- หน้าแรก
- พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้
- บทที่ 77: เจ้ากำลังเล่นกับไฟ
บทที่ 77: เจ้ากำลังเล่นกับไฟ
บทที่ 77: เจ้ากำลังเล่นกับไฟ
วิทยาลัยหลินเจียง ประตูทิศเหนือ
อันจิ่งเทียนค่อยๆ ชะลอความเร็วของรถตรวจการณ์ลง สีหน้าของเขาเคร่งขรึม เวินหย่าก็นำโย่วเวยและผู้รอดชีวิตจากโรงแรมขับรถโดยสารขนาดใหญ่ตามมาข้างหลัง
ตลอดทาง ทุกคนเห็นซากศพในสภาพแตกต่างกันไป มีทั้งบาดแผลจากอาวุธคม ร่างที่ไหม้เกรียม หรือแข็งเป็นน้ำแข็ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าซอมบี้เหล่านี้ต้องถูกผู้ปลุกพลังในวิทยาลัยจัดการอย่างแน่นอน
ช่องสื่อสารภายในกลุ่ม:
“พี่หลิน ข้างหน้าน่าจะเป็นวิทยาลัยหลินเจียงแล้วครับ”
“อืม ระวังตัวด้วย”
“จางเถี่ย จิ่งเทียน พวกคุณออกหน้าไปเจรจากับผู้มีอำนาจของพวกเขาโดยตรง”
การเจรจาต่อรองไม่จำเป็นต้องให้เขาออกหน้าเอง เมื่อใดที่เขาต้องออกโรง...เมื่อนั้นคือเวลาแห่งการชำระล้าง
“เวินหย่า พลังจิตของคุณไม่เลว คอยสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของผู้ปลุกพลังในกลุ่มพวกเขาไว้ ป้องกันเหตุไม่คาดฝัน”
หลินอันกำชับเวินหย่าอีกประโยคหนึ่ง ถึงแม้ดวงตาพิพากษาของเขาจะเพียงพอที่จะควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดได้ แต่เขาก็ไม่เกี่ยงที่จะฝึกฝนเวินหย่า สมาชิกในกลุ่มย่อมต้องออกไปต่อสู้ด้วยตนเองในอนาคต หากเขาไม่อยู่ ก็ต้องมีคนรับหน้าที่สังเกตการณ์ภาพรวมได้
หลินอันในตอนนี้ย้ายไปนั่งเบาะหลังแล้ว เพียงเพราะร่างกายของจางเถี่ยกำยำเกินไป หลิวซื่อหมิงที่หดตัวอยู่มุมรถจึงถูกเบียดจนน่าสงสาร บางครั้งที่รถต้องฝ่าวงล้อมซอมบี้ออกไปอย่างแรง เขาก็รู้สึกว่าจางเถี่ยอาจจะเผลอนั่งทับสุดยอดนักออกแบบในอนาคตของเขาจนตายได้
หลังจากสั่งการง่ายๆ เสร็จ หลินอันก็หลับตาลงทำสมาธิ ในหัวเริ่มคิดแผนการสร้างเขตปลอดภัยขั้นต่อไป
รถตรวจการณ์สีเงินและรถโดยสารสีเหลืองค่อยๆ จอดลงไม่ไกลจากประตูใหญ่วิทยาลัย ผู้คนทยอยลงจากรถ
หลินอันเดินปะปนอยู่ในกลุ่มคนที่ลงมาจากรถโดยสาร เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น คนที่จางเถี่ยช่วยมาจากโรงพยาบาลส่วนใหญ่เป็นคนชรา เด็ก และผู้ป่วย คนธรรมดากลุ่มนี้เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ปลุกพลังย่อมไม่มีแรงต้านทาน ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะให้คนกลุ่มนี้ที่มีจิตใจดีงามเข้าร่วมเขตปลอดภัย หลินอันย่อมไม่นิ่งดูดาย
กลุ่มคนยี่สิบเอ็ดชีวิต จางเถี่ยและอันจิ่งเทียนเดินนำหน้าสุด สายตามองไปยังกำแพงดินสูงสามเมตรที่ล้อมรอบแนวกำแพงเดิมของวิทยาลัย
“ไอ้นี่ก็เป็นฝีมือของผู้ปลุกพลังรึ?”
จางเถี่ยมองกำแพงดินที่ทำหน้าที่เป็นปราการป้องกันชั่วคราว อดไม่ได้ที่จะทึ่ง
เวินหย่าหลับตารับรู้แล้วพยักหน้า เสียงของเธอดังขึ้นในช่องสื่อสาร
“ฉันรับรู้ได้ถึงผู้ปลุกพลังสามคนที่มีคลื่นพลังธาตุดิน พวกเขายังคงปล่อยพลังจิตอย่างต่อเนื่อง”
“ข้างหน้ายังมีอีกสามคน มีเพียงคนเดียวที่มีคลื่นพลังพิเศษ อีกสองคนน่าจะเป็นผู้ปลุกพลังสายเสริมกาย”
อันจิ่งเทียนรีบสังเกตการณ์อย่างรวดเร็ว เสริมขึ้นมาว่า
“ข้างหน้าสองร้อยเมตร มีสิบห้าคนเฝ้าอยู่บนกำแพง ทิศเก้านาฬิกาและสิบเอ็ดนาฬิกา มีคนถือธนูเล็งมาที่เรา”
“ดูเหมือนพวกเขาก็ไม่ได้โง่เกินไป อย่างน้อยก็รู้จักสร้างแนวป้องกัน เพียงแต่ความระแวดระวังต่ำเกินไป ตำแหน่งเปิดเผยหมดเลย”
อันจิ่งเทียนที่เคยเป็นทหารหน่วยสอดแนมมาก่อน คุ้นเคยกับการรายงานจุดเฝ้าระวังทั้งหมด แนวป้องกันที่ดูเหมือนจะดี ในสายตาของเขากลับเต็มไปด้วยช่องโหว่ ขอเพียงเขาต้องการ เขาสามารถสังหารผู้ปลุกพลังบนกำแพงได้ในพริบตาแล้วถอนตัวออกมาอย่างปลอดภัย
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังประเมินสถานการณ์ของวิทยาลัย ฝ่ายป้องกันของวิทยาลัยก็กำลังสังเกตการณ์กลุ่มคนที่มาถึงอย่างกะทันหันเช่นกัน
บนกำแพงดิน ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งตบไหล่เพื่อนข้างๆ
“เหมือนจะมีผู้รอดชีวิตมาอีกแล้ว”
“ไร้สาระน่า ฉันก็มีตา แต่ว่าคนของพวกเขาเยอะจริงๆ”
“มาอีกกลุ่มแล้วเหรอ? พวกผีอดอยากที่มาขอข้าวขอน้ำกิน?”
“พวกขยะ ไม่รู้จะซมซานมาทำไม”
บนกำแพงดิน ชายผมแดงคนหนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่หลังกำแพงอย่างไม่พอใจ ในมือมีเปลวไฟลุกโชนขึ้นมาเป็นครั้งคราวแล้วก็ดับไป
“น่าจะเป็นเพราะได้ยินวิทยุของเรา รู้ว่าที่นี่ปลอดภัย เลยหนีมาจากเมืองข้างๆ” ชายใส่แว่นคนหนึ่งที่รับผิดชอบเรื่องชงชาส่งน้ำพูดอธิบายด้วยความเกรงกลัว
ตั้งแต่หกวันก่อนที่ผู้ปลุกพลังร่วมมือกันกวาดล้างซอมบี้ในวิทยาลัยจนหมดสิ้น ภายใต้ความแตกต่างของพลังอย่างมหาศาล ผู้ปลุกพลังกลุ่มนี้ก็รู้สึกว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่น บวกกับคนธรรมดาจำนวนไม่น้อยที่ยอมศิโรราบ ทั้งวิทยาลัยจึงเกิดการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน
นักศึกษาใส่แว่นมองไปยังกลุ่มคนที่ไม่ไกลนัก อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบาๆ
ผู้ปลุกพลังในวิทยาลัยมีพฤติกรรมที่รุนแรงและหยิ่งผยองขึ้นทุกวัน
ถ้ามาเมื่อสองสามวันก่อนยังพอว่า แต่หากมาตอนนี้...เกรงว่าจะไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีนัก
“ชิ”
ชายผมแดงหัวเราะเยาะ รับถ้วยชาที่นักศึกษาชายใส่แว่นส่งมาให้ ก่อนจะจิบไปหนึ่งคำ
“ไอ้พวกที่ทำเครื่องรับวิทยุทำเองนั่นมันโง่จริงๆ กลัวว่าพวกเราจะกินอิ่มเกินไปรึไง?”
“ใช่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะหัวหน้าของพวกมันมีพลังแข็งแกร่ง ป่านนี้คงทุบวิทยุของพวกมันทิ้งไปนานแล้ว”
“เอาล่ะ เราลงไปดูกันเถอะ อย่าให้พวกมันเข้ามา ครั้งที่แล้วมีผู้ติดเชื้อปะปนเข้ามา เกือบจะเกิดเรื่องใหญ่!”
ชายร่างสูงโปร่งห้ามปรามคำบ่นของเพื่อน ทั้งสองกระโดดลงมาจากกำแพงดิน
“กลุ่มคนข้างหน้า!”
“หยุดอยู่ตรงนั้น!”
เสียงตะโกนห้ามดังลั่น
ประตูข้างของประตูใหญ่วิทยาลัยเปิดออก ชายหนุ่มหกคนที่ถือหอกทำเองมองกลุ่มคนตรงหน้าอย่างระแวดระวัง หัวหน้ากลุ่มคือชายร่างสูงโปร่งและผู้ปลุกพลังสายอัคคี
อันจิ่งเทียนรับหน้าที่เจรจาในครั้งนี้ หลังจากเห็นคนที่ออกมาจากวิทยาลัยแล้ว คิ้วของเขาก็ขมวดลง
ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ค่อยต้อนรับคนนอกเท่าไหร่
“สวัสดีครับ ผม...”
เขายังไม่ทันได้พูดแนะนำตัว ก็ถูกชายร่างสูงโปร่งขัดจังหวะ
“ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกคุณ มาจากไหนก็กลับไปที่นั่นซะ”
“ถ้าก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว...”
“ฉึก!”
ชายร่างสูงโปร่งพลันกระทืบเท้าลงบนพื้น ในทันทีก็เกิดเป็นหลุมเล็กๆ เศษหินกระเด็นว่อน
พลังทำลายล้างไม่มาก แต่เสียงดังน่าเกรงขาม
คนชรา เด็ก และผู้ป่วยที่หลินอันพามาเห็นเข้าก็ตกใจ นี่เป็นผู้ปลุกพลังอีกคนแล้วหรือ? ไม่รู้ว่าเมื่อเทียบกับพี่จางแล้วใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน
ผู้รอดชีวิตที่จางเถี่ยช่วยไว้ไม่ได้เจอเขามาพักหนึ่งแล้ว ในใจของพวกเขา ภาพความแข็งแกร่งของจางเถี่ยยังคงหยุดอยู่ที่ตอนที่ถูกลิกเกอร์ฉีกแขนไป
ชายร่างสูงโปร่งมองดูคนชรา เด็ก และผู้ป่วยที่ถูกขู่จนถอยหลังอย่างพึงพอใจ เขาชอบที่จะแสดงพลังต่อหน้าคนธรรมดา แล้วมองดูสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของพวกเขา
หลังจากแสดงพลังที่เหนือมนุษย์แล้ว เขาก็ตะโกนเสียงดัง:
“ถ้าอยากจะเข้ามาก็ได้ ทุกคนต้องถูกตรวจค้นร่างกาย มอบเสบียงทั้งหมด ถ้ามีประโยชน์ เราก็จะให้พวกคุณอยู่ต่อ”
เขามองไปยังคนชรา เด็ก และผู้ป่วยข้างหลังจิ่งเทียนอย่างไม่พอใจ
ทั้งแก่ ทั้งเด็ก ทั้งป่วย กระทั่งคนพิการก็ยังมี ไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้ดั้นด้นมาถึงที่นี่ได้อย่างไร
หากไม่ใช่เพราะจางเถี่ยดูรูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรงพอที่จะเป็นกำลังรบได้ เขาคงขี้เกียจจะพูดประโยคสุดท้าย
ต่างจากเขา ชายผู้ปลุกพลังสายอัคคีกลับกวาดสายตามองไปยังผู้หญิงในกลุ่มคนเป็นครั้งคราว สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่เวินหย่าและโย่วเวย
สาวงามกับเด็กหญิง? ช่างเป็นส่วนผสมที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
เขาไอเบาๆ เตือนเพื่อนข้างๆ ใบหน้าประดับรอยยิ้ม:
“ทุกท่านก็อย่าหาว่าพวกเราใจดำเลย ขอเพียงตรวจแล้วยืนยันว่าไม่ติดเชื้อ เราก็จะให้พวกท่านเข้ามา”
ผู้ปลุกพลังสายอัคคีเดินออกมาหนึ่งก้าว ใบหน้ายิ้มแย้มมองไปยังเวินหย่า ในใจคิดอย่างร้อนรุ่ม
สาวงามภูผาน้ำแข็ง รูปร่างหน้าตาเป็นเลิศ ยิ่งกว่าดาวมหาวิทยาลัยของพวกเขาเสียอีก โดยเฉพาะพลังจิตของเวินหย่าที่แผ่ออกมา มันให้ความรู้สึกที่น่าหลงใหลอยู่เสมอ
“การตรวจง่ายมาก เดี๋ยวไปที่ห้องกักกันแล้วถอดเสื้อผ้าออก ดูว่ามีบาดแผลหรือไม่ก็พอ”
ในคำพูดเจือความนัยลามก สองตาของเขาเอาแต่จ้องมองเวินหย่าไม่วางตา เพื่อนข้างๆ ก็สังเกตเห็นจุดนี้จากการเตือนของเขา
ตรวจร่างกาย?
จางเถี่ยโกรธจัด คนธรรมดาที่ติดเชื้อซอมบี้ไม่ถึงสิบนาทีก็จะกลายร่าง พวกเขาเดินทางมาตลอดทาง จะมีผู้ติดเชื้อปะปนอยู่ได้อย่างไร
ไอ้สารเลวเด็กนี่สายตาดูแล้วก็ไม่ใช่คนดี!
ชายผมแดงสายอัคคีพูดจบ ในมือก็พลันมีเปลวไฟลุกโชนขึ้นมา พุ่งสูงครึ่งตัวคนอย่างอวดดี
“สาวสวยย่อมมีสิทธิพิเศษ ผมสามารถช่วยคุณตรวจเป็นการส่วนตัวได้”
เขาเมินเฉยต่อจางเถี่ยและอันจิ่งเทียนที่เต็มไปด้วยความโกรธโดยสิ้นเชิง
ไอ้โง่ตัวใหญ่กับผู้ชายธรรมดาอีกคนหนึ่ง ขอเพียงไม่ใช่ผู้ปลุกพลัง เขาใช้นิ้วเดียวก็เผาเป็นเถ้าถ่านได้
ตอนนี้ข่าวของผู้ปลุกพลังไม่ใช่ความลับอีกต่อไป ผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่เคยได้ยินมาบ้าง เขาเชื่อว่าสาวงามภูผาน้ำแข็งตรงหน้า จะต้องถูกเขาดึงดูดอย่างแน่นอน เหมือนกับดาวคณะที่เคยดูถูกเขา
ผู้ปลุกพลัง! นั่นหมายถึงความปลอดภัยในวันสิ้นโลก!
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป
จางเถี่ยได้ยินก็ตกใจ
ไอ้เวรนี่...มันกำลังเล่นกับ "ไฟ" กล้าดียังไงมาลวนลามเวินหย่า!?
เขาตกใจและโกรธจัด หันไปมองสีหน้าของหลินอันโดยสัญชาตญาณ กลัวว่าหลินอันจะโมโหแล้วลงมือฆ่าคนทันที
หากหัวหน้าหลินลงมือเมื่อไหร่ คนกลุ่มนี้อย่าหวังว่าจะรอดไปได้สักคน!
โชคดี...
จางเถี่ยถอนหายใจอย่างโล่งอก หัวหน้าหลินดูเหมือนจะไม่ได้สังเกตเห็นที่นี่ แค่กำลังเหม่อลอยอยู่?
“โครม!”
พื้นดินถล่ม อันจิ่งเทียนหายตัวไปในทันที!
“ทักษะเงาสังหาร!”
อันจิ่งเทียนสีหน้าเย็นชาเปิดใช้งานทักษะ ปรากฏขึ้นด้านหลังผู้ปลุกพลังสายอัคคีในพริบตา มีดสั้นในมือถือกลับด้านพร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ! จิตสังหารล็อกเป้าไปที่ชายผมแดง
เขามองออกแล้วว่าผู้ปลุกพลังของวิทยาลัยไม่ใช่พวกที่จะพูดคุยกันดีๆ ได้ หลังจากปลุกพลังแล้ว คนกลุ่มนี้ก็มีทัศนคติที่มองคนธรรมดาด้วยความรู้สึกเหนือกว่า
หากไม่แสดงพลังออกมา อย่าว่าแต่จะเจอผู้มีอำนาจเลย แม้แต่ประตูก็ยังเข้าไม่ได้
จางเถี่ยก็สังเกตเห็นจุดนี้เช่นกัน เขาจึงก้าวออกไปหนึ่งก้าวเผชิญหน้ากับผู้ปลุกพลังร่างสูงโปร่งของวิทยาลัย
ในพริบตา บรรยากาศก็ตึงเครียดถึงขีดสุด
ชายผมแดงตกใจ ไม่คิดว่าชายที่ไม่สะดุดตาเมื่อครู่จะเป็นผู้ปลุกพลังเช่นกัน เขารีบพุ่งไปข้างๆ พยายามจะหลีกเลี่ยงการถูกอันจิ่งเทียนล็อกเป้า จิตสังหารที่รุนแรงทำให้เขาใจหาย
ชายร่างสูงโปร่งก็ตอบสนองในทันที เขาก้าวหนึ่งพุ่งมาอยู่หน้าจิ่งเทียนพลางคำรามเสียงต่ำ
“ทักษะแขนอสูร!”
แขนทั้งสองข้างของเขาพลันขยายใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อโป่งพอง ระหว่างข้อนิ้วมีกรงเล็บสีขาวแหลมคมงอกออกมา
“ผู้ปลุกพลังรึ?”
“มิน่าล่ะถึงได้พาพวกขยะมาถึงที่นี่ได้”
ชายร่างสูงโปร่งหัวเราะเยาะ เมื่อเปิดใช้งานทักษะแล้วเขาก็ไม่กลัวอันจิ่งเทียนที่เป็นผู้ปลุกพลังเหมือนกัน
“แกคิดว่าผู้ปลุกพลังวิเศษวิโสมากนักรึไง?”
“ฉันจะบอกให้! ที่นี่มีผู้ปลุกพลังสามสิบกว่าคน! แค่ระดับศูนย์...มิน่าล่ะฉันถึงไม่รู้สึกว่าแกเป็นผู้ปลุกพลัง”
เต็มไปด้วยความดูถูก ผู้ปลุกพลังด้วยกันเองก็มีแข็งมีอ่อน ระดับของเขาก่อนหน้านี้ได้ร่วมมือกับผู้ปลุกพลังคนอื่นฆ่าสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ไปบ้างแล้ว จนเลื่อนระดับเป็นขั้นที่หนึ่ง ย่อมไม่เห็นอันจิ่งเทียนอยู่ในสายตา
เพียงแต่ชายร่างสูงโปร่งคิดตื้นเกินไป อันจิ่งเทียนเปลี่ยนอาชีพเป็นนักฆ่าแล้ว ซึ่งมีผลในการซ่อนกลิ่นอายโดยธรรมชาติ อย่าว่าแต่เขาที่เพิ่งจะเลื่อนระดับเป็นขั้นที่หนึ่งเลย แม้แต่ขั้นที่สองก็ไม่แน่ว่าจะสามารถรับรู้กลิ่นอายของอันจิ่งเทียนได้
ส่วนจางเถี่ย ในฐานะผู้ปลุกพลังสายแปลงร่าง ขอเพียงเขาไม่เปิดใช้งานการแปลงร่าง นอกจากคนที่มีพลังจิตเหนือกว่าเท่านั้นจึงจะสามารถรับรู้พลังอสูรที่ซ่อนอยู่ในร่างกายเขาได้
ผู้ปลุกพลังสายอัคคีหลังจากหลุดจากการล็อกเป้าของอันจิ่งเทียนแล้วก็ตั้งสติได้ ในใจก็โกรธจัด ในฐานะผู้ใช้เวท เขามักจะโจมตีอยู่แนวหลังเสมอ จะเคยเผชิญหน้ากับภัยคุกคามแห่งความตายเช่นนี้ได้อย่างไร
“พรึ่บ!”
“ทักษะเพลิงโหม!”
เขาเปิดใช้งานทักษะโดยตรง ในมือมีเปลวไฟสีเหลืองสดลุกโชนสูงครึ่งเมตร อุณหภูมิสูงกว่าพันองศา
ความเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องทำให้ผู้คนในกลุ่มตื่นตระหนก จางเถี่ยได้ยินเสียงความวุ่นวายข้างหลังก็โกรธจัด สายตาโหดเหี้ยมมองไปยังชายผมแดง
หลังจากถูกจิตสังหารของอันจิ่งเทียนกระตุ้นแล้ว ชายผมแดงอดไม่ได้ที่จะด่าทอเพื่อกลบเกลื่อนความอับอายเมื่อครู่
“ไม่พอใจเหรอ?”
เขาทำท่าจะยิงเปลวไฟเข้าไปในฝูงชน ทำให้คนชรา เด็ก และผู้ป่วยตื่นตระหนก
“ไอ้เวร ถ้ามองอีกทีข้าจะเผาพวกแกให้เป็นจุล!”
“ขยะพ่องแกสิ!”
“กลายร่างหมี!”
จางเถี่ยคำรามหนึ่งเสียง เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะฆ่าเจ้านี่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
ไอ้พวกตาไม่มีแววพวกนี้...ไม่ฆ่าสักสองสามคนคงจะไม่ได้เรื่อง!
เสียงฝ่ามือแหวกอากาศหวีดหวิว ร่างของจางเถี่ยขยายใหญ่ขึ้นในทันทีกลายเป็นหมีดำทะมึน ก่อนจะฟาดฝ่ามือไปยังมันอย่างรุนแรง!