- หน้าแรก
- กำเนิดเทพเจ้าโบราณ
- บทที่ 60 เส้นทางแห่งการฝึกฝน
บทที่ 60 เส้นทางแห่งการฝึกฝน
บทที่ 60 เส้นทางแห่งการฝึกฝน
ไม่ว่าคาร์ลอยจะตกต่ำเพราะความรัก... หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม... มันก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของใครอีกต่อไป... ผลลัพธ์ คือสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจเสมอ... ไม่ใช่ กระบวนการ
คาร์ลอยร่ายรำเพลงมวยไทเก็ก... ฝึกฝนเพลงกระบี่ไทเก็กอยู่ในห้องฝึกฝน... ท่วงท่าที่ดูสบายๆ และเชื่องช้านั้น... ก็ไม่ต่างอะไรกับเหล่าคุณปู่คุณย่าที่ออกกำลังกายกันในลานกว้าง... แต่ทว่า... ระดับขั้นของคาร์ลอยนั้น... เป็นสิ่งที่คนเหล่านั้นยากที่จะเทียบเทียมได้
ในตอนนี้ของคาร์ลอย... หากมีคนภายนอกมาเห็น... จะต้องตกตะลึงกับการแสดงออกของเขาอย่างแน่นอน... เพราะท่วงท่าที่ยืดหยุ่นและลื่นไหลของคาร์ลอย... ความเป็นธรรมชาติที่แผ่ออกมานั้น... ทำให้ผู้ที่ได้มองรู้สึกสบายตาและจิตใจสงบลง... โดยปกติแล้ว... สิ่งที่จะสามารถสร้างผลลัพธ์เช่นนี้ได้... มักจะเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติที่เงียบสงบเท่านั้น... แต่ระดับขั้นของคาร์ลอยเพียงคนเดียว... กลับสามารถบรรลุถึงผลลัพธ์เช่นนั้นได้แล้ว... ตัวเขาเองดูเหมือนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของทิวทัศน์ธรรมชาติ... หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน
และคาร์ลอยในสภาวะเช่นนี้... ภายใต้การโคจรพลังตามวิชาไทเก็กอย่างต่อเนื่อง... พลังแห่งแสงสว่างก็หลั่งไหลเข้ามาในร่างกายของเขาไม่หยุดหย่อน... ลำแสงศักดิ์สิทธิ์สายแล้วสายเล่ารวมตัวกันในเส้นลมปราณของคาร์ลอย... ราวกับเป็นแม่น้ำแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์... จากนั้นก็ไหลไปรวมกันที่ตันเถียน... แล้วก็กระจายออกไปภายนอก... หมุนเวียนไปมา... ไม่มีจุดเริ่มต้น... ไม่มีจุดสิ้นสุด
ภายใต้การฝึกฝนเช่นนี้... ความคิดของคาร์ลอยก็พลันเคลื่อนไหว... ทันใดนั้นพลังแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งในร่างกายของเขา... ในตอนที่โคจรไปถึงตันเถียน... แล้วไหลย้อนกลับออกมา... กลับกลายร่างเป็น พลังแห่งเงา ไปในทันที!
ท่ามกลางพลังแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์มากมาย... พลังแห่งเงาสายนี้ดูโดดเด่นอย่างยิ่ง... แต่มันก็ได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว... ราวกับจะขัดต่อหลักเหตุผลทั่วไป... ก็เหมือนกับ... คนที่ดูดีขนาดนั้น... จะเป็นอาชญากรโรคจิตได้อย่างไร? คนที่ดูใจดี... กลับเป็นฆาตกรต่อเนื่อง? คนที่ดูซื่อสัตย์... กลับไม่ได้ซื่อสัตย์...
ไม่มีอะไรที่เป็นหลักเหตุผล... นั่นเป็นเพียงแค่เรื่องราวที่ชัดเจน... ที่เรามักจะมองเห็นอยู่เสมอเท่านั้น
ในตอนนี้ที่ได้ก้าวเข้าสู่ช่วงปลายของพาลาดินขั้นต้น... และจากการฝึกฝนวิชาไทเก็กอย่างต่อเนื่อง... คาร์ลอยก็สามารถเปลี่ยนพลังแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ส่วนหนึ่งให้กลายเป็นพลังแห่งเงาได้แล้ว... ระดับการเปลี่ยนแปลงนี้... มีเพียงประมาณสามส่วนเท่านั้น... และเพราะแสงศักดิ์สิทธิ์กับเงาไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้... ดังนั้นถ้าหากหลังจากที่เปลี่ยนเป็นพลังแห่งเงาแล้ว... คาร์ลอยไม่รีบใช้มันทันที... มันก็จะสลายไปอย่างรวดเร็ว
ดูเผินๆ แล้ว... การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไร... แต่คาร์ลอยก็ไม่เคยล้มเลิกที่จะทำเรื่องแบบนี้... เพราะถึงแม้เขาจะเข้าใจสภาพร่างกายของตัวเองแล้ว... แต่ความจริงที่ว่าพลังของเขาเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม... ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง... นี่ส่งผลกระทบต่อความสามารถของเขาอย่างมาก
เพราะพลังที่ขึ้นๆ ลงๆ... ทำให้พลังต่อสู้ของคาร์ลอยในแต่ละวัน... ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปด้วย... ที่จำกัดยิ่งกว่านั้นก็คือในตอนกลางคืน... เขาไม่สามารถใช้พลังแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ได้... อย่าว่าแต่จะอยู่ในสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์เลย... ต่อให้จะอยู่ในที่ที่มีคนอยู่... ใครก็ตามที่เปิดเผยว่าตัวเองมีพลังแห่งเงา... ก็ต้องตายสถานเดียว
ดังนั้น... คาร์ลอยจะต้องแก้ไขปัญหาที่ไม่สามารถใช้แสงศักดิ์สิทธิ์ในยามค่ำคืนให้ได้... ตอนนี้... แสงศักดิ์สิทธิ์สามารถเปลี่ยนเป็นพลังแห่งเงาได้สามส่วน... พร้อมกันนั้น... ในตอนกลางคืน... พลังแห่งเงาก็สามารถเปลี่ยนเป็นแสงศักดิ์สิทธิ์ได้สามส่วนเช่นกัน... นี่ก็เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของคาร์ลอยไปได้ชั่วคราว
และเป้าหมายสุดท้ายของการยืนหยัดที่จะเปลี่ยนแปลงเช่นนี้... ไม่ใช่เพียงเพื่อจะแก้ไขปัญหาที่ไม่สามารถใช้แสงศักดิ์สิทธิ์ในยามค่ำคืนได้เท่านั้น... คาร์ลอยยังมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก
เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากวิชาไทเก็กและทฤษฎีหยินหยางห้าธาตุของจีน... ทำให้คาร์ลอยรู้สึกว่า... แสงศักดิ์สิทธิ์และเงาไม่ไช่ว่า ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสิ้นเชิง... ทฤษฎีหยินหยางของไทเก็ก... ก็คือการที่หยินและหยางอยู่ร่วมกันและเกื้อกูลกัน... ถ้าแยกออกมาเดี่ยว ๆ... กลับไม่ยั่งยืน
สำหรับแสงศักดิ์สิทธิ์และเงา... คาร์ลอยย่อมมองว่ามันคือหยางและหยินตามลำดับ... และเขาได้ใช้แสงศักดิ์สิทธิ์สร้างเงาขึ้นมาแล้ว... และยังใช้เงาสร้างแสงศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาอีก... นี่อย่างน้อยก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความจริงอย่างหนึ่งแล้วว่า:
แสงศักดิ์สิทธิ์และเงาสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันได้
ในข้อนี้... คาร์ลอยผ่านการเปลี่ยนแปลงของผลึกแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์... ก็รู้สึกว่า... ทฤษฎีหยินหยางในโลกอาเซนอธก็สามารถใช้ได้เช่นกัน... อันที่จริง... ทฤษฎีวัตถุนิยมที่เรียบง่ายเช่นนี้... ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในจักรวาล... ก็ล้วนสามารถใช้ได้
ดังนั้น... คาร์ลอยจึงรู้สึกว่า... ในอนาคตเขาจะต้องสามารถฝึกฝนไปถึงสภาวะนั้นได้อย่างแน่นอน: พลังแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์และพลังแห่งเงา... ในร่างกายของเขาจะไม่หักล้างกันอีกต่อไป... แต่กลับจะเกื้อกูลและเสริมสร้างซึ่งกันและกันให้แข็งแกร่งขึ้น... และเขาก็จะสามารถสลับใช้พลังแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์และพลังแห่งเงาไปรับมือกับศัตรูได้ตลอดเวลา... ถึงตอนนั้น... เขาจะไม่ใช่แค่ อัศวินแห่งแสง... แต่ยังเป็น อัศวินแห่งเงา อีกด้วย
แน่นอนว่า... นี่เป็นเพียงแค่แนวคิดเบื้องต้นของเขา... สุดท้ายจะสามารถฝึกฝนไปถึงระดับไหน... เขาก็ยังไม่อาจมีคำตอบที่แน่ชัด
นอกจากการฝึกฝนในด้านนี้แล้ว... คาร์ลอยยังมีการฝึกฝนทักษะการต่อสู้อีกด้วย... นี่ถ้าเป็นในนิยายเรื่องอื่น... ก็คือเคล็ดวิชาต่างๆ นั่นเอง... แต่ในโลกอาเซนอธ... ไม่มีของพวกนี้... เทคนิคการต่อสู้ของที่นี่... ล้วนเรียบง่ายและตรงไปตรงมา... ไม่มีอะไรที่สวยหรูมากมาย... การฝึกฝนในด้านนี้ของพวกเขา... ให้ความสำคัญเพียงแค่พละกำลัง... ความเร็ว... และปฏิกิริยาตอบสนอง... กระบวนท่าของพวกเขานั้นเรียบง่ายมาก... จนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าซ้ำซากจำเจ... แต่มันก็ล้วนเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับหลักสรีรศาสตร์ของมนุษย์มากที่สุด
จากการพิจารณาถึงการออกแรงของร่างกาย... เส้นทางการโจมตี... และผลลัพธ์... วิธีการฝึกฝนของพวกเขาก็คือการขัดเกลาท่าเท้าและกระบวนท่าพื้นฐานบางอย่างอย่างไม่หยุดยั้ง... ทำให้การโจมตีที่มีประสิทธิภาพที่สุดเหล่านี้กลายเป็นพฤติกรรมที่เคยชิน... หรือที่เรียกว่า... สร้างความทรงจำของกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง... ดังนั้น... เวลาที่คนของที่นี่ต่อสู้กัน... สิ่งที่แพรวพราวก็คือพลังเหนือธรรมชาติที่พวกเขาระเบิดออกมา... ไม่ใช่กระบวนท่าของพวกเขา... นี่ก็แตกต่างจากบนโลกอยู่ไม่น้อย
ถ้าจะพูดถึงเรื่องที่เรารู้จักกันดี... ทักษะการต่อสู้ของโลกอาเซนอธ... ก็คล้ายกับมวยสากล... หรือมวยไทยของโลก... และถ้าจะดูจากตอนนี้... วรยุทธ์จีนกลับดูเหมือนจะเป็นแค่ท่ารำสวยหรูไปแล้ว... ด้วยความพยายามของ "ปรมาจารย์" ที่ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน... เรื่องแบบนี้... แทบจะถูกตอกย้ำให้เป็นความจริงแล้ว... นี่ก็ต้องบอกว่าเป็นความน่าเศร้าของวรยุทธ์
แต่คาร์ลอยที่ฝึกฝนวิชาไทเก็กอยู่รู้ดีว่า... วรยุทธ์ที่สืบทอดกันมาหลายพันปี... ไม่ได้เป็นแบบนี้อย่างแน่นอน... ก็เหมือนกับวัฒนธรรมหลายอย่างที่สืบทอดกันมาในประเทศจีน... ล้วนถูกคนรุ่นหลังบิดเบือนจนสูญเสียรูปลักษณ์เดิมไป... ที่วรยุทธ์มาถึงจุดนี้ได้ในวันนี้... ก็เพราะว่า... คนในยุคปัจจุบันที่ใจร้อน... ให้ความสำคัญเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก (กระบวนท่าที่สวยหรู)... แต่ไม่ยอมฝึกฝน "กง" ( พลังภายใน)
ไม่เชื่อ... คุณลองไปถามพวก "ปรมาจารย์" เหล่านั้นดูสิ... มีกี่คนที่ยืนหยัดฝึกฝนท่ายืนม้าวันละหลายชั่วโมงมาตั้งแต่เด็ก... พวกเขามีเพียงแค่กระบวนท่า... แต่ไม่มี "กังฟู" (วรยุทธ์)... และกระบวนท่า... ในสายตาของคาร์ลอยแล้ว... นั่นมันเป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง... ประโยชน์ในการต่อสู้จริงนั้นน้อยนิดอย่างยิ่ง
เพราะในคัมภีร์ที่เขาครอบครองอยู่... ในท้ายที่สุดก็ได้เตือนผู้ฝึกฝนไว้ว่า... อย่าให้ความสำคัญกับกระบวนท่า... แต่ให้ความสำคัญกับ "เจตจำนง" (อี้เนี่ยน - เจตนา)... คือให้ความสำคัญกับ... ในตอนที่ฝึกฝนกระบวนท่าเหล่านี้... ความรู้สึกของร่างกาย... การโคจรของลมปราณ... และอื่นๆ... หรือก็คือ... เป้าหมายของกระบวนท่า... ไม่ใช่เพื่อการต่อสู้... แต่เพื่อ "หยางกง" (บ่มเพาะพลังภายใน)... และเมื่อถึงเวลาต่อสู้จริง... ก็ต้องลืมกระบวนท่าเหล่านี้ไป... แล้วใช้ "กง" (พลังภายใน) ที่บ่มเพาะมาไปสู้กับคนอื่น
มีไม้เด็ดเดียว... ก็กินเรียบทั่วหล้า... พลังเดียวสยบสิบกระบวนท่า... คนแก่ไม่ใช้กระดูกเป็นกำลัง... ล้วนเป็นการเตือนผู้ฝึกวิทยายุทธ์ว่า... กระบวนท่าอันที่จริงแล้วเป็นเพียงของปลายแถว... ประโยชน์ในการต่อสู้จริงนั้นน้อยนิด... แน่นอนว่า... เมื่อวรยุทธ์ของคุณสำเร็จแล้ว... กระบวนท่าเหล่านั้นกลับสามารถขยายขอบเขตการต่อสู้ของคุณได้... ดังนั้น... สำหรับกระบวนท่าก็ไม่อาจจะตีตราว่าไร้ประโยชน์ไปเสียทั้งหมด... เพียงแต่ว่า... ต้องยึด "กง" (พลังภายใน) เป็นหลัก... กระบวนท่าเป็นรอง... อย่าได้สลับหลักกับรองเป็นอันขาด