เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 48 ศพพิงต้นไม้

ตอนที่ 48 ศพพิงต้นไม้

ตอนที่ 48 ศพพิงต้นไม้  


ตอนที่ 48 ศพพิงต้นไม้

เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวนั้น ผมก็ระวังตัวขึ้นมาทันที ในมือถือไม้บรรทัดเทียนเผิงไว้แน่น เดินอย่างระมัดระวังไปยังทิศทางที่มาของเสียง

ไม่ไกลจากสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจาง มีป่าละเมาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซึ่งห่างออกไปเพียงสิบกว่าเมตร ป่าละเมาะแห่งนั้นเขียวขจี ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจางที่ไร้หญ้าแม้แต่ต้นเดียว

เสียงประหลาดดังมาจากป่าละเมาะแห่งนั้น

จางอวิ๋นเหยาเดินตามผมมาติด ๆ ผู้หญิงคนนี้ก็ช่างกล้าหาญจริง ๆ กลางค่ำกลางคืนยังกล้าตามผมมาที่สุสานแห่งนี้ถือว่าใจแข็งใช่เล่น ในไม่ช้า เราสองคนก็เดินเข้าไปถึงใจกลางของป่า พลันสายตาก็เห็นแสงสีเหลืองสลัว ๆ ส่องสว่างวาบอยู่ข้างใน

แล้วภาพตรงหน้าก็ทำให้เราทั้งคู่ถึงกับอึ้ง

มีชายคนหนึ่งกำลังเดินโงนเงนขณะเปลือยท่อนบน ในมือถือเทียนสีแดงเล่มหนึ่ง หัวเราะคิกคักอย่างชวนขนลุก กำลังเดินตรงไปที่ต้นไม้ใหญ่

เพียงเห็นเงาจากแผ่นหลังนี้ จางอวิ๋นเหยาก็ร้องอุทานออกมาทันที “นั่นมัน...พี่ชายฉัน...!!”

ผมเองก็พอจะมองออกอยู่หรอก ว่าคนที่ถือเทียนเล่มนั้นคือจางอวิ๋นเลี่ยง ในขณะเดียวกัน ในใจก็สงสัยอย่างยิ่งว่าไอ้เด็กคนนี้กำลังทำบ้าอะไรอยู่ ดึกดื่นออกมาเดินแก้ผ้าถือเทียนในป่าช้าแบบนี้?

ผมรีบยกมือห้ามไม่ให้จางอวิ๋นเหยาส่งเสียงพร้อมชี้ไปยังทิศทางของจางอวิ๋นเลี่ยง ส่งสัญญาณบอกให้แอบตามไปก่อน

พวกเราค่อย ๆ ตามหลังจางอวิ๋นเลี่ยงห่างกันราว ๆ เจ็ดแปดเมตร เดินตามเขาไปยังทิศทางที่เขาไปอย่างช้า ๆ

พอพวกเราตามเขาไปได้ครึ่งทาง ก็เห็นภาพที่น่าขนลุกจนแทบสิ้นสติ

ข้างต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น มีร่างคนพิงอยู่ คนผู้นี้สวมชุดไว้ทุกข์ ใบหน้าขาวซีด ดูก็รู้ว่าเป็นคนตาย เมื่อมองจากเครื่องแต่งกายแล้ว คาดว่าน่าจะเป็นศพของบรรพบุรุษตระกูลจางที่ขุดออกมาจากสุสาน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมศพนี้ถึงมาปรากฏอยู่ในป่าละเมาะแห่งนี้ได้

ต่อมา ผมกับจางอวิ๋นเหยาก็เห็นภาพที่น่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม จางอวิ๋นเลี่ยงในตอนนั้นถือเทียนสีแดงที่จุดไฟแล้วเล่มหนึ่ง ซึ่งเทียนเล่มนี้เป็นเทียนที่ใช้ไหว้ก่อนที่จะพรวนดินขุดสุสาน เขาเอาเทียนสีแดงที่กำลังลุกไหม้อยู่ในมือเข้าไปใกล้คางของศพนั้น แล้วใช้ไฟลนคางของศพโดยตรง ไม่นานนัก คางของศพนั้นก็ถูกไฟลนจนดำ แล้วก็มีของเหลวหยดลงมาทีละหยด

ไอ้เด็กคนนี้กำลังทำอะไรกันแน่? ผมเป็นคนใจกล้าอยู่แล้ว ถึงแม้ในใจจะรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้างกับภาพตรงนี้ แต่ก็ยังคงสงบสติอารมณ์ไว้ได้ แต่จางอวิ๋นเหยาที่อยู่ข้าง ๆ กลับทนไม่ไหว มือข้างหนึ่งพยายามปิดปากแน่น แต่ก็ห้ามที่จะอาเจียนออกมาไม่ได

ภาพนี้มันเกินกว่าที่คนทั่วไปจะรับไหวจริง ๆ นอกจากนี้ จางอวิ๋นเหยายังรู้สึกหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง เธอเข้ามาชิดผมโดยไม่รู้ตัว สองมือจับแขนของผมไว้แน่น ตัวสั่นเทิ้มทั้งร่าง “คุณ...คุณชายอู๋...พี่ชายของฉันกำลังทำอะไรคะ?” จางอวิ๋นเหยาถามเสียงสั่น“เบา ๆ หน่อย อย่าให้เขารู้ตัว เขาอาจโดนอะไรสักอย่างสิงอยู่” ผมตอบเสียงเบา

จางอวิ๋นเลี่ยงยังคงใช้เทียนลนอยู่ที่คางของศพนั้น น้ำมันศพหยดลงมาทีละหยดและใช้มืออีกข้างรองรับไว้ เนื่องจากจางอวิ๋นเลี่ยงหันหลังให้พวกเรา พวกเราจึงมองไม่เห็นด้านหน้า เห็นเพียงจางอวิ๋นเลี่ยงกำลังใช้มือรองรับน้ำมันศพนั้นแล้วก็เอาเข้าไปใกล้ใบหน้าของตัวเอง ไม่รู้ว่าทาบนใบหน้าหรือว่าดื่มเข้าไปกันแน่ พอเห็นภาพนี้ผมก็เริ่มทนไม่ไหวเหมือนกัน มันน่าขยะแขยงเกินไป

แต่ไม่ว่าจางอวิ๋นเลี่ยงจะกำลังทำอะไรอยู่ สถานการณ์แบบนี้สำหรับเขาแล้วไม่เป็นผลดีอย่างยิ่ง มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำให้เขาถึงแก่ชีวิต และผมต้องเข้าไปห้ามเขาให้ได้

ทันใดนั้น ผมก็หันไปมองจางอวิ๋นเหยา เอ่ยถามว่า “ยันต์ที่ฉันให้เธอไว้ได้พกติดตัวมาด้วยหรือเปล่า?”

จางอวิ๋นเหยาพยักหน้าตอบรับ “ยังอยู่ค่ะ”

“อยู่ที่นี่อย่าไปไหน ฉันจะไปช่วยพี่ชายของเธอ”

“ค่ะ” เธอตอบตกลง แต่ยังเกาะแขนผมแน่นไม่ปล่อยจนผมต้องจ้องเธอกลับ เธอถึงได้หน้าแดงรีบปล่อยมือออก

ผมถือไม้บรรทัดเทียนเผิง ค่อย ๆ เดินไปยังจางอวิ๋นเลี่ยง เมื่อเข้าใกล้จางอวิ๋นเลี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ เทียนในมือของเขาก็ส่องสว่าง ใบหน้าของศพนั้นวับ ๆ แวม ๆ ยิ่งทำให้ดูน่ากลัว เมื่อผมอยู่ห่างจากจางอวิ๋นเลี่ยงเพียงสามสี่ก้าว ทันใดนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่า ศพที่พิงอยู่บนต้นไม้นั้นกลับลืมตาขึ้นมา ดวงตาทั้งหมดเป็นสีขาว จ้องมองมาที่ผมอย่างไม่กระพริบ ทำเอาผมเย็นวาบไปทั้งตัว

ผมตะลึงไปชั่วขณะ หัวใจเต้นรัว แต่เมื่อรออยู่ครู่หนึ่ง ก็พบว่าศพนั้นเพียงแค่ลืมตาขึ้นมา ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ต่อไป ถึงได้วางใจลง

ทันใดนั้น ผมก็รวบรวมลมปราณที่จุดตันเถียน ตะโกนใส่จางอวิ๋นเลี่ยงเสียงดัง “จางอวิ๋นเลี่ยง!”

เสียงตะโกนนี้ดังราวกับเสียงฟ้าร้อง คนทั่วไปได้ยินแล้วคงขวัญหนีดีฝ่อ

นี่เป็นวิชาอย่างหนึ่งที่ผมใช้ เรียกว่าวิชาคำรามสะท้านวิญญาณแห่งเต๋า ถ้ามีสิ่งชั่วร้ายเข้าสิงอยู่ในร่างของจางอวิ๋นเลี่ยง เมื่อโดนเสียงตะโกนของผมเข้าไป ก็จะสามารถทำให้สิ่งนั้นตกใจจนวิญญาณออกจากร่างได้

หลังจากเสียงตะโกนนี้ดังขึ้น ร่างของจางอวิ๋นเลี่ยงก็สั่นสะท้าน หยุดการกระทำในมือลงจริง ๆ ศีรษะของเขาค่อย ๆ หันกลับมาอย่างช้า ๆ เหมือนกับหุ่นกระบอก

เมื่อใบหน้าของเขาหันมาทางผม ผมก็พบว่าใบหน้าของจางอวิ๋นเลี่ยงมันแวววาว ราวกับทาด้วยน้ำมันชั้นหนึ่ง

ในตอนนั้น ใบหน้าของจางอวิ๋นเลี่ยงช่างดูดุร้าย ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดงก่ำ ในลำคอยังมีเสียงคำรามต่ำ ๆ ลอดออกมาเหมือนกับสัตว์ป่า

ผมใจหล่นวูบ…เขาไม่ได้ถูกผีสิง แต่กลายสภาพไปด้วยเหตุผลบางอย่างที่ผมยังไม่เข้าใจ

วินาทีต่อมา จางอวิ๋นเลี่ยงก็โยนเทียนสีแดงในมือมาทางผม ผมโบกมือปัดเทียนเล่มนั้นกระเด็นออกไป แต่ในเสี้ยววินาที จางอวิ๋นเลี่ยงก็กระโจนเข้าใส่ผมราวกับเสือ

แรงจากตัวเขามหาศาลจนผลักผมถอยหลังล้มลงไปกับพื้น สองมือโอบกอดผมไว้แน่น กลิ่นซากศพเน่าผุดออกมาจากร่างเขาแทบทำให้ผมอาเจียน ที่สำคัญคือ ตอนนี้ไอ้เด็กคนนี้ช่างมีแรงมหาศาล สองมือนั้นกำลังบีบคอของผม ในลำคอก็ส่งเสียงคำรามต่ำ ๆ ไม่หยุด ท่าทางแบบนี้ชัดเจนว่าต้องการจะบีบคอผมให้ตาย

ผมย่อมไม่ยอมนั่งรอความตาย ในมือยังคงถือไม้บรรทัดเทียนเผิงอยู่ ก่อนจะทุบลงบนร่างของเขาอย่างแรง

ไม้บรรทัดเทียนเผิงนี้ใช้จัดการกับภูตผี ขอเพียงโดนเข้าไปสักครั้ง ก็เพียงพอที่จะทำให้มันเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่ทว่าเมื่อไม้บรรทัดเทียนเผิงนี้ตกลงบนร่างของจางอวิ๋นเลี่ยง กลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ

ในขณะเดียวกัน หางตาของผมก็เห็นว่า ศพที่พิงอยู่บนต้นไม้ใหญ่นั้น เหมือนจะขยับเล็กน้อย...

[จบแล้ว]

จบบทที่ ตอนที่ 48 ศพพิงต้นไม้

คัดลอกลิงก์แล้ว