- หน้าแรก
- พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้
- บทที่ 129: พวกเราคืออมนุษย์
บทที่ 129: พวกเราคืออมนุษย์
บทที่ 129: พวกเราคืออมนุษย์
หากมีคนถามว่าอะไรคือความกลัดกลุ้มที่สุดของหลินอัน คำตอบก็คงจะเป็นการมีพลังจิตมหาศาลแต่กลับไม่มีที่ให้ใช้สอย
หรือควรจะพูดว่า ไม่มีวิธีที่จะใช้มัน
หากไม่ใช่เพราะ ‘ดวงตาพิพากษา’ ที่เลื่อนระดับแล้วมอบทักษะ ‘หนามเทพ’ มาให้ ด้วยพลังจิตที่สูงเกือบหกร้อยแต้มของเขา คงทำได้แค่มองมันอยู่เฉยๆ
จะใช้เติมพลังให้ ‘กรีดร้องวิญญาณ’ ก็ไม่ได้ เพราะพลังจิตยังห่างไกลเกินไป ขืนทำไปมีหวังถูกสูบจนแห้งตาย
จะใช้ ‘หนามเทพ’ จัดการศัตรูก็ดูสิ้นเปลืองเกินไป
ช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้ส่วนใหญ่เขาจะใช้หนามเทพในการต่อสู้ แต่ทุกครั้งก็อาศัยเพียงแรงกระแทกที่แฝงมากับมันบดขยี้ศัตรูจนเป็นจุณ
ในฐานะทักษะที่สร้างความเสียหายทางจิตใจ เป้าหมายที่ดีที่สุดของหนามเทพควรจะเป็นสัตว์อสูร, สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ และเหล่าผู้ปลุกพลัง
มีเพียงเป้าหมายที่มีความคิดและสติปัญญาเท่านั้น หนามเทพจึงจะสามารถแสดงผลด้านการสร้างความสับสนทางความคิด, การควบคุม และความเสียหายพิเศษออกมาได้
แต่ในตอนนี้ ผู้ปลุกพลังที่เขาพบเจอล้วนถูกสังหารได้ในพริบตา
ส่วนสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์จะปรากฏตัวหลังมหาวิบัติ สำหรับสัตว์อสูรยิ่งแล้วใหญ่ ต้องรอถึงปีที่สามนู่น
ดังนั้นการใช้หนามเทพของเขาในตอนนี้จึงเป็นการสิ้นเปลืองโดยแท้ ผลลัพธ์ไม่ต่างอะไรกับการที่เขาพุ่งเข้าไปฟันศัตรูให้ตายด้วยตัวเอง
หากจะให้พูดถึงข้อแตกต่าง ก็คงเป็นแค่การทำให้ดูดูลึกลับและทรงพลังขึ้นมาบ้าง...
แต่...
หลินอันมองไปยังคำอธิบายของคุณสมบัติแรก ‘เก็บเกี่ยววิญญาณ’ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ไม่อาจเก็บงำไว้ได้อีกต่อไป
ดูดกลืนวิญญาณ, เก็บสะสมแต้มวิญญาณเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังจิต
นี่มันไม่เท่ากับยาฟื้นฟูพลังสำรองหรอกหรือ?
เขาคำนวณดูอย่างละเอียดแล้ว
‘กรีดร้องวิญญาณ’ ต้องการพลังจิตอย่างน้อย 1,200 แต้มในการเติมพลัง ตอนนี้พลังจิตของเขาหลังจากเปิดใช้ทักษะแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 600 แต้ม
เมื่อร่วมมือกับ ‘แบ่งปันพลังจิต’ ของเวินหย่า พลังจิตสูงสุดที่เขาสามารถปล่อยออกมาได้จะอยู่ที่ประมาณ 960 แต้ม
นั่นหมายความว่า เขาต้องการให้ผลึกยมทูตมอบวิญญาณให้เพียง 3 ดวง เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังจิตเสริมอีก 300 แต้ม ก็จะสามารถเติมพลังได้สำเร็จ
3 แต้มวิญญาณ ก็แค่อสูรกลายพันธุ์ 3 ตัวเท่านั้น...
ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้ เจอหนึ่งตัวก็สังหารได้ในพริบตาหนึ่งตัว การสะสมแต้มวิญญาณนั้นง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
เมื่อนึกถึง ‘กรีดร้องวิญญาณ’ ที่ไม่ได้ใช้งานมาเนิ่นนาน หลินอันก็อดที่จะคิดถึงมันไม่ได้
จุดอ่อนในการโจมตีของเขาในตอนนี้คือการขาดไร้ซึ่งวิธีการโจมตีแบบกลุ่ม เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูจำนวนมาก ต่อให้สังหารได้ในพริบตา ก็ทำได้แค่ค่อยๆ จัดการไปทีละตัวอย่างเชื่องช้า
และ ‘กรีดร้องวิญญาณ’ ก็คือการโจมตีกลุ่มที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ! สามารถสังหารศัตรูในรัศมี 70 เมตรรอบตัวได้ในชั่วพริบตา!
ขอเพียงไม่ใช่ศัตรูที่อยู่ระดับสูงกว่าขั้นที่สอง ไม่ว่าจะเป็นซอมบี้, อสูรกลายพันธุ์ หรือผู้ปลุกพลัง ก็จะมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านในทันที!
กระทั่ง...
แววตาของหลินอันลึกล้ำขึ้น
การสังหารซอมบี้ไม่อาจดูดกลืนวิญญาณได้ แต่การสังหารอสูรกลายพันธุ์สามารถทำได้นี่นา...
ฆ่าหนึ่งตัวก็เท่ากับฟื้นฟูพลังจิต 100 แต้ม หากสังหารได้สักเจ็ดแปดตัวในคราวเดียว ประกอบกับอัตราการฟื้นฟูพลังจิตของเขา เขาก็แทบจะกลายเป็นเครื่องจักรนิรันดร์ได้เลย
สังหารอสูรกลายพันธุ์กลุ่มหนึ่ง, ฟื้นฟูพลังเพื่อเติมพลัง, สังหารอีกครั้งแล้วฟื้นฟูอีกครั้ง...
ในสนามรบและการต่อสู้ขนาดใหญ่ เขาจะกลายเป็นมหันตภัยแห่งความตายเคลื่อนที่โดยสมบูรณ์ เป็นผู้เก็บเกี่ยววิญญาณอย่างแท้จริง
หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นร่างจุติของยมทูต
หากจะเล่นให้ใหญ่กว่านี้อีกหน่อย...
โม่หลิงเงยหน้าขึ้นมาอย่างงุนงง เด็กหญิงตัวน้อยดูห่อเหี่ยวมาตลอดนับตั้งแต่ที่เขาตามเธอกลับมาได้ ส่วนใหญ่น่าจะเกิดจากคลังพลังจิตที่เหือดแห้งบวกกับอาการบาดเจ็บ
"เธอมองฉันทำไม"
หลินอันมองใบหน้าของเธอ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงโดยไม่รู้ตัว
ในหัวอดไม่ได้ที่จะเริ่มจินตนาการถึงภาพอันงดงามยามที่โม่หลิงร่วมมือกับเขา
เฮ้อ...
อัญเชิญซอมบี้หลายพันตัวกับอสูรกลายพันธุ์อีกสิบกว่าตัวมากองรวมกันในคราวเดียว แล้วเขาค่อยพุ่งเข้าไปสังหารหมู่ในพริบตา
หากทำเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา แม้แต่ฝูงซอมบี้ที่จะบุกมาในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เขาก็สามารถจัดการเป็นระลอกๆ ได้ด้วยตัวคนเดียว
เงื่อนไขคือต้องมีอสูรกลายพันธุ์ในฝูงซอมบี้มากพอ...
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลินอันก็เผลอหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
ไม่นึกเลยว่าฝูงซอมบี้และอสูรกลายพันธุ์ที่เคยสร้างแรงกดดันมหาศาลให้แก่เขา บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเป้านิ่งให้เขาสังหารได้อย่างตามใจชอบ
เขากลับคาดหวังให้จำนวนอสูรกลายพันธุ์ในฝูงซอมบี้ครั้งนี้มีมากขึ้นไปอีก
ฝันร้ายในสายตาของคนอื่น แต่สำหรับหลินอันในตอนนี้ มันคือยาฟื้นฟูพลังจิตเคลื่อนที่ชัดๆ
โม่หลิงมองหลินอันอย่างสงสัย เธออ้าปากทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่เมื่อเห็นหลินอันกลับเข้าสู่ภวังค์ความคิดอีกครั้ง เธอก็ล้มเลิกความตั้งใจ
ความเหนื่อยล้าและความง่วงงุนถาโถมเข้ามา
เธอกระชับผ้าห่มบนตัวให้แน่นขึ้น เอียงศีรษะพิงเข้ากับร่างของหลินอัน อาศัยไออุ่นจากเตาไฟแล้วเลือกที่จะหลับใหล
หลินอันเอียงศีรษะเล็กน้อย มองไปยังเด็กสาวบนหัวไหล่ ในแววตาฉายแววอ่อนโยนวูบหนึ่ง
อันเซี่ยก็ตัวเท่าๆ กับโม่หลิง สมัยก่อนตอนฤดูหนาว เธอก็ชอบผิงไฟพิงไหล่เขาหลับเช่นกัน
เพียงแต่บุคลิกของทั้งสองคนแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว อันเซี่ยร่าเริงสดใสกว่าโม่หลิงมากนัก
เพียงแต่ไม่รู้ว่าทำไมพักหลังๆ โม่หลิงถึงได้ชอบเข้ามาใกล้เขามากขึ้นเรื่อยๆ
รถโดยสารโคลงเคลงไปมา หลินอันขยับตัวเล็กน้อย ในใจรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
เขานึกถึงตอนที่โม่หลิงถูก "นักศึกษา" ไล่ล่า ตอนที่เธอคิดว่าตนเองต้องตายแน่แล้วได้ด่าทอเขา
"เจ้าบ้า...หลินอัน! ไม่แปลกใจเลยที่จะกลายเป็นอสูรร้าย!"
เขาเมินประโยคแรกไป แววตาของหลินอันสั่นไหว
อมนุษย์?
เป็นเพราะการแลกเปลี่ยนในวันนั้นหรือ?
ในสัมผัสของโม่หลิง ตัวเขาได้กลายเป็นอมนุษย์ไปแล้วงั้นหรือ...
หลินอันหัวเราะอย่างขื่นขมในใจ รู้สึกจนใจและหดหู่เล็กน้อย
ช่างเถอะ รอให้เธอตื่นแล้วค่อยถามก็แล้วกัน...
เขาหันหน้ามองทิวทัศน์ที่เคลื่อนผ่านไปนอกหน้าต่าง
เมื่อปราศจากการรบกวนของมนุษย์ ทุ่งนาสองข้างทางก็เต็มไปด้วยวัชพืชขึ้นรกชัฏ
ฝูงนกกระจอกที่ตกใจเสียงรถพากันกระพือปีกบินไปเกาะบนยอดไม้ เอียงคอมอง "อสูรกาย" สีเหลืองที่ไม่ได้เห็นมาเนิ่นนาน
หลินอันยื่นปลายนิ้วสัมผัสบานหน้าต่าง สายฝนด้านนอกซาลงมากแล้ว หยาดฝนรินไหลเป็นทาง เมฆดำสลายตัวเผยให้เห็นท้องฟ้าที่ถูกชะล้างจนสดใส
เขาพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงแผ่วเบา...
ภายใต้ยุคสุดท้ายนี้...
พวกเราก็คือ...อสูรร้าย...ที่ไม่เข้าพวกกับสิ่งใดอยู่แล้ว...