
......
.....
....
รีรันเหตุการณ์ปฏิวัติวัฒนธรรม (1966–1976) อีกครั้งครับ
เป็นเหตุผลหลักว่าทำไมหลินซานชีถึงได้พยายามที่จะพาครอบครัวไปตั้งหลักที่ฮ่องกง
ปฏิวัติวัฒนธรรม เป็นขบวนการทางการเมืองและสังคมที่เกิดขึ้นในจีนระหว่างปี 1966 ถึง 1976 นำโดย เหมาเจ๋อตง ผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
เป้าหมายหลักคือ กำจัดแนวคิดอนุรักษ์นิยมและศัตรูทางชนชั้น ปรับปรุงโครงสร้างทางวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อย่างสุดโต่ง
กำจัดสี่สิ่งเก่า ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า ประเพณีเก่า และนิสัยเก่า
1 ตั้งกองกำลัง “เรดการ์ด” (Red Guards)
นักเรียนและนักศึกษาได้รับอำนาจเต็มในการประณาม ทำร้าย หรือแม้แต่สังหาร "ผู้มีแนวคิดผิด" เช่น ครู ศิลปิน นักวิชาการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ
จับคนไป "ปรับทัศนคติ" หรือกวาดล้างศัตรูทางชนชั้น
ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก “ขวา” หรือ “นายทุน” จะถูกส่งไปทำงานหนักในชนบท ในปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ มีการประหารชีวิตสาธารณะและการทำลายทรัพย์สินต่าง ๆ
2 ทำลายหนังสือ วัดวาอาราม โบราณสถาน ศิลปะ
อะไรก็ตามที่เป็นสิ่งเก่า หรือสะท้อนวัฒนธรรมดั้งเดิม ถูกทำลายหรือห้ามเผยแพร่ หนังสือ ภาพวาดหายากก็นำมาเผาในที่สาธารณะ เหมือนที่ หลินซานชีบอกว่าฟอร์นิเจอร์ไม้ม่วงพวกนี้ต้องถูกทำลายหรือเผาอยู่ดี
3 ระบบการศึกษา เศรษฐกิจพังทลาย
โรงเรียนหยุดการเรียนการสอนเป็นเวลาหลายปี วิชาการกลายเป็นเรื่องต้องห้ามถ้าไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์
4 เหมาใช้เป็นเครื่องมือช่วงชิงอำนาจ
เหมาใช้ขบวนการนี้เพื่อล้มล้างฝ่ายตรงข้ามภายในพรรค เช่น หลิวเส้าฉี (ประธานาธิบดีขณะนั้น) และเติ้งเสี่ยวผิง
นโยบายแปลก ๆ ที่หลายคนเคยเอามาล้อเลียน ก็ออกมาจากยุคนี้เช่น “กำจัดศัตรูของผลผลิตทางการเกษตร”
รัฐมองว่า นกกระจอกกินเมล็ดพืช จึงคิดว่าเป็นภัยต่อการเกษตร ชาวบ้านถูกระดมให้ ตีหม้อ กลอง กะละมัง ไล่นกให้บินจนหมดแรงตกลงมาตาย เด็กนักเรียนทั่วประเทศต้องออกไปล่านกแทนไปโรงเรียน
ผลที่ตามมา ระบบนิเวศเสียสมดุลทันที: ไม่มีนก หนอนและแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะตั๊กแตนเพิ่มจำนวน เกิด การระบาดของแมลง ทำให้ผลผลิตทางเกษตรเสียหายหนัก นำไปสู่มหาภัยพิบัติอดอยากครั้งใหญ่ ผู้คนอดอยากตายเป็นจำนวนมาก ประมาณ 15–45 ล้านคน
จบลงเมื่อเหมาเสียชีวิตในปี 1976
หลังจากนั้น เติ้งเสี่ยวผิงกลับมามีอำนาจ และปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ในช่วงต้นยุค 1980
หลอมเหล็กในสวนหลังบ้าน รัฐสั่งให้ ทุกหมู่บ้าน/ครัวเรือนสร้างเตาหลอมเหล็กของตัวเอง ชาวบ้านต้องเอา ของใช้ในบ้าน เช่น จอบ หม้อ กระทะ ไปหลอมเพื่อผลิตเหล็ก
สรุป คนไม่มีความรู้ หลอมเหล็กออกมาไม่ได้คุณภาพใช้การไม่ได้
สิ้นเปลืองแรงงานและทรัพยากร ผลผลิตการเกษตรตกต่ำ
เผาป่าและตัดไม้จำนวนมากเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ป่าไม้ถูกทำลายอย่างรุนแรง
ทำลายสี่สิ่งเก่า ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า ประเพณีเก่า และนิสัยเก่า พูดไปแล้วข้างต้น
วัดโบราณ, พระพุทธรูป, คัมภีร์, ภาพวาดเก่า ถูกทำลาย
เสื้อผ้า “สมัยใหม่” ถูกห้ามใส่, คนไว้ผมยาวถูกตัดผมกลางถนน
ศิลปิน, นักเขียน, นักประวัติศาสตร์ ถูกทำลายอาชีพหรือถูกจับ
ห้ามปลูกพืชบางชนิดในบางช่วง (เช่น ข้าวโพด, ข้าวฟ่าง)
ช่วงก้าวกระโดดครั้งใหญ่มีการสั่งให้ปลูกพืชบางชนิดแบบ แน่นผิดธรรมชาติ โดยใช้แนวคิดผิด ๆ ว่า ยิ่งปลูกแน่น ผลผลิตยิ่งเยอะ
สรุป ทำให้ดินเสีย, พืชเจริญไม่ได้ และผลผลิตล้มเหลวหมด
ทำไมคนจีนส่วนใหญ่ไม่กล้าพูดถึง
1 เป็นบาดแผลในใจระดับชาติ หลายครอบครัวเสียชีวิต สูญเสียทรัพย์สิน ถูกประณามโดยไม่มีความผิด
2 ถูกจำกัดการพูดในสาธารณะ แม้รัฐจีนจะไม่ได้ห้ามพูดโดยตรง แต่การตีความ ปฏิวัติวัฒนธรรมยังถือเป็นเรื่องอ่อนไหว
3 กระทบผู้มีอำนาจบางส่วนในปัจจุบัน มีเจ้าหน้าที่บางคนหรือครอบครัวที่เคยมีบทบาทในยุคนั้น หากกล่าวถึงอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมหรือการเมือง
4 ยังไม่มีการขอโทษอย่างเป็นทางการในระดับชาติต่อประชาชน เติ้งเสี่ยวผิงยังบอกเองว่าเป็น ความผิดพลาดร้ายแรง แต่ไม่เคยมีการรับผิดชอบต่อผู้เสียหายแบบที่โปร่งใส