- หน้าแรก
- พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้
- บทที่ 498: มีคนยินดี ย่อมมีคนโศกเศร้า
บทที่ 498: มีคนยินดี ย่อมมีคนโศกเศร้า
บทที่ 498: มีคนยินดี ย่อมมีคนโศกเศร้า
ทันทีที่ภาพการถ่ายทอดสดตัดไป... ทั้งเขตสมรภูมิจีนก็พลันจมดิ่งสู่ความเงียบงันราวกับป่าช้า
เนิ่นนาน... กว่าจะมีความเคลื่อนไหวใดๆ ปรากฏขึ้น
ช่องสนทนาที่เคยนิ่งสงบราวกับผืนน้ำไร้คลื่น พลันกลับมาเดือดพล่านอีกครั้งดุจพายุคลั่ง หากจะบอกว่าเหล่าผู้ปลุกพลังหรือผู้เล่นระดับสูงกำลังถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนในโลกออนไลน์แล้วล่ะก็ เหล่าผู้เล่นทั่วไปที่อยู่ข้างนอกนั้นถึงกับตกตะลึงจนพูดจาไม่เป็นภาษาเลยทีเดียว
“โคตรเทพ... แม่งโคตรเทพ!”
“พลังของหลินอัน... ทำไมมันถึงได้น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!”
“พวกแกเห็นดาบนั้นชัดๆ กันไหม!?”
ไม่มีคำพูดใดจะสามารถบรรยายความรู้สึกตื่นตะลึงที่อัดแน่นอยู่ในใจของพวกเขาได้
ณ เขตสมรภูมิหัวเป่ย
ผู้รอดชีวิตหลายคนที่รวมตัวกันอยู่ในตึกเวลท์ทาวเวอร์ต่างกระโดดโลดเต้น ออกท่าทางอย่างบ้าคลั่ง เมื่อนึกย้อนไปถึงภาพการทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่ ราวกับดาบเดียวผ่าปฐพีให้แยกออกจากกัน ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นจนตัวสั่นและหวาดหวั่นไปพร้อมๆ กัน
ดาบเดียว... ผ่าครึ่งเขตปลอดภัย
ภาพอันทรงพลังที่กระแทกเข้าสู่สายตา ทำให้หลายคนถึงกับต้องกดเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อพยายามมองให้ชัดๆ ว่าหลินอันทำได้อย่างไร
มันราวกับฉากในภาพยนตร์... ตัวตนที่เคยมีอยู่แค่ในจินตนาการ
เมื่อผู้รอดชีวิตทั่วทั้งหัวเซี่ยได้ประจักษ์แก่สายตาเป็นครั้งแรก ถึงพลังทำลายล้างที่เข้าใกล้ระดับสามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด... ความเชื่อเดิมๆ ของพวกเขาก็ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ
ที่แท้... พลังอำนาจที่เคยปรากฏอยู่แค่ในจินตนาการของมนุษย์... มันมีอยู่จริงบนโลกใบนี้
“ผู้ปลุกพลัง... แข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้เชียวรึ”
เหลือเชื่อเกินไปแล้ว
ผู้ปลุกพลังสายความเร็วคนหนึ่งที่ร่วมวงสนทนาอยู่ด้วย จ้องมองภาพที่ตนเองอัดไว้ล่วงหน้าอย่างหลงใหล พลางพึมพำกับตนเอง
เขาเองก็ชื่นชอบการใช้อาวุธเย็นเช่นกัน แต่ลำพังแค่จะฟันรถหุ้มเกราะให้ขาดยังเป็นเรื่องยาก
ไม่มีอะไรจะน่าตกตะลึงไปกว่าการได้เห็นด้วยตาของตนเองอีกแล้ว
พวกเขาถึงกับจินตนาการไม่ออกเลยว่า... หากตนเองเป็นหนึ่งในคนของเขตปลอดภัยฮุนได...
ในวินาทีที่ได้เห็นดาบนั้น... มันจะสิ้นหวังและน่าหวาดผวาเพียงใด
การเทิดทูนบูชาในพลังอำนาจ คือสัญชาตญาณที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกของมนุษย์
ไม่มีใครสนใจรูปลักษณ์ของหลินอันในตอนที่เขาระเบิดพลังออกมา และยิ่งไม่มีใครสนใจว่าดาบนั้นมันจะดูโหดเหี้ยมเกินไปหรือไม่
ทุกคนต่างกำลังจินตนาการ... ในใจราวกับถูกจุดประกายแห่งความหวังขึ้นมา
ในสถานการณ์ที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ยังไม่เคยเห็นอสูรกลายพันธุ์ระดับสามด้วยซ้ำ ความคิดหนึ่งที่ดูเหมือนจะไร้สาระแต่กลับจริงแท้ก็ได้ผุดขึ้นมา
ถ้ามีคนอย่างหลินอันเพิ่มขึ้นมาอีกสักสองสามคน... วันสิ้นโลกมันจะไปมีความหมายอะไร!?
ท่ามกลางการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อน ผู้ปลุกพลังหัวเกรียนคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าหัวหน้าของตน เอาแต่ยืนเงียบๆ อยู่บนดาดฟ้า ทอดสายตามองไปยังที่ห่างไกล
“ชู่ว...”
“ดูเหมือนหัวหน้าจะอารมณ์ไม่ค่อยดี พวกเราคุยกันเบาๆ หน่อย...”
หลายคนสบตากัน ก่อนจะลดเสียงลงอย่างรู้งาน
ตั้งแต่การถ่ายทอดสดเริ่มต้นขึ้น หัวหน้าก็ยืนดูอยู่กับพวกเขาตั้งแต่ต้นจนจบไม่ละสายตา
ในช่วงแรก หัวหน้ายังพอมีอารมณ์วิจารณ์อยู่บ้าง ถึงขั้นชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของหลินอันมีช่องโหว่อยู่หลายจุด และหากเป็นเขา จะรับมือได้ดีกว่านี้
แต่พอการต่อสู้ครั้งสุดท้ายเริ่มต้นขึ้น... หัวหน้าก็ไม่พูดอะไรออกมาอีกเลย
หัวหน้าของพวกเขาเป็นคนที่ไม่ยอมใคร มักจะชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับหลินอันให้พวกเขาฟังอยู่บ่อยๆ เพราะหัวหน้าเองก็ใฝ่ฝันที่จะสร้างเขตปลอดภัยขึ้นมา และกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง
และฐานที่มั่นหลงอัน ก็คือหนึ่งในเป้าหมายเล็กๆ ในแผนการอันยิ่งใหญ่ของเขา
แต่...
ดูจากตอนนี้แล้ว... เกรงว่าหัวหน้าคงจะโดนผลกระทบทางใจไปไม่น้อย...
บนดาดฟ้าชั้นสูงสุด
ชายวัยกลางคนในชุดสูทเรียบกริบที่ถูกเรียกว่าหัวหน้า ทอดสายตามองไปยังที่ห่างไกลด้วยความรู้สึกขมขื่น
ครั้งหนึ่ง... ในตอนที่หลินอันเพิ่งจะสร้างเขตปลอดภัยขึ้นมา เขาก็เคยประกาศกร้าวไว้อย่างยิ่งใหญ่
(อีกครึ่งเดือน ข้าก็จะสร้างเขตปลอดภัยของตัวเองขึ้นมา...)
(หลินอัน... ก็แค่เจ้าคนดวงดีเท่านั้นแหละ...)
ตัวเขาในตอนนั้นช่างองอาจผึ่งผาย แต่ความจริงอันโหดร้ายกลับตบหน้าเขาอย่างจัง
ใช่แล้ว... เขามองว่าตนเองคือชนชั้นสูง คือผู้ที่ถูกกำหนดมาให้ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด
ในช่วงแรกของวันสิ้นโลก เขาก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มน้อย... กลุ่มแรกที่กล้านำทีมไปสังหารอสูรกลายพันธุ์ระดับสอง
นึกว่าทุกอย่างจะราบรื่น
แต่พอเขาต้องเผชิญหน้ากับอสูรกลายพันธุ์พิเศษระดับสองขั้นสูงสุดเป็นครั้งแรก เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า... ตนเองทำได้เพียงหนีหัวซุกหัวซุน
เขตปลอดภัยสร้างไม่สำเร็จ แต่เขาก็ไม่ได้ท้อแท้
ทุกครั้งที่ครุ่นคิดในยามค่ำคืน เขามักจะให้กำลังใจและปลอบโยนตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า
หลินอัน... ไม่จำเป็นต้องใช้ฝีมือสร้างเขตปลอดภัยขึ้นมาก็ได้...
เพราะขนาดข้ายังทำไม่ได้เลย...
พวกที่ทำได้หลังจากนั้น ส่วนใหญ่ก็มีเงาของกองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้น...
นี่ไม่ใช่ความโอหังหรือโง่เขลา
ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังวันสิ้นโลก เขาก็คือหัวกะทิในหมู่หัวกะทิ
ก่อนวันสิ้นโลก เขาคืออัจฉริยะทางธุรกิจ เป็นเจ้าของบริษัทมหาชนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย หลังวันสิ้นโลก เขาก็อาศัยความเด็ดขาดและสติปัญญาที่ไม่ธรรมดา รวบรวมทีมขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ถึงขั้นสร้างที่มั่นขึ้นมาในเขตไฮเทคได้
จะคนก็มี จะฝีมือก็มี จะพรสวรรค์ก็มี
เขาไม่เหมือนกับคนรวยส่วนใหญ่ที่เกลียดชังวันสิ้นโลก เขาสนุกกับโลกยุคสุดท้ายที่พลังอำนาจคือทุกสิ่งทุกอย่างนี้มาก
ช่างเป็นโลกที่สวยงามอะไรเช่นนี้
ขอเพียงแค่เจ้าแข็งแกร่งพอ เจ้าก็จะได้ทุกสิ่งที่ต้องการ
ทว่า... หลังจากที่ได้ชมการถ่ายทอดสด... หลังจากที่ได้ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างตนเองกับหลินอัน...
ความภาคภูมิใจของเขาก็แหลกสลาย
ความแข็งแกร่งที่เขาเคยภาคภูมิใจนักหนา บัดนี้ดูไม่ต่างอะไรกับตัวตลก
เมื่อนึกถึงคำพูดที่ตนเองเคยพล่ามไว้ในแต่ละวัน เขาก็รู้สึกอัปยศอดสูอย่างสุดซึ้ง
แตกต่างจากผู้ปลุกพลังทั่วไป พวกนั้นรู้แค่ว่าหลินอันแข็งแกร่ง แต่ไม่ตระหนักว่าแข็งแกร่งเพียงใด แข็งแกร่งตรงไหน
ในฐานะที่เป็นผู้ปลุกพลังระดับสองส่วนน้อยที่อยู่นอกอิทธิพลของกองทัพ เขาจึงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างระหว่างทั้งสองได้อย่างลึกซึ้งกว่าคนอื่นๆ
“ข้ามีพรสวรรค์ระดับ S แล้วนะ...”
“ทำไม... ทำไมความแตกต่างมันถึงได้มากขนาดนี้...”
“ข้าควรจะเป็นหนึ่งในผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในเกมวันสิ้นโลกนี้ไม่ใช่รึไง!?”
ความไม่พอใจ... ความคับแค้นใจ...
ภายใต้อารมณ์ที่แปรปรวน ชายคนนั้นก็บดขยี้กำแพงปูนใต้ฝ่ามือจนแหลกละเอียด
เขากล้าพูดได้เลยว่าตั้งแต่ที่วันสิ้นโลกอุบัติขึ้น เขาไม่เคยเกียจคร้านแม้แต่วินาทีเดียว แถมยังเคยต่อสู้เสี่ยงตายเพื่อไล่ตามขีดจำกัดของตนเองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ทว่าเมื่อได้เห็นดาบนั้นของหลินอัน... เขาก็รู้สึกได้ถึงความไร้พลังอย่างท่วมท้น
“ถ้าข้าอยู่ในเหตุการณ์นั้น...”
“ข้า... ก็คงเป็นได้แค่เศษธุลีที่ถูกคลื่นกระแทกซัดจนแหลกสลาย...”
ไม่...
ถ้าข้าต้องเผชิญหน้ากับหลินอันตรงๆ... เกรงว่าแค่ตอนที่มันพุ่งลงมากระแทกพื้น ข้าก็คงจะบาดเจ็บสาหัสหรืออาจจะตายไปแล้วด้วยซ้ำ
ช่างน่าขันสิ้นดี
ตัวข้าที่เป็นถึงผู้ปลุกพลังระดับสอง... กลับไม่มีปัญญาแม้แต่จะต่อกรกับหลินอันตัวต่อตัวได้
เขาไม่ต่างอะไรกับพวกมดปลวกเลยสักนิด
“หลินอัน... เจ้าหลินอันมันทำได้ยังไงกันแน่...”
สติของเขาเริ่มเลื่อนลอย
สำหรับคนที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีเช่นเขาแล้ว การยอมรับความจริงว่าตนเองนั้นอ่อนแอเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้
เขาอดไม่ได้ที่จะกดเปิดช่องสนทนาส่วนตัวครั้งแล้วครั้งเล่า พยายามที่จะส่งข้อความไปหาผู้ปลุกพลังที่รับผิดชอบด้านการติดต่อของฐานที่มั่นหลงอัน
หรือ... ไม่ก็ส่งไปให้หลินอันโดยตรงเลย
ความลังเล... ความไม่ยินยอม... ความอัปยศอดสู...
“ข้าต้องรู้ให้ได้ว่ามันทำได้ยังไง!”
“ข้า... เจียงฮ่าวเฉิน... ไม่มีทางเป็นขยะ... ข้าจะเป็นไอ้ไร้ค่าได้ยังไง!”
“มันต้องมีความลับอะไรบางอย่างแน่ๆ!”
สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวราวกับคนบ้า
ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจโยนความภาคภูมิใจชิ้นสุดท้ายของตนเองทิ้งไป กัดฟันส่งข้อความส่วนตัวไปหาหลินอัน
“ท่านหลินอัน...! ข้า... อยากจะติดตามท่าน...!”
ทันทีที่ส่งข้อความออกไป เขาก็รีบปิดหน้าต่างลงอย่างรวดเร็ว
กลัวว่าหากได้เห็นข้อความที่ตนเองส่งไปอีกแม้เพียงครั้งเดียว ก็จะจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความอัปยศอดสูจนไม่อาจถอนตัว
“ข้ายอมก้มหัวแล้ว... ข้ายอมก้มหัวแล้ว...”
“ไม่!! ข้าแค่ไล่ตามพลังที่แข็งแกร่งกว่า! ข้าจะต้องแข็งแกร่งกว่ามัน! ข้าแค่...”
เกรงว่าหลินอันเองก็คงคาดไม่ถึง ว่าในมุมหนึ่งที่ไม่มีใครสังเกตเห็นของเขตสมรภูมิจีน จะมีผู้ปลุกพลังคนหนึ่งที่ความเชื่อมั่นกำลังสั่นคลอนเพราะผลงานของเขา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... หากหลินอันได้รู้ว่าชายคนนี้คือใคร... เกรงว่าคงจะได้แต่หัวเราะออกมาอย่างจนใจ
เจียงฮ่าวเฉิน... หนึ่งในหกราชันย์แห่งชาติที่แล้ว... ผู้ปลุกพลังระดับสามขั้นสูงสุด
ห่างไกลจากระดับสี่ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของมนุษยชาติ... เพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น
...