เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Ep.488 - มุ่งหน้าสู่เป่ยหัว

Ep.488 - มุ่งหน้าสู่เป่ยหัว

Ep.488 - มุ่งหน้าสู่เป่ยหัว


ตอนพิเศษ แถมตามคำขอ

โคตรพยัคฆ์โลกาวินาศ Ep.488 - มุ่งหน้าสู่เป่ยหัว

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความคิดเช่นนั้น แต่เมื่อได้เห็นรางวัลที่ฉินเฟิงมอบให้กับผู้ที่สามารถผ่านการคัดเลือกทั้งสิบ ทั้งหมดก็หุบปากเงียบ

แต่หากอยากให้พูดอย่างถูกต้อง ฉินเฟิงให้แค่เก้าคน เพราะตัวเขาเองไม่ต้องการ

รางวัลที่เขามอบให้ มันมากจนทุกคนต้องปิดปากเงียบ เป็นเม็ดเงินกว่า 500 ล้านเหรียญต่อคน ทั้งยังอนุญาตให้เข้าถึงระบบแลกเปลี่ยนภายในเมืองเฟิงหลี สามารถใช้เงินแลกเปลี่ยนกับแก่นอบิลิตี้สัตว์ร้ายได้โดยตรง

และเงิน 500 ล้านเหรียญ มันคือจำนวนพอดิบพอดีที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนแก่นอบิลิตี้ราชันย์สัตว์ร้ายเลเวล E

รางวัลนี้ กระทั่งในตระกูลผู้ใช้วรยุทธโบราณ ก็ยังถือว่าค่อนข้างสูง

และสำหรับอัจฉริยะจากสี่เมืองทะเลเหนือ มันไม่ต่างจากเนื้อหวานฉ่ำร่วงจากฟ้า โชคหล่นทับอย่างแท้จริง

พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าสิ่งดีๆแบบนี้ จะมาตกอยู่กับตนเอง

บางคนใช้เงินแลกเปลี่ยนกับแก่นราชันย์สัตว์ร้าย , บางคนแลกเปลี่ยนกระบวนท่าวรยุทธจากสุสานเทพสงคราม เช่น ระดับสามของเทคนิคเหิงหลง ฯลฯ

แม้การที่ฉินเฟิงตัดสินใจเข้าร่วมการประลองมันจะดูไม่ดี แต่ต้องขอบอกว่า รางวัลที่เขามอบให้ มันกลบทุกคำครหาไปสิ้น

“มีผู้การรัฐใจป้ำแบบนี้  ช่างเป็นโชคดีของพวกเราซะจริง”

“ฮ่าฮ่าฮ่า นั่นสิ ฉันยังจำได้อยู่เลย ว่าเมื่อปีที่แล้ว รางวัลของผู้ผ่านการคัดเลือกเลเวล E แต่ละคน คือสมุนไพรวิญญาณหายากเลเวล E , เหรียญพลังงานนิดๆหน่อยๆ และวิชาฝึกฝนที่สามารถไปได้ถึงเลเวล D เท่านั้นเอง”

“รางวัลปีก่อน เทียบกับปีนี้ไม่ได้เลย”

อันที่จริงนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะในปีก่อนๆ เป็นตระกูลผู้ใช้วรยุทธโบราณที่มักได้รับส่วนแบ่งรางวัลไป ดังนั้นเกาหยูคังเลยไม่สนใจที่จะมอบรางวัล ทั้งๆที่ปกติเขาเป็นคนใจกว้าง และเลือกโยนภาระนี้ ให้แก่ทางผู้นำสี่เมืองทะเลเหนือเป็นคนจัดการ

ทว่าในครั้งนี้ ฉินเฟิงเป็นคนจัดการด้วยตัวเอง รางวัลที่ตัวเขาในฐานะเลเวล C กับรางวัลของผู้นำสี่เมืองทะเลเหนือในเลเวล D ย่อมแตกต่างกันเป็นธรรมดา

และหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เกรงว่ากระทั่งอัจฉริยะจากสี่เมืองก่อนหน้า อาจมาขอเข้าร่วมกับเมืองเฟิงหลี สามารถกล่าวได้ว่า กลยุทธ์ใช้ของรางวัลล่อใจ ทำให้ฉินเฟิงสามารถดึงดูดผู้มีพรสวรรค์ได้มากมาย

ภายในสุสานเทพสงคราม ฉินเฟิงยืนอยู่เบื้องหน้าโจวฮ่าวกับจิ่นเฟย ช่วยให้คำแนะนำทั้งสอง

“ความแข็งแกร่งในเลเวล E ยังไม่เพียงพอ พวกนายต้องยกระดับให้เร็วที่สุด” ฉินเฟิงกล่าว

เลเวล E เป็นแค่จุดสตาร์ทเท่านั้น แต่ในงานประลองภูมิภาคทางตอนเหนือครั้งต่อไป มีโอกาสเสียชีวิตค่อนข้างสูง และฉินเฟิงไม่ต้องการให้เกิดเหตุร้ายขึ้น

“ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนก่อนงานประลองภาคเหนือจะเริ่มต้น ถ้าฉันพยายามฝึกฝนด้วยพลังทั้งหมดที่มี อาจยกระดับไปถึงเลเวล E3 ได้” โจวฮ่าวกล่าว

ส่วนจิ่นเฟยไม่ได้พูดอะไรมากมาย บอกตามตรง “ส่วนของฉันน่าจะไปถึงเลเวล E5 ได้”

อันที่จริงแล้ว การที่ทั้งสองสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ มันไม่ใช่เพราะเลเวล แต่เป็นเพราะกำลังเทียบตนเองกับสัตว์ประหลาดอย่างฉินเฟิง เลยทำให้แม้ตนเองจะวิวัฒได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่พอใจ เป็นผลให้ประสิทธิภาพในการต่อสู้ของพวกเขาถดถอยลง

การที่ต้นกล้าพยายามจะงอกขึ้นมาเร็วเกินไป ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป

อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการต่อสู้ของจิ่นเฟยกับโจวฮ่าว ก็ยังเป็นของจริง ความแข็งแกร่งทางกายภาพก็เช่นกัน

แต่เลเวลของทั้งสอง สำหรับฉินเฟิงในตอนนี้ ยังไงก็รู้สึกว่าไม่เพียงพอ

“ไม่ได้ อย่างน้อยต้องไปถึงเลเวล D” ฉินเฟิงกล่าว

โจวฮ่าวกับจิ่นเฟยขมวดคิ้วพร้อมกัน

“ต่อให้ฉันปล่อยให้เสี่ยวหวงกลืนแก่นอบิลิตี้เลเวล D เข้าไป แล้วใช้เทคนิคถ่ายโอนพลัง มันก็ไม่สามารถช่วยให้ฉันไปถึงเลเวล D ได้อยู่ดี มันยากเกินไป”

ในเวลาแค่เดือนเดียว จากเลเวล E2 แต่ต้องขึ้นมาเหยียบเลเวล D ให้ได้ มันเกินไปจริงๆ

เพราะความจุของตันเถียนมันมีขีดจำกัด ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสั่งสม ไม่ต้องกล่าวถึง เลเวล D ที่เป็นขอบเขตใหญ่ มันคือระดับที่กำลังภายในของผู้ใช้วรยุทธโบราณเกิดการเปลี่ยนแปลง จากกำลังภายในรูปแบบแก๊ส เปลี่ยนเป็นรูปแบบของเหลว

ช่องว่างมันกว้างเกินไป!

มันคือขอบเขตที่ผู้ใช้วรยุทธโบราณบางคน ไม่อาจสามารถตัดผ่านได้ชั่วชีวิต หากพลาดพลั้งยังทำให้ความเร็วในการฝึกฝนถดถอย

มันเป็นสิ่งที่ยากจะก้าวข้ามอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม ดวงตาของจิ่นเฟยกลับเปล่งประกายสดใส และกล่าว “ท่านประธาน การที่คุณบอกพวกเราแบบนี้ แสดงว่าเตรียมอะไรไว้ให้พวกเราใช่ไหม”

“นายเตรียมอะไรไว้ให้ฉัน?” โจวฮ่าวไม่รู้เรื่อง

ฉินเฟิงพยักหน้า “เดาได้ถูกต้อง ฉันได้เตรียมชีพจรธรณีเอาไว้ให้แล้ว มันจะช่วยให้ตันเถียนของพวกนายกว้างขึ้น และนั่นหมายถึงการยกระดับที่รวดเร็ว และง่ายยิ่งขึ้น”

เขาตั้งใจจะแบ่งผลึกชีพจรธรณีให้แก่โจวฮ่าวกับจิ่นเฟย จึงแยกบางส่วนนำไปเก็บไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

เพราะเจ้าสิ่งนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะมอบมันให้แก่ทุกคน ดังนั้นหลังจากการเก็บเกี่ยวในภูเขาศักดิ์สิทธิ์อยู่นาน เมื่อกลับมา ฉินเฟิงก็ไม่คิดคุยเรื่องนี้กับกองทหารรับจ้าง

ในขณะที่โกวก๋วน , โกวซ่ง และจิ่นเฟยต่างก็ทราบเรื่องนี้ดี แต่เลือกปิดปากเงียบ

จิ่นเฟยเฝ้ารอมานาน และเขาตระหนักดีว่าตนจำเป็นต้องสร้างผลงาน เพื่อให้ได้รับมันมา

และงานประลองในครั้งนี้ คือผลงานของเขา ฉินเฟิงเลยมอบรางวัลให้!

“ขอบพระคุณท่านประธาน!” จิ่นเฟยตื่นเต้นมาก

“ผลึกชีพจรธรณีงั้นหรอ? เจ้าสิ่งนี้ ใช่อันเดียวกับที่กระทั่งผู้ใช้พลังเลเวล B ก็ยังก้าวเข้าไปแย่งชิง? นี่ … มันแพงเกินไป” โจวฮ่าวเกิดความลังเล

ฉินเฟิงตบไหล่เขาและกล่าว “งานประลองจากนี้ไป อาจต้องสู้เสี่ยงชีวิต เจ้าพวกนี้ฉันแค่หยิบสุ่มๆมันขึ้นมาจากในกองที่มี มันไม่ได้แพงอย่างที่นายคิดหรอก”

จิ่นเฟยกล่าวเสริมว่า “หากเป็นสมบัติชิ้นอื่น ท่านประธานอาจไม่มีจริงๆ แต่ในกรณีของผลึกชีพจรธรณี ท่านประธานมีเยอะชนิดที่ว่าถ้าคุณเห็นต้องตกใจ”

สนทนากันอีกเล็กน้อย ทั้งสองก็เข้าไปยังห้องสมบัติในสุสานเทพสงคราม ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นโกดังของฉินเฟิงไปแล้ว ทว่านั่นเก็บของไว้แค่ 1/10 ส่วนที่เหลือ ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่มิติของไป๋หลี

ฉินเฟิงมอบผลึกชีพจรธรณีขนาดเท่าลูกบาสเก็ตบอลให้แก่จิ่นเฟยกับโจวฮ่าว เกรงว่าหลังจากทั้งสองดูดซับพลังงานจากเจ้าสิ่งนี้ ความแข็งแกร่งย่อมทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด

แน่นอน สถานที่ๆพวกเขาฝึกฝนได้ มีแค่บนเรือเหาะเท่านั้น

หลังจากพักผ่อนหนึ่งวัน ฉินเฟิงก็ออกเดินทางไปพร้อมกับคนอื่นๆ

แม้เรือเหาะจะไม่ใหญ่โตเท่ากับเมืองลอยฟ้า แต่มันก็ยังสามารถข่มขวัญผู้คน และยิ่งเทียบกับฮอลศึกแล้ว ตัวเรือเหาะมีการสั่นสะเทือนน้อยกว่ามาก หรืออาจเรียกว่าแทบไม่กระเทือนเลยก็ได้

เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากเขตสี่เมืองทะเลเหนือ ทั้งหมดไปรวมตัวกันอยู่ที่หน้าต่าง ก้มลงมองไปยังทิวทัศน์ภายนอก เห็นกระทั่งเรือเหาะลำเล็กๆ หลายลำกำลังบินตามพวกเขา

เรือเหาะเหล่านี้คือคำสั่งซื้อที่ซูซิงฝูได้รับ เมื่อผลิตเสร็จสิ้น ก็ขับออกมาขาย

“โอ้สวรรค์ เรือเหาะพวกนี้ มันราคาเท่าไหร่กันเนี่ย? กลุ่มเฟิงหลี จะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว!”

“ไม่แข็งแกร่งสิแปลก เพราะนี่คือกลุ่มของผู้การรัฐ ทรงอิทธิพลยิ่งกว่ากลุ่มต้าเฉิง , กลุ่มเล่ยถังเสียอีก”

“นั่นสิ มันคงจะดีไม่น้อยเลยถ้าฉันสามารถเข้าร่วมกับกลุ่มเฟิงหลีในอนาคต ถ้าได้ครอบครองเรือใหญ่แบบนี้ ฉันคงไปเที่ยวเตร่ อาละวาดในทุ่งล่าดั่งใจนึก”

หลายคนสนทนาด้วยความกระตือรือร้น

“เหอะ เจ้าพวกบ้านนอก!” รุ่นเยาว์จากตระกูลโหวส่งเสียงเย็นชาในลำคอ

“นายว่าใครบ้านนอก? นายเองก็เพิ่งเคยนั่งเรือเหาะเป็นครั้งแรกเหมือนกันนั่นแหละ!”

“ใช่ ใช่ อย่าพูดดีกว่า หรือถ้านายแน่จริง ก็ขับฮอลศึก แล้วไปเมืองเป่ยหัวด้วยตัวเองเลยสิ!”

“ใช่ ใช่ ลงจากเรือเหาะไปเลย!”

รุ่นเยาว์ตระกูลโหวหน้าตาแดงก่ำ แต่มิอาจหาคำใดมาหักล้างได้

ไอ้บ้าที่ไหนมันจะอยากไปนั่งฮอลศึกตอนนี้? เขาทำได้เพียงถลึงมองทั้งสี่กลับไปด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

สถานะของตระกูลผู้ใช้วรยุทธโบราณในสี่เมืองทะเลเหนือตอนนี้ตกต่ำลงแล้ว ทุกคนล้วนเป็นรุ่นเยาว์อัจฉริยะ ฉะนั้นจะไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ได้อย่างไร

เมื่อเห็นว่ารุ่นเยาว์ตระกูลโหวไม่ได้เอ่ยคำใด ตัวแทนจากทั้งสี่เมืองทะเลเหนือก็หันมาสนทนาเรื่องเมืองเป่ยหัวแทน

“เมืองเป่ยหัว ว่ากันว่ามีพื้นที่เทียบเท่ากับเมืองจริงๆก่อนยุคโลกาวินาศ ถ้านายขับรถศึกล่องเวหารุ่นธรรมดา จะต้องใช้เวลาถึงสองชั่วโมงถึงจะสามารถวิ่งผ่านเมือง!”

“เมืองใหญ่แบบนี้ จะต้องคึกคัก และมีชีวิตชีวามากแน่ๆ”

“ใช่ และยังได้ยินมาว่าเจ้าเมืองเป็นจ้าวพรมแดนที่แข็งแกร่งมาก”

เมืองเป่ยหัว คือเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตภาคเหนือ

และที่นี่ คือเมืองที่จ้าวพรมแดนซางฮันประจำการอยู่ มันคือศูนย์กลางของดินแดนทางตอนเหนือทั้งหมด

รอบชิงของงานประลองลูกรักของพระเจ้า จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน และก่อนหน้านั้น ฉินเฟิงในฐานะตัวแทนจากสี่เมืองทะเลเหนือ ต้องต่อสู้กับอัจฉริยะจากอีก 16 รัฐทางตอนเหนือ พวกเขาคืออัจฉริยะที่เป็นตัวแทนจากทั้ง 60 เมือง!

นี่เอง คือเหตุผลที่ต้องมุ่งหน้ามายังเมืองเป่ยหัว

จบบทที่ Ep.488 - มุ่งหน้าสู่เป่ยหัว

คัดลอกลิงก์แล้ว