- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 48 ศพพิงต้นไม้
ตอนที่ 48 ศพพิงต้นไม้
ตอนที่ 48 ศพพิงต้นไม้
ตอนที่ 48 ศพพิงต้นไม้
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวนั้น ผมก็ระวังตัวขึ้นมาทันที ในมือถือไม้บรรทัดเทียนเผิงไว้แน่น เดินอย่างระมัดระวังไปยังทิศทางที่มาของเสียง
ไม่ไกลจากสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจาง มีป่าละเมาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซึ่งห่างออกไปเพียงสิบกว่าเมตร ป่าละเมาะแห่งนั้นเขียวขจี ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจางที่ไร้หญ้าแม้แต่ต้นเดียว
เสียงประหลาดดังมาจากป่าละเมาะแห่งนั้น
จางอวิ๋นเหยาเดินตามผมมาติด ๆ ผู้หญิงคนนี้ก็ช่างกล้าหาญจริง ๆ กลางค่ำกลางคืนยังกล้าตามผมมาที่สุสานแห่งนี้ถือว่าใจแข็งใช่เล่น ในไม่ช้า เราสองคนก็เดินเข้าไปถึงใจกลางของป่า พลันสายตาก็เห็นแสงสีเหลืองสลัว ๆ ส่องสว่างวาบอยู่ข้างใน
แล้วภาพตรงหน้าก็ทำให้เราทั้งคู่ถึงกับอึ้ง
มีชายคนหนึ่งกำลังเดินโงนเงนขณะเปลือยท่อนบน ในมือถือเทียนสีแดงเล่มหนึ่ง หัวเราะคิกคักอย่างชวนขนลุก กำลังเดินตรงไปที่ต้นไม้ใหญ่
เพียงเห็นเงาจากแผ่นหลังนี้ จางอวิ๋นเหยาก็ร้องอุทานออกมาทันที “นั่นมัน...พี่ชายฉัน...!!”
ผมเองก็พอจะมองออกอยู่หรอก ว่าคนที่ถือเทียนเล่มนั้นคือจางอวิ๋นเลี่ยง ในขณะเดียวกัน ในใจก็สงสัยอย่างยิ่งว่าไอ้เด็กคนนี้กำลังทำบ้าอะไรอยู่ ดึกดื่นออกมาเดินแก้ผ้าถือเทียนในป่าช้าแบบนี้?
ผมรีบยกมือห้ามไม่ให้จางอวิ๋นเหยาส่งเสียงพร้อมชี้ไปยังทิศทางของจางอวิ๋นเลี่ยง ส่งสัญญาณบอกให้แอบตามไปก่อน
พวกเราค่อย ๆ ตามหลังจางอวิ๋นเลี่ยงห่างกันราว ๆ เจ็ดแปดเมตร เดินตามเขาไปยังทิศทางที่เขาไปอย่างช้า ๆ
พอพวกเราตามเขาไปได้ครึ่งทาง ก็เห็นภาพที่น่าขนลุกจนแทบสิ้นสติ
ข้างต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น มีร่างคนพิงอยู่ คนผู้นี้สวมชุดไว้ทุกข์ ใบหน้าขาวซีด ดูก็รู้ว่าเป็นคนตาย เมื่อมองจากเครื่องแต่งกายแล้ว คาดว่าน่าจะเป็นศพของบรรพบุรุษตระกูลจางที่ขุดออกมาจากสุสาน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมศพนี้ถึงมาปรากฏอยู่ในป่าละเมาะแห่งนี้ได้
ต่อมา ผมกับจางอวิ๋นเหยาก็เห็นภาพที่น่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม จางอวิ๋นเลี่ยงในตอนนั้นถือเทียนสีแดงที่จุดไฟแล้วเล่มหนึ่ง ซึ่งเทียนเล่มนี้เป็นเทียนที่ใช้ไหว้ก่อนที่จะพรวนดินขุดสุสาน เขาเอาเทียนสีแดงที่กำลังลุกไหม้อยู่ในมือเข้าไปใกล้คางของศพนั้น แล้วใช้ไฟลนคางของศพโดยตรง ไม่นานนัก คางของศพนั้นก็ถูกไฟลนจนดำ แล้วก็มีของเหลวหยดลงมาทีละหยด
ไอ้เด็กคนนี้กำลังทำอะไรกันแน่? ผมเป็นคนใจกล้าอยู่แล้ว ถึงแม้ในใจจะรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้างกับภาพตรงนี้ แต่ก็ยังคงสงบสติอารมณ์ไว้ได้ แต่จางอวิ๋นเหยาที่อยู่ข้าง ๆ กลับทนไม่ไหว มือข้างหนึ่งพยายามปิดปากแน่น แต่ก็ห้ามที่จะอาเจียนออกมาไม่ได
ภาพนี้มันเกินกว่าที่คนทั่วไปจะรับไหวจริง ๆ นอกจากนี้ จางอวิ๋นเหยายังรู้สึกหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง เธอเข้ามาชิดผมโดยไม่รู้ตัว สองมือจับแขนของผมไว้แน่น ตัวสั่นเทิ้มทั้งร่าง “คุณ...คุณชายอู๋...พี่ชายของฉันกำลังทำอะไรคะ?” จางอวิ๋นเหยาถามเสียงสั่น“เบา ๆ หน่อย อย่าให้เขารู้ตัว เขาอาจโดนอะไรสักอย่างสิงอยู่” ผมตอบเสียงเบา
จางอวิ๋นเลี่ยงยังคงใช้เทียนลนอยู่ที่คางของศพนั้น น้ำมันศพหยดลงมาทีละหยดและใช้มืออีกข้างรองรับไว้ เนื่องจากจางอวิ๋นเลี่ยงหันหลังให้พวกเรา พวกเราจึงมองไม่เห็นด้านหน้า เห็นเพียงจางอวิ๋นเลี่ยงกำลังใช้มือรองรับน้ำมันศพนั้นแล้วก็เอาเข้าไปใกล้ใบหน้าของตัวเอง ไม่รู้ว่าทาบนใบหน้าหรือว่าดื่มเข้าไปกันแน่ พอเห็นภาพนี้ผมก็เริ่มทนไม่ไหวเหมือนกัน มันน่าขยะแขยงเกินไป
แต่ไม่ว่าจางอวิ๋นเลี่ยงจะกำลังทำอะไรอยู่ สถานการณ์แบบนี้สำหรับเขาแล้วไม่เป็นผลดีอย่างยิ่ง มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำให้เขาถึงแก่ชีวิต และผมต้องเข้าไปห้ามเขาให้ได้
ทันใดนั้น ผมก็หันไปมองจางอวิ๋นเหยา เอ่ยถามว่า “ยันต์ที่ฉันให้เธอไว้ได้พกติดตัวมาด้วยหรือเปล่า?”
จางอวิ๋นเหยาพยักหน้าตอบรับ “ยังอยู่ค่ะ”
“อยู่ที่นี่อย่าไปไหน ฉันจะไปช่วยพี่ชายของเธอ”
“ค่ะ” เธอตอบตกลง แต่ยังเกาะแขนผมแน่นไม่ปล่อยจนผมต้องจ้องเธอกลับ เธอถึงได้หน้าแดงรีบปล่อยมือออก
ผมถือไม้บรรทัดเทียนเผิง ค่อย ๆ เดินไปยังจางอวิ๋นเลี่ยง เมื่อเข้าใกล้จางอวิ๋นเลี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ เทียนในมือของเขาก็ส่องสว่าง ใบหน้าของศพนั้นวับ ๆ แวม ๆ ยิ่งทำให้ดูน่ากลัว เมื่อผมอยู่ห่างจากจางอวิ๋นเลี่ยงเพียงสามสี่ก้าว ทันใดนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่า ศพที่พิงอยู่บนต้นไม้นั้นกลับลืมตาขึ้นมา ดวงตาทั้งหมดเป็นสีขาว จ้องมองมาที่ผมอย่างไม่กระพริบ ทำเอาผมเย็นวาบไปทั้งตัว
ผมตะลึงไปชั่วขณะ หัวใจเต้นรัว แต่เมื่อรออยู่ครู่หนึ่ง ก็พบว่าศพนั้นเพียงแค่ลืมตาขึ้นมา ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ต่อไป ถึงได้วางใจลง
ทันใดนั้น ผมก็รวบรวมลมปราณที่จุดตันเถียน ตะโกนใส่จางอวิ๋นเลี่ยงเสียงดัง “จางอวิ๋นเลี่ยง!”
เสียงตะโกนนี้ดังราวกับเสียงฟ้าร้อง คนทั่วไปได้ยินแล้วคงขวัญหนีดีฝ่อ
นี่เป็นวิชาอย่างหนึ่งที่ผมใช้ เรียกว่าวิชาคำรามสะท้านวิญญาณแห่งเต๋า ถ้ามีสิ่งชั่วร้ายเข้าสิงอยู่ในร่างของจางอวิ๋นเลี่ยง เมื่อโดนเสียงตะโกนของผมเข้าไป ก็จะสามารถทำให้สิ่งนั้นตกใจจนวิญญาณออกจากร่างได้
หลังจากเสียงตะโกนนี้ดังขึ้น ร่างของจางอวิ๋นเลี่ยงก็สั่นสะท้าน หยุดการกระทำในมือลงจริง ๆ ศีรษะของเขาค่อย ๆ หันกลับมาอย่างช้า ๆ เหมือนกับหุ่นกระบอก
เมื่อใบหน้าของเขาหันมาทางผม ผมก็พบว่าใบหน้าของจางอวิ๋นเลี่ยงมันแวววาว ราวกับทาด้วยน้ำมันชั้นหนึ่ง
ในตอนนั้น ใบหน้าของจางอวิ๋นเลี่ยงช่างดูดุร้าย ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดงก่ำ ในลำคอยังมีเสียงคำรามต่ำ ๆ ลอดออกมาเหมือนกับสัตว์ป่า
ผมใจหล่นวูบ…เขาไม่ได้ถูกผีสิง แต่กลายสภาพไปด้วยเหตุผลบางอย่างที่ผมยังไม่เข้าใจ
วินาทีต่อมา จางอวิ๋นเลี่ยงก็โยนเทียนสีแดงในมือมาทางผม ผมโบกมือปัดเทียนเล่มนั้นกระเด็นออกไป แต่ในเสี้ยววินาที จางอวิ๋นเลี่ยงก็กระโจนเข้าใส่ผมราวกับเสือ
แรงจากตัวเขามหาศาลจนผลักผมถอยหลังล้มลงไปกับพื้น สองมือโอบกอดผมไว้แน่น กลิ่นซากศพเน่าผุดออกมาจากร่างเขาแทบทำให้ผมอาเจียน ที่สำคัญคือ ตอนนี้ไอ้เด็กคนนี้ช่างมีแรงมหาศาล สองมือนั้นกำลังบีบคอของผม ในลำคอก็ส่งเสียงคำรามต่ำ ๆ ไม่หยุด ท่าทางแบบนี้ชัดเจนว่าต้องการจะบีบคอผมให้ตาย
ผมย่อมไม่ยอมนั่งรอความตาย ในมือยังคงถือไม้บรรทัดเทียนเผิงอยู่ ก่อนจะทุบลงบนร่างของเขาอย่างแรง
ไม้บรรทัดเทียนเผิงนี้ใช้จัดการกับภูตผี ขอเพียงโดนเข้าไปสักครั้ง ก็เพียงพอที่จะทำให้มันเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่ทว่าเมื่อไม้บรรทัดเทียนเผิงนี้ตกลงบนร่างของจางอวิ๋นเลี่ยง กลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
ในขณะเดียวกัน หางตาของผมก็เห็นว่า ศพที่พิงอยู่บนต้นไม้ใหญ่นั้น เหมือนจะขยับเล็กน้อย...
[จบแล้ว]