- หน้าแรก
- ท่านเต๋า อย่าแกล้งซื่อ เรารู้ว่าท่านมีเวทย์เซียน
- บทที่ 46 เด็กฟิสิกส์นิวเคลียร์
บทที่ 46 เด็กฟิสิกส์นิวเคลียร์
บทที่ 46 เด็กฟิสิกส์นิวเคลียร์
ชายหนุ่มใส่แว่นพูดขึ้นว่า “สวัสดีครับท่านนักพรต ผมชื่อหลี่จั้นเผิง”
ซูหานยิ้มพลางพยักหน้า “ถ้าฉันเดาไม่ผิด คุณคงทำงานเกี่ยวกับวิจัยวิทยาศาสตร์สินะ”
หลี่จั้นเผิงชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ใช่ครับ ผมเรียนอยู่คณะฟิสิกส์นิวเคลียร์ มหาวิทยาลัยชิงหัว ตอนนี้อยู่ปีสองแล้วครับ”
เสียงในไลฟ์สดระเบิดขึ้นทันที
“โห๊ ตอนแรกนึกว่าเป็นเด็กเรียนธรรมดา ที่ไหนได้...นี่มันระดับอัจฉริยะเลยนิ”
“เรียนฟิสิกส์นิวเคลียร์เหรอ ฟังดูยิ่งใหญ่ขนาดนี้ อนาคตต้องเป็นเสาหลักของชาติแน่นอน”
“พี่คนนี้สุดยอดจริงๆ”
“งานวิจัยนี่เหนื่อยมากเลยนะ โดยเฉพาะนิวเคลียร์เนี่ย...ญาติเราก็ทำสายนี้ บางทีเมียเขาก็ยังแทบไม่ได้เจอหน้าตั้งหลายปีเลย”
...
แต่หลี่จั้นเผิงไม่ได้ใส่ใจข้อความในไลฟ์เลย เขาทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เข่าทั้งสองข้างกระแทกพื้นอย่างแรงแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าซูหาน
“ท่านนักพรต ได้โปรดช่วยผมด้วย ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้วจริงๆ”
น้ำตาไหลพราก เสียงสั่นเครืออย่างหมดหนทาง
คนดูในไลฟ์เริ่มงง
【น้ำตาลกรวดลูกแพร์ตุ๋น】: “คำโบราณบอกไว้ ผู้ชายเข่ามีค่ายิ่งกว่าทอง คนนี้ต้องเจอเรื่องใหญ่แน่”
【คนกางร่ม】: “พี่ชายใจเย็นนะ ไหนๆก็ได้ซองแดงสุ่มโชคแล้ว อาจารย์ต้องช่วยได้แน่นอน”
【แยมสตรอว์เบอร์รี】: “ใช่เลย อาจารย์ของเราน่ะสารพัดนึก หลากหลายความสามารถสุดๆ”
【หญ้าขึ้นและเบื่อหน่าย】: “ดูจากหน้าตาพี่ชายคนนี้แล้ว รู้เลยว่าเป็นคนจริงใจ ท่านนักพรตต้องไม่เมินเฉยแน่”
...
ไม่รู้ทำไมแต่แฟนๆในไลฟ์สดหลายคนรู้สึกถูกชะตากับหลี่จั้นเผิงตั้งแต่แรกเห็น รู้สึกว่าเป็นคนดีน่าไว้ใจ ตรงข้ามกับไอ้หลิวจื่อหมิงก่อนหน้านี้ แค่เห็นหน้าก็รู้สึกไม่ชอบแล้ว ซึ่งสุดท้ายก็เป็นจริง
“ใจเย็นก่อน” ซูหานเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ต้องคุกเข่าไปซะทุกเรื่อง ลุกขึ้นมาเล่าให้ฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น”
หลี่จั้นเผิงลุกขึ้น เช็ดน้ำตาแล้วพูดเสียงสะอื้น
“แม่ผมเสียไปตั้งแต่ผมยังเด็ก พ่อเป็นคนเลี้ยงผมมาคนเดียวครับ”
“เขาเป็นครูสอนประถมในอำเภอ ตั้งแต่เด็กก็สอนให้ผมตั้งใจเรียน โตขึ้นจะได้เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคม”
“ผมจำคำสอนของเขาไว้ขึ้นใจ จนสองปีก่อนก็สอบติดฟิสิกส์นิวเคลียร์ที่ชิงหัวได้ในที่สุด”
“ตอนนั้นคิดว่าทุกอย่างน่าจะราบรื่นแล้ว...แต่ไม่นาน พ่อผมก็ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับอ่อน...ขั้นสุดท้าย”
“ตลอดปีที่ผ่านมา เขาอดทนเข้ารับการรักษา แต่ก็ไม่ดีขึ้นเลย...ทุกครั้งที่เห็นพ่อนอนทรมานบนเตียง ผมรู้สึกเหมือนหัวใจถูกมีดกรีด”
“เมื่อวานนี้เอง โรงพยาบาลเซี่ยเหอในปักกิ่งแจ้งว่า ไม่จำเป็นต้องรักษาต่อแล้ว...ให้ผมรับพ่อกลับบ้าน”
...
บรรยากาศในไลฟ์สดเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเต็มไปด้วยคำปลอบโยน
【เด็ดดวงจันทร์คือการมีสติ】: “เฮ้อ...เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี่แหละน่ากลัวที่สุด ขอให้พี่เข้มแข็งนะ”
【ดอกเบญจมาศใหญ่】: “ฟังแล้วรู้สึกสะเทือนใจเลยแห๊ะ พี่ชายนี่มีความกตัญญูสูงมาก แต่ท่านนักพรตของเราก็ไม่ใช่หมอนะ มะเร็งตับอ่อนนี่โหดมากเลย”
【หลงหลงแต่ไม่หลง】: “ถ้าเป็นมะเร็งชนิดอื่นอาจจะยังมีหวัง แต่นี่คือมะเร็งตับอ่อน...สตีฟ จ็อบส์ก็ตายไปเพราะโรคนี้เหมือนกัน...”
【เต่าตัวใหญ่】: “คำโบราณว่า ยมบาลให้ตายตอนตีสาม เซี่ยเหอช่วยได้ถึงตีห้า แต่ถ้าเซี่ยเหอยังช่วยไม่ได้ ก็คงหมดทางจริงๆ”
【ไร้เดียงสา】: “เซี่ยเหอนี่โรงพยาบาลอันดับหนึ่งในประเทศเลยนะ ถ้าเขายังหมดหนทาง แม้แต่ท่านนักพตรก็คงได้แต่ช่วยเท่าที่ทำได้”
【ฟ้าแลบกลางถนน】: “พี่อย่าเสียใจเลย สอบติดชิงหัวได้ พ่อคุณต้องภูมิใจมากแน่นอน”
...
หลายคนในไลฟ์รู้สึกสงสารสุดหัวใจ เพราะโรคนี้คือมะเร็งอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุด ต่อให้ท่านนักพรตจะเก่งมากแค่ไหน เขาก็ไม่ใช่เทพเซียนเสียหน่อย จะไปรักษาอะไรแบบนี้ได้ยังไง
หลี่จั้นเผิงถอนหายใจเบาๆแล้วพูดว่า “จริงๆ ผมก็รู้ว่านี่มันหมดหวังแล้วแหละ แต่พอเห็นคลิปของท่านนักพรตช่วงนี้ รู้สึกว่าอาจจะยังมีปาฏิหาริย์เหลืออยู่สักนิดก็ยังดี...”
ซูหานแววตาเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “พาฉันไปดูอาการของพ่อคุณหน่อย”
หากเป็นก่อนหน้านี้ ซูหานเองก็คงไม่สามารถทำอะไรได้มาก แต่เมื่อวานเขาเพิ่งสุ่มได้รับคัมภีร์หมอเต๋าตอนนี้ก็ถือว่ามีความเป็นไปได้อยู่บ้างที่จะลอง
และจากใบหน้าของหลี่จั้นเผิง ซูหานก็ดูออกเลยว่า ชายคนนี้เป็นคนมีคุณธรรมจริงแท้ อนาคตต้องเป็นกำลังสำคัญของชาติแน่นอน ไหนจะได้ซองแดงสุ่มโชคของเขาอีก ในเมื่อพอจะช่วยได้ ซูหานก็ยินดีจะลงมือ
“พ่อผมอยู่ในห้องครับ”
หลี่จั้นเผิงรีบเดินนำไป เปิดประตูห้องนอน ภายในตกแต่งเรียบง่าย มีเพียงโต๊ะสองตัว เตียงหนึ่งเตียง บนโต๊ะวางขวดยาเต็มไปหมด
ชายชราราวหกสิบกว่าปี นอนอยู่บนเตียง สีหน้าเจ็บปวดทุรนทุรายจากโรคภัย หลี่จั้นเผิงรีบเดินไปนั่งข้างเตียง กุมมือพ่อไว้แน่น
“พ่อ เจ็บอีกแล้วใช่มั้ย เดี๋ยวผมฉีดยาให้นะ”
ตอนนี้หลี่จั้นเผิงคิดเพียงแค่อย่างเดียว ให้พ่อเจ็บน้อยลงสักนิดก็ยังดี
“เถอะ...พอแล้วลูก”
ชายชรากัดฟันพูดเสียงเบา “ปล่อยให้พ่อไปเถอะ...พ่ออยากเจอแม่แล้ว...ตอนนี้คุณก็เรียนมหาวิทยาลัยได้แล้ว พ่อภูมิใจมากเลยนะ”
“เสียดายก็แค่...ยังไม่ได้เห็นคุณมีครอบครัวเท่านั้นเอง”
คนในไลฟ์แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่
“ฮือ...ฉากแบบนี้เห็นกี่ทีก็ใจสั่น อยากให้คนที่เรารักอยู่กับเราไปนานๆจริงๆ”
“คิดถึงพ่อเลย...ตอนนั้นพ่อผมก็ป่วยหนัก นอนอยู่บนเตียงแบบนี้เลย พอนึกทีไรก็อดน้ำตาไหลไม่ได้สักที”
“แต่ก่อนอยากเป็นพยาบาลนะ แต่พอนึกว่าจะต้องเห็นคนเจ็บคนตายทุกวันก็ไม่ไหว เลยไปเป็นครูแทน”
“เอ๊ะ...อาจารย์หลี่ คนที่เคยเป็นครูผมนิ จำได้เลยว่าเขาเคยช่วยเรื่องทุนเรียนจนผมเรียนจบ ไม่คิดเลยว่าจะได้เจออีกทีในสภาพแบบนี้...”
...
หลี่จั้นเผิงหยิบยาสองขวดออกมาจากลิ้นชัก แล้วฉีดให้พ่ออย่างเชี่ยวชาญ ผ่านไปพักใหญ่ สีหน้าของชายชราก็ค่อยๆผ่อนคลายลง
มือที่เหี่ยวย่นยกขึ้นลูบศีรษะลูกชายเบาๆแล้วส่งยิ้มบางๆออกมา
“เปิ๋งเอ๋อร์ ตั้งใจเรียนให้ดีนะ หาแฟนน่ารักๆ แต่งงานมีลูก...พ่อคงไม่ได้อยู่เห็นวันนั้นแล้ว...”
สัมผัสจากฝ่ามืออันเย็นชืดนั้นทำให้หลี่จั้นเผิงรู้สึกราวกับย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง น้ำตาไหลพรากไม่อาจหยุดได้...