เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Ep.648 - คิดสู้?

Ep.648 - คิดสู้?

Ep.648 - คิดสู้?


4/4

Ep.648 - คิดสู้?

ชั่วเวลานี้ เหล่าเลเวล B ถึงค่อยสังเกตเห็น ว่าป้อมปราการเล็กๆแห่งนี้ไม่เพียงติดตั้งระบบป้องกันภายนอกเอาไว้เท่านั้น แต่ยังมีการติดตั้งปืนใหญ่พลังงานเอาไว้อีกด้วย

และสเปคของปืนใหญ่พลังงานเหล่านี้ พอมองดูดีๆกลับพบว่ามันมีภัยคุกคามอยู่ในระดับเดียวกับเมืองเป่ยหัว

เป็นปืนใหญ่พลังงานเลเวล B!

กล่าวอีกนัยนึงก็คือ การยิงหนึ่งนัดของมัน สามารถสังหารสัตว์ร้ายเลเวล B ได้

และหากคิดใช้มันรับมือกับผู้ใช้พลังในเลเวลเดียวกัน เท่านี้ถือว่าเพียงพอ!

แต่ที่น่าหวาดกลัวที่สุดก็คือ เบื้องบนท้องฟ้า พวกเขาสามารถได้ยินถึงเสียงกระบอกปืนใหญ่ของเมืองลอยฟ้าที่อยู่ไกลออกไป ภายใต้อำนาจของพลังสมาธิและการรับรู้ พวกเขาพบว่าปืนใหญ่อันน่าสะพรึงเหล่านี้ กำลังเล็งมาทางพวกตน

อีกทั้งด้านข้างยังมีไป๋หลี ที่เริ่มสาดแสงจรัสสีเงิน ซึ่งปัจจุบันทุกคนในห้องประชุมต่างทราบดี ว่านั่นคือรูนมิติ เนื่องจากในการต่อสู้ครั้งก่อนกับต้นไม้เพลิง ไป๋หลีเคยใช้ท่านี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ส่งพวกเขาออกไปไกลนับหลายพันเมตร

นี่หมายความว่า ต่อให้ปืนใหญ่ทั้งหมดที่กล่าวมาระดมยิงจริงๆ ฉินเฟิงกับไป๋หลียังสามารถหลบหนีจากอานุภาพของมันได้ทัน

ส่วนพวกเขา ทำได้เพียงรับประทานแรงระเบิดจากการยิง

เมื่อคิดได้แบบนั้น บรรยากาศอันตึงเครียด ก็เริ่มถูกระงับ คลายลงหลายส่วน

หนึ่งในเลเวล B พยายามระงับความโกรธลงตะคอกว่า “ฉินเฟิง! คุณต้องการเป็นศัตรูกับพวกเราจริงๆใช่ไหม? อย่าลืมนะว่าคุณมันก็แค่เลเวล C ต่อให้คุณเป็นลูกรักของพระเจ้าแล้วยังไง? อย่าตะกละให้มันมากเกินไป เพราะคุณอาจพลาดพลั้งก่อนที่จะกินเนื้อจนหมด!”

“ผมจะตะกละรึเปล่า นั่นไม่ใช่ธุระของคุณ! ผมต้องการจะแบ่งปันผลประโยชน์กับใครก็ได้ที่ผมต้องการ แต่จะไม่มีใครมาคว้ามันไปจากมือของผมได้!”

ไป๋หลีพูดขึ้นในเวลาเดียวกัน “ฉันไม่เคยเห็นใครหน้าด้านอย่างพวกคุณมาก่อนเลย ปากยกข้ออ้างซะดิบดี แต่จริงๆแล้วก็แค่ต้องการส่วนแบ่งผลประโยชน์ไม่ใช่หรอ? เห็นไหม แค่พูดก็หน้าแดงแล้ว แทงใจดำล่ะสิ”

“ก็แล้วการแบ่งผลประโยชน์มันผิดตรงไหน? ทุกคนต่างเปิดอกและกล่าวความจริงออกมา มิติใหม่นั่นก็เพิ่งถูกค้นพบ มันไม่ใช่สิ่งที่ฉินเฟิงคนเดียวจะดูแลได้!”

“ฉินเฟิง! อย่าลืมสิว่าคุณไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยลำพัง พวกเราทุกคนต่างก็เป็นสมาชิกของพันธมิตรมนุษย์ ต่อให้ฉันจะทำร้ายคุณไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการกลั่นแกล้ง ฉันสามารถร่วมมือกับคนอื่นๆได้! พวกเราจะคว่ำบาตรกลุ่มของคุณ ไม่ทำการสั่งซื้อของจากกลุ่มคุณ ถึงเวลานั้นคุณจะรู้ซึ้งวลีที่ว่าแค่กระดิกนิ้วยังทำไม่ได้มันหมายความว่าอย่างไร!”

“ใช่แล้ว คุณสร้างความขุ่นเคืองแก่คนจำนวนมาก เห็นได้ชัดว่านั่นไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดเลย”

คนเหล่านี้แม้เหมือนจะพูดจาด้วยอารมณ์ แต่ตรรกะของพวกเขากลับมีเหตุผล แท้จริงแล้วพวกเขากำลังคุกคาม ทดสอบความอดทนของฉินเฟิง

แต่เห็นได้ชัดว่าฉินเฟิงไม่สนใจคำของพวกเขา เอ่ยเสียดสีเหน็บแนมกลับไป

“ที่พูดมานั่นพวกคุณได้ดูความแข็งแกร่งของตัวเองรึยัง? ถ้าจะทำแบบนั้นผมแนะนำให้ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงาตัวเองก่อนดีกว่า!”

“คิดคว่ำบาตรกลุ่มของผม? อาศัยแค่พวกคุณน่ะหรือ?”

“บอกว่าผมไม่ฉลาด? จะสื่อว่าถ้าอยากฉลาดต้องทำตามความคิดของคุณ? พูดแบบนี้คุณจะไม่มั่นใจในตัวเองเกินไปหน่อยหรือ?”

ฉินเฟิงที่ปกติมักเงียบขรึม ไม่ค่อยสนทนามากความกับผู้คนหากไม่จำเป็น จนคนอื่นๆที่อยู่เคียงข้างเขา ต่างคิดกันไปว่าเขาเป็นคนเฉยเมย

เฉยเมยชนิดที่อาจเรียกได้ว่าเป็นคนเย็นชา!

แต่ในวันนี้ เมื่อต้องทานรับกับคำด่าทออย่างรุนแรงของเหล่าเลเวล B --บุคคลๆหนึ่งกลับต้องรองรับแรงกดดันจากแปดคนอย่างกะทันหัน ฉินเฟิงกลับไม่แสดงออกถึงความอ่อนแอสักนิด อีกทั้งยังเป็นเขาที่เหมือนจะข่มอีกฝ่ายอยู่นิดหน่อย

ก่อนฉินเฟิงจะเกิดใหม่ เขาคือคนรากหญ้าที่ค่อยๆปีนป่ายขึ้นไปยังเลเวล A แม้เขาจะไม่ได้เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของพันธมิตรมนุษย์ แต่การไปถึงระดับนั้นได้ ถือว่าทรงพลัง ทั้งยังเป็นตัวแทนบ่งบอกได้อีกหลายสิ่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งปันผลประโยชน์ พวกเขาจะต้องโต้เถียงกันด้วยเหตุผล มิฉะนั้นชิ้นเนื้อที่ตนสมควรได้รับจะหายวับไป

หากเป็นการวิวาทะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฉินเฟิงถือว่ารู้ดีกว่าคนพวกนี้ เป็นฝ่ายเข้าใจกฏเกณฑ์ของมันมากกว่า

การประชุมดำเนินยาวนานกว่าสองชั่วโมง แม้จะไม่เกิดการต่อสู้ขึ้น แต่ก็ไม่มีใครยอมใคร

ผ่านมาพักหนึ่ง เลเวล B เหล่านี้เริ่มบังเกิดความรู้สึกว่า ฉินเฟิงมิใช่คนที่จะยอมผ่อนปรนได้ง่ายๆ

จนความอดทนของคนเหล่านี้ เหมือนจะถูกใช้ไปจนหมดแล้ว

แต่ในช่วงเวลานั้นเอง ฉินเฟิงคล้ายสูญสิ้นความอดทนของเขาเช่นกัน ตวาดออกมา “พวกคุณต้องการให้ผมสละผลประโยชน์นักใช่ไหม? บอกว่าผมไม่มีคุณสมบัติและความแข็งแกร่งมากพอที่จะรับผิดชอบที่นี่สินะ? งั้นผมขอให้พวกคุณแสดงความแข็งแกร่งของตัวเองออกมา! พวกเรามาเดิมพันกัน สามวันต่อจากนี้ ผมจะจัดงานประลองขึ้นในทุ่งล่า และภายใน 100 กระบวนท่า หากไม่มีใครสามารถโค่นผมได้ ก็อย่างหวังพูดถึงเรื่องความร่วมมือใดๆอีก!”

หลังจากพูดคุยกับคนเหล่านี้มานาน นี่คือสิ่งที่ฉินเฟิงสามารถอ่อนข้อแก่คนเหล่านี้ได้มากที่สุดแล้ว

บางคนพอได้ยินฉินเฟิง พลันรู้สึกว่าเสร็จล่ะ! เกิดความฮึกเหิมขึ้นมาทันที

มีสามคนเอ่ยปากอย่างกับนัดแนะกันไว้ “ดี! ถือว่าคุณพูดแล้วนะ”

“ฉินเฟิง คุณนี่มันชอบสร้างปัญหาให้ตัวเองซะจริง”

“ถึงเวลานั้น คุณอย่ามาคุกเข่าร้องขอความเมตตาก็แล้วกัน!”

คนอื่นๆโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตอบรับออกไปโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่นานพวกเขาถึงค่อยตระหนักถึงความผิดปกติบางอย่าง

เพราะช่วงเวลานี้ มุมปากของฉินเฟิงกลับปรากฏรอยยกยิ้มอย่างมีเลศนัย แต่รอยยิ้มที่ว่า ก็หายไปอย่างรวดเร็ว

“ในเมื่อทุกท่านยอมรับข้อเสนอนี้แล้ว และผมก็ได้บันทึกวิดีโอการประชุมในครั้งนี้ไว้เป็นหลักฐานเรียบร้อย ผมจะส่งมันไปยังทางพันธมิตรมนุษย์เพื่อความยุติธรรม ส่วนถ้ามีคนอื่นๆอยากเข้าร่วมเพิ่มเติม ผมก็ยินดีต้อนรับ ไม่คิดปฏิเสธ!”

ว่าจบ ฉินเฟิงก็ผุดลุกขึ้นยืนทันที

“ทุกท่านเชิญ! ผมขออนุญาตไม่ไปส่ง!”

เลเวล B หลายคนยังตกตะลึงกับฉากนี้ เพราะพวกเขาเหมือนเพิ่งตระหนักได้ว่าตนตกหลุมพรางเข้าให้แล้ว

ก่อนหน้านี้ฉินเฟิงชักแม่น้ำทั้งห้ามาโต้เถียงกับพวกเขา ไม่ยินยอมที่จะแบ่งปันผลประโยชน์ จนเวลาล่วงเลยไปกว่าสองชั่วโมง เฝ้ารอจนความอดทนของพวกเขาถึงขีดสุด จึงค่อยเสนอความคิดเห็นที่พวกเขาคิดว่าฝั่งตนได้เปรียบออกมา คนเหล่านั้นจึงตอบรับโดยไม่รู้ตัว!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่บอกว่าเลเวล B จะต้องโค่นฉินเฟิงให้ได้ใน 100 กระบวนท่า จังหวะนั้นฉินเฟิงใช้น้ำเสียงอ่อนแอ คล้ายตนไม่มีทางสู้ พวกเขาเลยเผลอย่ามใจ พลั้งปากไป

เพราะหากให้วัดความแข็งแกร่งกับฉินเฟิงจริงๆ ไม่ต้องกล่าวถึง 100 กระบวนท่า ต่อให้งัดออกมาเป็น 1,000 กระบวนท่า เลเวล B เหล่านี้ก็ไม่อาจเอาชนะฉินเฟิงได้

ตรงกันข้ามกับฉินเฟิง แค่เขาใช้ออกด้วย 10 กระบวนท่า ก็สามารถสังหารทุกคนในที่นี้ได้แล้ว!

น่าเสียดายจริงๆ ที่คนเหล่านี้ทั้งหมดดันถูกจูงจมูกโดยฉินเฟิง กว่าจะรู้ตัวคิดย้อนเวลากลับไป ก็พบว่าตนตกหลุมพรางเข้าซะแล้ว

ปัจจุบัน ฉินเฟิงได้อัพโหลดวิดีโอการประชุมนี้ลงไปยังเครือข่ายนักสู้ ยิ่งได้เห็นแบบนั้น ใบหน้าของพวกเขาก็ยิ่งดูน่าเกลียดกว่าเดิม

เพราะฉินเฟิงเป็นใครน่ะหรือ? เขาผู้คว้าอันดับหนึ่งในบรรดาลูกรักของพระเจ้า ได้รับการปกป้องจากเมืองหลวงมังกรและจ้าวพรมแดนเลเวล A ของภูมิภาคเหนือ หากคนเหล่านี้ยังอาละวาดต่อไป เกรงว่าจะเป็นการละเมิดผู้บริหารเบื้องบน

ด้วยเหตุนี้ ทั้งแปดเลยทำได้แค่ฝืนกลั้นความโกรธ ใบหน้าด้านชา แดงลามไปถึงใบหู  ตามขมับผุดเส้นเอ็นปูดโปน เร่งรีบออกจากป้อมปราการแห่งนี้ไปทันที

จากนั้น ข่าวดังกล่าวได้แพร่กระจายออกไป

“รอยแยกมิติใหม่งั้นหรือ? มิติลาวาเดือด?”

“ผู้การรัฐทะเลเหนือคิดเปิดการประลอง ผู้ชนะสามารถมีส่วนร่วมในการเข้ายึดครองต่างมิติ?”

“เห~ มีเรื่องดีๆแบบนี้ด้วยแฮะ ว่าแต่ใครกันที่เป็นผู้การรัฐทะเลเหนือ? กล้าพูดแบบนี้แสดงว่าภูมิหลังของเขาต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน”

“บางทีเขาอาจแค่อยากเอาชนะผู้แข็งแกร่งที่มาเข้าร่วมก็ได้”

“เป็นแค่เลเวล C ? ฮะฮ่า! พระเจ้าประทานโชคลาภให้ฉันแล้ว!”

ในโลกใบนี้ ยังมีคนอีกมากที่ไม่รู้จักฉินเฟิง เมื่อได้รับข้อมูลนี้จึงบังเกิดความคิดแตกต่างกันไป บ้างก็คิดว่านี่อาจมีอะไรไม่ชอบมาพากล บ้างก็สนใจแต่สมบัติฟ้าดินที่ปรากฏขึ้นในรัฐทะเลเหนือ บ้างก็คิดว่าผู้การรัฐกำลังคิดรวบรวมผู้คนจากสถานการณ์ ผนึกกำลังให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ทั้งหมดต่างก็คิดเห็นไปในทำนองเดียวกันว่านี่คือโอกาสทอง!!

และฉินเฟิงก็คร้านจะอธิบายอะไรเพิ่มเติมอีก ในสถานที่แถบชานเมืองของเมืองลาวาเดือด ฉินเฟิงได้ทำการจัดตั้งลานประลองขึ้น

โดยอาศัยพลังของผู้ใช้อบิลิตี้ดิน ปรับระดับหน้าดิน ถมขุนเขา ก่อตั้งเป็นลานจัตุรัส

สำหรับในส่วนของผู้ชมหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ แทบไม่มีเลย

เขากระทั่งไม่ใส่ใจกวาดล้างทุ่งล่าแถบนี้ให้หมดจด ปล่อยปละสัตว์ร้ายไว้ทั้งๆแบบนั้น

แต่แน่นอน ว่าพอถึงงานวันประลอง เดี๋ยวพวกสัตว์ร้ายเหล่านั้นคงหลบหนีไปด้วยความหวาดกลัวเอง!

จบบทที่ Ep.648 - คิดสู้?

คัดลอกลิงก์แล้ว