- หน้าแรก
- จักรพรรดิปรุงยาแห่งวิถีสวรรค์
- บทที่ 2131 ทะลวงระดับวิญญาณปฐพี
บทที่ 2131 ทะลวงระดับวิญญาณปฐพี
บทที่ 2131 ทะลวงระดับวิญญาณปฐพี
ไม่น่าแปลกใจที่ราชานิรันดร์ซ่างจื้อเว่ยจู่ ๆ ก็คลุ้มคลั่งขึ้นมา เพราะนางพบว่าทายาทของอดีตคนรักได้ปรากฏตัวขึ้น
ที่สำคัญกว่านั้น ทายาทผู้นั้นกลับมุ่งหน้าไปยังตำหนักมัจฉาวายุภักษ์ แน่นอนว่ายิ่งกระตุ้นให้นางอยากบดขยี้ตำหนักแห่งนี้ให้ราบคาบยิ่งขึ้น
ทำไมกัน?
ตอนแย่งกับเทียนอวิ๋นยังแพ้ไม่พอหรือ? ตอนนี้ทายาทของนางยังจะสู้ไม่ได้กับอวตารของเทียนอวิ๋นอีก?
“พวกเจ้าไปพักก่อนเถอะ” หลงเยว่ซีโบกมือ ไล่เบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ตลอดกาลนานที่นางยืนหยัดมาตลอด แต่คราวนี้ที่ซ่างจื้อเว่ยเปลี่ยนท่าทีอย่างกะทันหัน อาจถึงขั้นสั่นคลอนรากฐานของตำหนักมัจฉาวายุภักษ์ได้จริง
ในอดีต ทุกคนต้องรวมพลังกันเผชิญความยากลำบาก เพราะหากตำหนักมัจฉาวายุภักษ์ถูกทำลาย ทุกคนย่อมตายหมด
แต่ตอนนี้ล่ะ?
เมื่อซ่างจื้อเว่ยเริ่มประนีประนอม ก็เหมือนตัดแรงกระตุ้นของผู้คนไปในทันที
หากหลงเยว่ซียังแข็งแกร่ง หรือฮูหนิวเติบโตจนบรรลุราชานิรันดร์ระดับเจ็ดหรือแปด ทุกคนคงยังพอมีความหวัง แต่ตอนนี้หลงเยว่ซีราวกับเทียนไขใกล้ดับ ฮูหนิวเองก็ยังห่างไกลจากการเป็นราชานิรันดร์ แล้วใครจะยอมอดทนต่อไปในวันที่ไร้ความหวัง?
ยิ่งไปกว่านั้น ซ่างจื้อเว่ยยังล่อลวงด้วยการให้ตำแหน่งรองประมุขของตำหนักสี่สมุทรแก่ผู้ที่เปิดค่ายกลให้ ย่อมเป็นสิ่งล่อตาล่อใจมหาศาล
แรงกดดันมี ผลตอบแทนก็สูง แล้วจะรับรองได้อย่างไรว่าจะไม่มีผู้ทรยศ?
หลงเยว่ซีจึงต้องคอยระวังให้ดี ไม่เช่นนั้นหากซ่างจื้อเว่ยทะลวงเข้ามาได้โดยไม่มีค่ายกลมหาปราชญ์สวรรค์คอยป้องกัน ตนที่บาดเจ็บใกล้ตายนี้คงไม่มีทางรับมือได้แน่
“หลิงฮัน มาเล่นกันเถอะ!” ฮูหนิวยังขี้เล่นไม่เปลี่ยน แม้ประตูภูเขาจะถูกรุมล้อมก็ตาม
หลิงฮันจับมือนางไว้ “แล้วท่านพ่อท่านแม่ของข้าเล่า อยู่ที่ใด?”
“โอ้ อยู่ในเมืองเล็กห่างจากที่นี่หลายพันลี้” ฮูหนิวตอบแบบไม่ใส่ใจนัก
“ท่านพ่อท่านแม่...ยังอยู่ดีหรือไม่?” หลิงฮันถามด้วยความกังวล เวลาผ่านไปกว่าสิบพันปี หากไม่บ่มเพาะพลัง ก็ต้องล่วงลับไปนานแล้ว
“ไม่ต้องห่วง!” ฮูหนิวยิ้มกว้าง “พวกท่านอยู่ในระดับสร้างสรรพสิ่งแล้วล่ะ!”
พร้อมกระพริบตาให้อย่างมีเลศนัย
หลิงฮันเข้าใจทันทีว่า ฮูหนิวคงสอนการบ่มเพาะพลังให้พ่อแม่ของเขาเอง ไม่เช่นนั้นด้วยพรสวรรค์ของทั้งคู่ ไม่น่าบรรลุระดับสร้างสรรพสิ่งได้เร็วขนาดนี้
เขายกนิ้วโป้งให้นางเพื่อชมเชย
ฮูหนิวหน้าแดงนิด ๆ แต่ก็ยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ
“แล้วล่วนซิงกับคนอื่น ๆ ล่ะ?” หลิงฮันถามต่อ
ฮูหนิวทำตาโต แล้วจึงรีบเบือนสายตาหนี
“เจ้าทำอะไรอีกแล้ว?” หลิงฮันถอนหายใจ
“ฮี่ฮี่!” ฮูหนิวหัวเราะแบบมีพิรุธ
แน่นอน นางยังขี้หึงไม่เปลี่ยน ตั้งแต่หลัวไห่หรงพานางกลับมายังตำหนักมัจฉาวายุภักษ์ ก็จับจักรพรรดินี ธิดาโร๋ว และสตรีนกอมตะไปขังไว้ทันที พอหลิงฮันถามถึงเข้า นางก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที
“เจ้าเด็กคนนี้นี่!” หลิงฮันส่ายหน้า
สุดท้ายเขาก็สั่งให้ปล่อยจักรพรรดินีและคนอื่น ๆ ออกมา ฮูหนิวเกือบได้เปิดศึกกับจักรพรรดินี โชคดีที่หลิงฮันเข้าขวางทันเวลา และจัดการอบรมนางชุดใหญ่ เรื่องจึงจบลงไปได้
หลิงฮันมองไปที่ฮูหนิวกับจักรพรรดินี แล้วนึกถึงรักสามเส้าระหว่างมหาปราชญ์สวรรค์หยวนเซิ่ง ราชานิรันดร์เทียนอวิ๋น และราชานิรันดร์ซ่างจื้อเว่ย หากเขาจัดการไม่ดี อนาคตอาจกลายเป็นเช่นนั้นก็ได้
เขาอยากไปพบพ่อแม่ แต่ตำหนักสี่สมุทรก็กำลังล้อมเมืองอยู่ ไม่มีใครเข้าออกได้ แล้วจะไปอย่างไร?
โชคดีที่ตำหนักมัจฉาวายุภักษ์เป็นนิกายโบราณเก่าแก่ รากฐานมั่นคง ภายในเทือกเขามัจฉาวายุภักษ์ยังมีทั้งเขตแดนลี้ลับเฉียนเฉิน ทะเลวิญญาณหยาง หุบเขาวิญญาณหยิน ภูเขาวิญญาณปฐพี และสระวิญญาณสวรรค์
หากอยากทะลวงระดับตำหนักอมตะ ก็ยังมีตำหนักลี้ลับให้ฝึกฝน
หลิงฮันจึงตัดสินใจทะลวงระดับวิญญาณปฐพีก่อน เพราะตอนนี้เขามีเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว
แม้ตำหนักมัจฉาวายุภักษ์จะไม่รับศิษย์บุรุษโดยธรรมเนียมเดิม แม้แต่บุรุษที่พักอาศัยก็ยังไม่ต้อนรับ แต่หลิงฮันออกไปไม่ได้ ทำให้เมื่อใดที่เขาปรากฏตัว ก็ย่อมพบกับสายตาประหลาดจากเหล่าศิษย์สตรีทันที
ฮูหนิว จักรพรรดินี และธิดาโร๋ว ต่างก็บรรลุระดับวิญญาณปฐพีไปแล้ว และแม้แต่ระดับวิญญาณสวรรค์ก็บรรลุได้สำเร็จ
หลิงฮันจึงมอบเปลววิญญาณม่วงและโลหะดำสุริยันให้ทั้งสองเลือกเอาเอง แล้วจึงค่อยรวบรวมใหม่
ว่าจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นกับโชคของพวกนาง
จักรพรรดินีเลือกโลหะดำสุริยัน ส่วนฮูหนิวเลือกเปลววิญญาณม่วง ทั้งสองเข้าไปในหอคอยทมิฬเพื่อสื่อสารกับแก่นกำเนิดแห่งสวรรค์และปฐพี โดยในนั้นเวลาจะเร็วขึ้นพันเท่า จึงสามารถฝึกได้ตามใจ
ส่วนหลิงฮัน มุ่งหน้าสู่ภูเขาวิญญาณปฐพี
ภูเขานี้เดิมไม่ได้อยู่ในตำหนักมัจฉาวายุภักษ์ แต่อสูรต้นกำเนิดมัจฉาวายุภักษ์เป็นผู้ย้ายมันมาด้วยพลังอำนาจ มอบโอกาสให้ศิษย์ได้ฝึกฝนโดยไม่ต้องเดินทางไปไกล
ภูเขาวิญญาณปฐพีของจริงสูงตระหง่านกว่าเหล่าภูเขาลูกอื่นๆ สูงกว่าสิบพันฟุต แต่ด้วยความชำนาญในกฎเกณฑ์แห่งมิติของอสูรต้นกำเนิดมัจฉาวายุภักษ์ จึงปรับแต่งให้มันกลมกลืนกับทิวเขารอบข้างจนมองไม่ออก
ต้องเดินขึ้นไปเองเท่านั้นจึงจะรู้ว่า มันสูงยิ่งกว่าที่ตาเห็นหลายเท่า
หลิงฮันมาถึงตีนเขา ก่อนจะเริ่มปีนขึ้นไป
ระดับแบ่งแยกวิญญาณทั้งสี่ขั้นล้วนต้องใช้วัตถุพิเศษเป็นสื่อกลางในการแบ่งวิญญาณ ทว่าอัจฉริยะอย่างหลิงฮันสามารถใช้แก่นกำเนิดแห่งสวรรค์และปฐพีหลอมรวมวิญญาณของขั้นที่ห้าได้ จึงไม่จำเป็นต้องยุ่งยากเช่นนั้น
ในโลกนี้ไม่มีสื่อกลางหรือเขตแดนลี้ลับเช่นนี้เลย
สื่อกลางของระดับวิญญาณปฐพี คือผลึกวิญญาณปฐพี ซึ่งมีเพียงภูเขานี้เท่านั้นที่จะพบได้ หากนำออกนอกพื้นที่ มันจะสลายไปทันที เป็นข้อจำกัดที่สวรรค์และปฐพีกำหนดไว้
แน่นอน ผลึกวิญญาณปฐพีก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งจุดต่างจะชัดเจนที่สุดในเรื่องระดับความสูง ยิ่งเก็บได้บนที่สูง คุณภาพจะยิ่งดี หลิงฮันจึงปีนมุ่งสู่ยอดเขาทันที
ภูเขานี้จะปฏิเสธผู้ที่อยู่เหนือระดับวิญญาณหยิน และผู้ที่ต่ำกว่าระดับราชานิรันดร์จึงจะเข้าได้ หากราชานิรันดร์พยายามบุกเข้าไป จะทำให้เขตแดนลี้ลับนี้พังทลาย เพราะรับพลังมหาศาลไม่ไหว
ดังนั้น แม้จะอยากให้ใครช่วย ก็ต้องอยู่ในระดับแบ่งแยกวิญญาณเช่นเดียวกันเท่านั้น
แต่กับหลิงฮันแล้ว ภูเขานี้ก็เหมือนพื้นราบ
ทุก ๆ หมื่นฟุตจะมีด่านทบสอบ ซึ่งเป็นรูปแบบของพลังอำนาจลี้ลับแห่งสวรรค์และปฐพีแปลงเป็นรูปร่างมนุษย์ คอยเฝ้าด่านไว้ ต้องเอาชนะให้ได้ก่อนจึงจะผ่านได้
อสูรต้นกำเนิดมัจฉาวายุภักษ์ไม่ได้แค่ย้ายเขตแดนลี้ลับนี้มาเฉย ๆ แต่ยังปรับแต่งให้ง่ายลงอย่างมาก
แต่หลิงฮันก็ไม่ใส่ใจอะไรนัก ทุกด่านเขาเอาชนะได้ด้วยหมัดเดียว
ตั้งแต่เขาอยู่ระดับวิญญาณหยาง เขาก็สามารถต่อกรกับระดับวิญญาณสวรรค์ได้แล้ว แม้แต่ราชาระดับวิญญาณสวรรค์ยังต้องหวั่นเกรงการระเบิดพลังแก่นกำเนิดของเขา ด้วยพลังเช่นนี้ จะหวั่นเกรงเพียงระดับแบ่งแยกวิญญาณทั่วไปได้อย่างไร?
กระทั่งถึงระดับหมื่นฟุตสุดท้าย ได้พบกับศัตรูรูปร่างมนุษย์ที่มีพลังของราชาระดับตัดวิญญาณปฐพี ทว่า...ก็ยังไม่พ้นหมัดเดียวของหลิงฮัน
เขาขึ้นถึงยอดเขา พบกับผลึกวิญญาณปฐพีขนาดเท่าศีรษะ ที่ถือว่าดีที่สุดแล้ว
หลิงฮันหยิบผลึกวิญญาณปฐพีก้อนหนึ่งขึ้นมา โคจรพลังในตันเถียน ก่อนที่สายฟ้าและเปลวเพลิงจะพวยพุ่งออกมาไหลเข้าสู่ผลึกวิญญาณปฐพีทันที
ภายในก้อนศิลาโปร่งแสงนั้น ปรากฏต้นกล้าเล็ก ๆ ชูยอดงอกเงย เปลวเพลิงและสายฟ้ากระพริบแวววาว...