เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ปฐมบท

ปฐมบท

ปฐมบท


*ก่อนจะอ่านนิยาย โปรดตรวจสอบว่าท่านได้อยู่ในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอ หรือถ้าท่านอ่านในความมืดก็อย่าลืมเปิด Night Mode หรือจอส้ม เพื่อป้องกันการปวดหัวและสายตาสั้นด้วยนะครับ*

--------------------------------------------------------------------------------------------

ณ ที่ห้าสันเขามีแสงสุริยะเฉิดฉายส่องลงมา, แสงสว่างและเงานั้นตั้งแต่ที่อบิเกลจำความได้มันคือเอกลักษ์ของเมืองแห่งนี้.

 

ณ พระราชวังนั้นมีนาฬิกาเรือนใหญ่อยู่, หน้าปัดของมันสุกสว่างมาจากด้านหลังเพราะหลอดแก้วนับพันที่มีเอเธอร์บรรจุอยู่. มันเป็นสิ่งแรกที่แสงสุริยะส่องมาถึงยามเมื่อมันขึ้นจากขอบฟ้ามา ดั่งเครื่องบอกสัญญาณของรุ่งอรุณใหม่ที่มาถึงและถึงเวลาที่จะเริ่มทำงานกันแล้ว.

 

จากนั้น,ในขณะที่อาทิตย์ค่อยๆลอยขึ้นมา เหล่าคนดูแลตะเกียงที่เป็นดั่งแนวหน้าของชนชั้นแรงงานก็พากันออกมาทั่วเมืองและแต่ละคนก็พากันไปปิดไฟถนน. พวกเขามักเริ่มปิดจากตึกรัฐสภาบนยอดเขาที่สองแล้วไล่ลงมาเรื่อยๆ, ไฟถนนนั้นดับลงทีละดวงๆราวกับดวงดาวระยิบระยับที่มีแสงอาทิตย์ไล่ตามหลังมาติดๆ.

 

ในหมู่ห้ายอดเขานั้น ณ ยอดเขาที่สูงที่สุดมีสถาบันศึกษาแห่งหนึ่งตั้งอยู่. เมื่อเปิดประตูออกมาแสงสว่างทั้งสองฝั่งก็เปล่งประกายเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา. แสงสว่างนั้นเป็นแสงแห่งเอลดริทช์* ที่ทำให้ตึกหินธรรมดาๆดูงามหยดย้อยขึ้นมาได้, เป็นบางสิ่งที่เหนือกว่าเวทย์มนต์ธรรมดาๆที่ทุกๆคนและแม่ของพวกเขาใช้กันอยู่ทุกวัน. รูปปั้นเองก็ดูมีชีวิตขึ้นมา, ภาพวาดขยับเขยื้อนขึ้นมาได้และทางสถาบันก็กำลังเตรียมพร้อมรับนักเรียนหน้าใหม่นับพัน.

 

เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าและส่องแสงสว่างให้ทุ่งหญ้าที่เคยเป็นป่าไม้มาก่อนแล้ว พวกสัตว์ขี่ต่างๆก็พากันตื่นขึ้น. การประชุมแต่งตั้งของศาลศาสนาก็ยังคงมืดมนอยู่ มันถูกซ่อนจากแสงสว่างโดยเนินหินสูงใหญ่ แต่ ณ เนินเขาของผู้ค้าขาย, ที่ที่อบิเกลทำงานตั้งแต่ไก่โห่ยันไก่หลับมิได้ริบหรี่แสงแต่อย่างใด. ตะเกียงสีแดงปะทุออกมาพร้อมกับเศษเหลือทิ้งของเอเธอร์และแสงไฟก็กลับมามีชีวิตด้วยนิ้วโป้งที่กดลงไปเล็กน้อย.

 

ในช่วงเช้ามืดนั้นมีความเงียบงันพิลึก. ที่ถนนด้านนอกนั้นมีเสียงฝูงชนที่ตื่นเช้าพร้อมกับเสียงล้อรถรูนครูดไปกับถนนหินอยู่ แต่เสียงเหล่านั้นก็อยู่ไกลออกไป, มันถูกบดบังด้วยเสียงโหลแก้วที่ชนกันไปมายามเมื่อรถผ่านอย่างง่ายดาย.

 

ในเมืองนั้นครื้นเครงมากๆ, วงแหวนเวทย์มนต์เริ่มเปล่งแสงออกมาพร้อมกับกลิ่นของโอโซนและสายฟ้าไปทั่วอากาศ จากนั้นเหล่าฟามิเลียร์*ของพ่อมดแม่มดนับพันก็รุดหน้าไปก่อนเจ้านายของพวกมันเพื่อเข้าไปในสถาบันศึกษาบนยอดเขานั้น. เหล่าพ่อค้าแม่ค้าก็ซุบซิบกันไปมาขณะเดินตัวติดกันเป็นกลุ่มเข้าไปในร้านของพวกเขา.

 

ความครื้นเครงและความมีชีวิตชีวาเหล่านั้นถูกล้อคไว้ด้านหลังของประตูไม้บานหนาบานหนึ่ง.

 

เด็กผู้หญิงสองคนกำลังยืนอยู่ข้างๆวงกลมที่พวกนางวาดไว้บนพื้น, ในห้องนั้นมีเพียงแค่แสงตะเกียงส่องสว่างอยู่ “เหม็นจัง” อบิเกลกล่าว. จมูกนางบู้บี้ขณะที่มองผลงานของตัวเอง.

 

เพื่อนของนางยักไหล่ข้างหนึ่งให้, ท่าทีที่ดูไม่เหมาะกับสุภาพสตรีนั้นดูไม่เหมาะสมในทุกสถานการณ์เลย. “ได้ผลอยู่น่า” นางกล่าว “ชั้นว่าเธอไม่ได้ทำพลาดตรงไหนหรอก”

 

“อื้อ” อบิเกลกล่าวขณะที่มองไปทางวงแหวนนั้นด้วยสายตาระมัดระวังอีกครั้ง. ของสังเวยแต่ละอย่างเข้าที่ของมันแล้ว. ซัลเฟอร์ในถ้วยแก้วฉนวน, ดอกสารส้มกองอย่างเป็นระเบียบ, ลูนาร์คอสติค* ก็เข้าที่แล้ว. แน่นอนว่าส่วนผสมไม่ได้มีแค่นี้, มันเยอะจนเธอไม่เคยเห็นแบบนี้ในวงแหวนอื่นมาก่อนเลย.

 

(ลูนาร์คอสติคหรือก็คือซิลเวอร์ไนเตรตครับ)

 

จากนั้น, ที่ตรงกลางของทุกสิ่งทุกอย่างนั้น, ด้านบนแท่นเล็กๆนั้นมีวงแหวนที่เล็กกว่าอีกวงอยู่ มันมีเกลือกับแม็กนีเซียโรยเป็นเส้นไปหาวงแหวนวงแรกอยู่. ในวงแหวนเล็กนั้นก็มีส่วนผสมพิศดารวางอยู่อีก. มันมีอยู่5จุดและแต่ละจุดก็มีวงแหวนที่เล็กกว่าอีกอยู่รอบๆ. วงหนึ่งมีหยดเลือดของเธอ, อีกวงหนึ่งมีเศษผมของหญิงพรหมจรรย์อยู่ (ชิ้นนี้หาง่ายมาก), วงต่อมาก็มียางไม้แก่ของเอ็นท์อยู่จำนวนหนึ่ง, วงถัดไปก็มีทองคำในรูปเหรียญเล็กๆที่เธอพบเข้าอยู่และเธอหวังว่ามันคงจะไม่หายไปตอนร่ายคาถา, และวงสุดท้ายก็มีลึงค์ของยูนิคอร์นอยู่ชิ้นหนึ่ง, พึ่งหั่นมาสดๆเลยล่ะ.

 

“เธอแน่ใจนะ?” เธอถามอีกครั้งพร้อมกวาดสายตาไปมาระหว่างของสังเวยกับเพื่อนของเธอ “ดาฟนี่, เราไม่เคยร่ายคาถาที่มันรุนแรงขนาดนี้มาก่อนเลยนะ” นางโอด.

 

เพื่อนของเธอยิ้มมุมปากให้พร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อย “อย่างห่วงเลยน่าอาบี้, ชั้นอยู่นี่ทั้งคนนะ ชั้นมั่นใจด้วยว่ามันจะออกมาสำเร็จ. คาถานี้ถึงจะเก่าไปหน่อยแต่ก็ใช้ได้นะ ถ้ามันไม่มีอะไรพิลึกๆอะนะ”

 

“ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลย” อบิเกลกล่าว. เธอโยกตัวไปมาเพราะลังเลมากกว่าเดิม. แน่นอนว่ามันสายเกินกว่าจะถอยแล้ว. เครื่องสังเวยถูกวางไว้แล้ว บางชิ้นอาจจะใช้ไม่ได้อีกเลยถ้าเธอเก็บมันตอนนี้.

 

ดาฟนี่เดินเข้ามาใกล้ๆแล้วกอดอบิเกลอย่างแน่น ถึงจะต้องก้มตัวลงไปหน่อยก็เถอะ. “ไม่เป็นไรหรอก. ของแบบนี้จะลังเลก็ไม่ผิดหรอกนะ. ตอนเราร่ายคาถาอัญเชิญมันก็ผ่านไปได้โคตรดีเลยนะ. เธอชอบอากี้หนิ. รีบทำซะแล้วเธอจะได้อากี้เป็นของตัวเองซักทีจากนั้นจะได้เข้าสถาบันได้แบบโคตรง่ายไงล่ะ”

 

“อากี้ถูกอัญเชิญมาด้วยวงแหวนแบบถูกวิธีนะ” อบิเกลกล่าว “แถมเธอยังมีคนสอนให้ด้วย”

 

ดาฟนี่ถอนหายใจดังฟึดออกมา, เป็นท่าทีที่ไม่งดงามเพราะจมูกของเธอ ยู่ขึ้นไป “ชั้นก็เป็นคนสอนเธอไง”

 

“มืออาชีพด้วย” อบิเกลเถียงกลับ.

 

“โอ้ย อาบี้, เธอดุจังเลย” ดาฟนี่กล่าวพร้อมกับปล่อยมือออกจากอบิเกลแล้วเอานิ้วจิ้มซี่โครงนางไป. “รีบๆยัดเอเธอร์เข้าไปในของพวกนั้นแล้วมารอดูประกายแสงกันเถอะน่า”

 

อบิเกลพยักหน้าจากนั้นสูดหายใจเข้าลึกๆด้วยความลังเลอีกแล้ว.

 

จากนั้นพอเธอได้ยินเสียงถอนหายใจของดาฟนี่ตรงกำแพงนั่น เธอก็คุกเข่าลงข้างๆวงแหวนจากนั้นก็ยื่นมือของเธอเข้าไปแตะที่พื้นเย็นๆนั่น. เธอหลับตาลงพร้อมกับเอามือแตะไปด้วยทุกอย่างที่เธอมี, ความหวัง,ความฝัน, ทุกอย่างของเธอขึ้นอยู่กับวินาทีนั้นแล้ว.

 

แล้วเธอก็อัญเชิญท่านมา.

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ท่านกำลังลอยอยู่ท่ามกลางเดอะวอยด์. ในความมืดมิดที่แม้แต่แสงสว่างเองก็มิอาจสาดไปถึงและเป็นที่ที่เดียวที่สิ่งต่างๆที่อยู่ท่ามกลางหลับใหลอยู่*.

 

สิ่งใดๆล้วนอนิจจังดั่งสายลมในฤดูใบไม้ผลิ. ความเป็นเหตุเป็นผลใดๆล้วนไม่สำคัญ. อำนาจจิตคือสิ่งที่ปกครองกระแสเวียนว่ายของช่องว่างระหว่างช่องว่างทั้งหลาย.*

 

ท่านถูกกระตุก, ถูกดึง, ถูกเรียกหาจากที่ที่เหล่ามัตยะและสิ่งมีชีวิตเข้าใจว่าเป็นระยะอันไกลโพ้นจนมิอาจเข้าใจได้.

 

มันปลุกท่านให้ตื่นขึ้นมา.

 

*********************************************************************

 

จากผู้แปล: *เอลดริทช์ (Eldritch) มีความหมายว่าพิศดาร, พิลึก, ในทางที่น่ากลัว. เป็นคำภาษาอังกฤษที่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่จากนิยายของ H.P. Lovecraft ดังนั้นผมจึงขอใช้ทับศัพท์เป็นเอลดริทช์ไปเลยครับ. (เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับเทพของ เลิฟคราฟอยู่แล้วอะนะ)

ฟามิเลียร์ แปลว่าสมุนของเหล่าผู้มีอาคมต่างๆ ผมใช้คำทับศัพท์นะครับ.

 

คำว่าท่านในช่วงท้ายๆนั้น ต้นฉบับแต่งมาโดยใช้คำว่า You หรือก็คือตัวผู้อ่านทุกท่านนั่นเองครับ. ผมจึงขอใช้คำว่าท่านที่นอกจากจะใช้เรียกผู้อ่านแล้วยังเป็นคำที่ใช้เรียกสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยครับ.

 

เดอะวอยด์ (Void) มีความหมายว่าว่างเปล่า. อันนี้ขอใช้ทับศัพท์แล้วกันครับจะได้เรียกเป็นชื่อไปเลย.

 

* สิ่งต่างๆที่อยู่ท่ามกลาง (The things that are in Between) ท่อนนี้ผู้อ่านทุกท่านอาจจะงงกันผมเลยขออธิบายเพิ่มครับ สิ่งต่างๆนั้นสื่อถึงเหล่าทวยเทพตามนิยายของ H.P. Lovecraft ส่วน ที่อยู่ท่ามกลางนั้นสื่อถึงว่าทวยเทพเหล่านั้นไม่ได้อาศัยในภพภูมิใดๆเป็นการเฉพาะเลย พวกเขาอาศัยอยู่ในที่ที่อยู่ระหว่างภพเหล่านั้นนั่นเองครับ. ทวยเทพเหล่านั้นสามารถเดินทางผ่านภพภูมิหรือแม้แต่จะทำอะไรก็ได้ในสอง(หรือมากกว่า)ภพเหล่านั้นด้วย. (เดี๋ยวตอนหลังๆจะมีการดึงบางอย่างจากภพอื่นๆมาด้วยครับ)

*ถ้าแปลตรงตัวตามต้นฉบับก็คือ ความหมายใดๆ ณ ที่แห่งนี้เป็นสิ่งไม่เที่ยงดั่งสายลมในฤดูใบไม้ผลิ. ความเป็นเหตุเป็นผลล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น (คือจะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ จะหาเหตุผลหรือไม่หาก็ได้ประมาณนี้ครับ).

* คำว่ามัตยะ แปลว่าเหล่าผู้ที่ต้องตายครับ. คำต้นฉบับใช้คำว่า Mortal. ท่านอาจจะได้เห็นคำนี้บ่อยๆซึ่งแหล่งอื่นอาจจะแปลว่ามนุษย์แต่คำนี้ใช้กับสัตว์และสิ่งอื่นๆที่ตายได้ด้วย ผมเลยแปลเป็นคำว่า มัตยะ ที่แปลว่าเหล่าผู้ที่ต้องตายแทนครับ.

 

**ผมขอแปล10ตอนลงให้ฟรีก่อนนะครับ จากนั้นจะขอเงียบยาวๆเพื่อแปลให้เสร็จทั้ง80ตอนเลย แล้วจะกลับมาลงให้ครับ**

จบบทที่ ปฐมบท

คัดลอกลิงก์แล้ว