- หน้าแรก
- หลังหย่า ผมก็มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
- ตอนที่ 314 คืนนี้หนูไม่กลับนะ...
ตอนที่ 314 คืนนี้หนูไม่กลับนะ...
ตอนที่ 314 คืนนี้หนูไม่กลับนะ...
คืนนั้น หลินเจียง กลับไปที่เซ็นจูรี่ ไทรอัมพ์
จริงๆ แล้ว เสิ่น ชิงชิว อยากให้ หลินเจียง ค้างที่บ้าน แต่ที่บ้านมีห้องไม่เยอะขนาดนั้น
ความคิดที่เธอเสนอคือให้ หลินเจียง นอนห้องของเธอ ส่วนตัวเธอเองนั้นจะออกไปนอนโซฟา
แต่ยังไม่ทันที่ หลินเจียง จะได้พูดอะไร หลี่ เสี่ยวผิง ก็เอ่ยปากปฏิเสธทันที
หลินเจียง ตอนแรกนึกว่า สหายหลี่ มองออกถึง ‘ประเด็นสำคัญ’ แล้วเตรียมจะช่วยปูทางให้เขา แต่ที่จริงเธอแค่ไม่อยากให้ เสิ่น ชิงชิว นอนโซฟาเท่านั้นเอง
สรุปคือ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือใดๆ เลยแม้แต่นิดเดียว…
สุดท้าย หลินเจียง จึงจำใจทำได้กลับบ้าน
อยู่บ้านคนเดียว ก็เงียบสงบดีเหมือนกัน
ตอนดึก ผู้หญิงแต่ละคนก็ส่งรูปอาหารเย็นวันนี้ของตัวเองมาให้ดู แต่ละมื้อจัดเต็มกันทั้งนั้น
เช้าวันต่อมา หลินเจียง ได้รับข้อความจาก เสิ่น ชิงชิว ว่ากำลังพา สหายหลี่ ออกไปเดินเล่นแล้ว
หลินเจียง เองก็สบายใจเฉิบ เพราะกะว่ารอพวกเธอเดินกันเสร็จ ค่อยไปรับแล้วพาไปกินข้าวก็พอ
ตอนกลางวัน เขาถูก เจียง เสี่ยวฉี ชวนออกไปเดินเล่น ก่อนจะพากันไปโรงแรม… เพื่อเริ่ม ‘รอบใหม่ของการวิจัยและการสอน’
ตอนบ่ายสองโมงกว่า หลี่ เสี่ยวผิง ก็โทรมาหา หลินเจียง
หลินเจียง จึงไปส่ง เจียง เสี่ยวฉี กลับบ้านก่อน แล้วขับรถไปห้างเบิร์กลีย์ เพื่อรับสองคนนั้น
พอมาถึงหน้าห้างสรรพสินค้า ในมือทั้งคู่ก็ถือถุงหลายใบ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าต้องเป็นของที่ เสิ่น ชิงชิว ซื้อให้ สหายหลี่ แน่ๆ
ตอนเย็น ทั้งสามไปกินร้านหม้อไฟด้วยกัน หลังจากได้อยู่ด้วยกันทั้งคืน ความสัมพันธ์ระหว่าง เสิ่น ชิงชิว กับหลี่ เสี่ยวผิง ก็สนิทแน่นแฟ้นขึ้นมาก
ตลอดเวลา เสิ่น ชิงชิว ก็ควงแขน หลี่ เสี่ยวผิง เดินเคียงกันจนคนที่ไม่รู้คงจะคิดว่าเป็นแม่ลูกกัน
หลังอาหาร หลินเจียง ขับรถไปส่งพวกเธอกลับ แต่ก่อนลงจากรถ หลี่ เสี่ยวผิง ก็พูดขึ้นมาว่า:
“พวกเธอสองคนออกไปเดินเล่นกันเถอะ ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนป้าหรอก”
“งั้นผมไปเลยนะ” หลินเจียง กล่าว
“ไปเถอะ” หลี่ เสี่ยวผิง ยิ้มตอบ
และแล้ว เสิ่น ชิงชิว ก็ยื่นกุญแจบ้านให้ หลี่ เสี่ยวผิง ก่อนจะเดินตาม หลินเจียง ออกไป แต่ในใจยังรู้สึกกังวลอยู่บ้าง
“คุณป้าอุตส่าห์มาหาทั้งที จะปล่อยให้ท่านอยู่คนเดียวแบบนี้จะดีเหรอคะ”
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ปกติท่านก็อยู่คนเดียว” หลินเจียง ตอบ: “อีกอย่าง ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ พวกเราอยู่ด้วยกันเกิน 24 ชั่วโมงแล้ว ความเป็นแม่ของเธอคงใกล้หมดแล้วล่ะ ถ้าอยู่ใกล้เกินไป เดี๋ยวจะโดนดุเอา”
พรืด— เสิ่น ชิงชิว เผลอหลุดหัวเราะออกมา เมื่อคิดถึงภาพสองแม่ลูกเมื่อวาน
“หลักๆ ก็เพราะคุณปากเสียเกินไปไงค่ะ คุณป้าถึงได้ดุคุณนะสิ”
“ทำไมคุณไม่พูดว่าแม่ผมนิสัยไม่ดีบ้างล่ะ”
“ฉันไม่กล้าพูดหรอกค่ะ”
“แล้วทำไมกล้าว่าผมเดียวล่ะ เดี๋ยวโมโหแล้วนะ”
“ถ้าคุณโมโหแล้วจะเป็นยังไงคะ?”
“ถ้าผมโมโหแล้ว ผมจะปฏิเสธ ‘ไม่รับผู้โดยสาร’”
ปฏิเสธ ไม่รับผู้โดยสาร...?
เสิ่น ชิงชิว สังเกตเห็นบรรยากาศของพวกเขาตอนนี้แล้ว เธอก็ถึงกับหัวเราะจนตัวงอ
“เรายังไม่ได้ไปดูภาพยนตร์ของพวกเราเลยนี่นา เดี๋ยวผมจะพาคุณไปดูเอาไหม?”
“ดีเลยคะ!” เสิ่น ชิงชิว ยิ้มตอบกลับอย่างไว: “จริงๆ ฉันก็คิดว่าจะไปดูช่วงวันหยุดอยู่แล้ว งั้นเราไปที่เบิร์กลีย์กันเถอะ”
“เบิร์กลีย์ไกลไปนิด หาโรงภาพยนตร์แถวนี้ก็พอ จะได้ประหยัดเวลาด้วย”
หลินเจียง ขับรถไปยังว่านต๋าพลาซ่าใกล้ๆ เสิ่น ชิงชิว ซื้อตั๋วหนังสองใบ ส่วน หลินเจียง เดินไปซื้อโค้กกับป๊อปคอร์น
รออยู่สักพักสองสามนาที ก็ได้เวลาตรวจตั๋วเข้าโรงภาพยนตร์ไป
ในขณะเดียวกัน ประตูโรง 4 ก็เปิดออก ผู้ชมข้างในเริ่มค่อยๆ เดินออกมาเป็นกลุ่มๆ
“นี่มันบ้าอะไรเนี่ย เสียเงินฟรีๆ ไป 96 หยวน” ผู้ชายผมสั้นคนหนึ่งบ่นออกมา
“ฉันว่าจริงๆ ก็พอใช้ได้นะ” ผู้หญิงข้างๆ ตอบผู้ชายคนนั้น แต่ฟังดูไม่ค่อยมั่นใจนัก
“เถอะน่า สมัยนี้แล้วยังเล่นมุกตบตีดราม่าฉีกหน้ากัน ทำแท้งอะไรนั่นอีก วัยรุ่นดีๆ ที่ไหนเขาเป็นแบบนี้กันบ้างล่ะ หมาบ้านเรามันยังไม่ดูเลย”
ผู้หญิงคนนั้นได้แต่เงียบ ไม่กล้าที่จะเถียง เพราะสิ่งที่เขาพูดก็มีเหตุผลอยู่
“น่าจะไปดู ‘Charlotte Annoyance’ มากกว่า ได้ข่าวว่าสนุกมาก”
“พรุ่งนี้ยังหยุดอีกวัน งั้นเราไปดู ‘Charlotte Annoyance’ กัน”
“เออ ดี”
แม้พวกเขาไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่ก็เดาไม่ยากว่า กำลังพูดถึง ‘ลาก่อนวัยเยาว์’ ของ โจวจิ้น ที่ลงทุนสร้าง
หลินเจียง สังเกตสีหน้าของผู้ชมคนอื่นๆ อย่างละเอียด ส่วนใหญ่ดูนิ่งๆ เหมือนภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมอะไรมากนัก
ทั้งคู่เข้าไปในโรงภาพยนตร์ หาที่นั่งของตัวเอง
“‘Charlotte Annoyance’ เพื่อนร่วมงานฉันไปดูมาแล้วนะ เมื่อวานยังมาแนะนำให้ฉันดู แถมจะสปอยล์อีกต่างหาก ฉันเลยรีบห้ามไว้ก่อน”
“หนังไม่ดี ฉันก็ไม่พาเธอดูอยู่แล้วนะ ดูเสร็จแล้วค่อยให้คะแนนกันตรงๆ เราไม่เล่นมารยาทสังคมอะไรนั่นหรอก”
“เหวินฉี กับเซิ่งเหยา ก็มาดูเมื่อวานนะ พวกเขาก็ให้คะแนนสูง ต่อให้ฉันไม่พูด นี่ก็เป็นหนังดีเรื่องหนึ่งอยู่แล้ว”
เสิ่น ชิงชิว หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปตั๋วหนัง
“เดี๋ยวโพสต์ลงโมเมนต์ ช่วยโปรโมตให้คุณอีกหน่อย”
“เยี่ยม”
ไม่นาน ภาพยนตร์เริ่มฉาย เสิ่น ชิงชิว ก็เข้าสู่โหมดจริงจัง จดจ่อกับจอภาพยนตร์เต็มที่ ไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย
ระหว่างนั้น หลินเจียง ก็สังเกตว่า เสิ่น ชิงชิว มีนิสัยเล็กๆ อย่างหนึ่ง เธอดูเหมือนจะชอบกินของหวานมาก
ป๊อปคอร์นที่เขาซื้อมาแทบไม่ได้กินเอง แต่ใกล้จะหมดแล้ว
สำหรับหลินเจียง เขาดูภาพยนตร์เรื่องนี้มาแล้วสองรอบ แถมยังมีส่วนร่วมในขั้นตอนตัดต่อ ทำให้รู้จักทุกฉากทุกตอนเป็นอย่างดี ถึงขั้นเอาเวลาไปสังเกตปฏิกิริยาผู้ชมในโรงภาพยนตร์แทน
ผลลัพธ์ก็ออกมาตามคาด เสียงหัวเราะดังแทบไม่ขาดตลอดเรื่อง
ภาพยนตร์ดี ไม่ว่าอยู่ในยุคไหนก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ดีเสมอ
ประมาณสองชั่วโมงต่อมา ภาพยนตร์จบลง ปฏิกิริยาของผู้ชมรุนแรงกว่าที่เขาคิดไว้ และเสียงตอบรับก็ดีกว่าที่คาดไว้มากเสียอีก
เสิ่น ชิงชิว โพสต์ลงโมเมนต์ พร้อมพิมพ์ข้อความยาวๆ หลายตัวอักษรโปรโมตภาพยนตร์อย่างตั้งใจ
ด้วยนิสัยของเธอ การทำแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่หายากมากแล้ว
หลังจากดูภาพยนตร์เสร็จ ทั้งคู่ก็กลับบ้าน พอเข้ามาในห้อง เสิ่น ชิงชิว ถึงกับยืนนิ่งไปพักใหญ่ๆ เธอเห็นโต๊ะกลางในห้องนั่งเล่นวางเกี๊ยวที่ปั้นเสร็จเรียงกันอย่างเป็นระเบียบเต็มไปหมด
“แม่ครับ ทำไมแม่ปั้นเกี๊ยวเยอะขนาดนี้ล่ะ?”
“พรุ่งนี้แม่ก็จะกลับแล้ว เลยปั้นไว้ให้ เสี่ยวชิว สักหน่อย แช่ช่องฟรีซไว้ เวลาว่างๆ จะได้เอามากิน ไม่ต้องสั่งอาหารเดลิเวอรี่ ซึ่งมันไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ”
หัวใจของ เสิ่น ชิงชิว รู้สึกอบอุ่น “ขะ…คุณป้าคะ แบบนี้มันลำบากเกินไปนะคะ ซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีเกี๊ยวแช่แข็งขาย หนูไปซื้อมากินก็ได้ค่ะ”
“ของขายข้างนอกมันจะสู้ที่ทำเองได้ยังไง สะอาดแล้วก็อร่อยกว่าเยอะด้วย”
พูดจบ หลี่ เสี่ยวผิง ก็หันไปสั่ง หลินเจียง “เอาเกี๊ยวพวกนี้ไปใส่ตู้เย็นสิ”
“ให้หนูทำเถอะค่ะ เขาไม่รู้หรอกว่าต้องทำยังไง” เสิ่น ชิงชิว กล่าว
“อย่าให้หนูทำทุกอย่างเองสิ ให้เขาช่วยบ้าง”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูไม่เหนื่อย”
ฟังดูเหมือนจะเป็นประโยคที่ธรรมดาๆ แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่นั้น …กลับเหมือนกับว่าทั้งคู่กำลังอยู่ในขั้นการพูดคุยเรื่องแต่งงานกันแล้ว
สุดท้าย หลินเจียง ก็ช่วย เสิ่น ชิงชิว เก็บเกี๊ยวเข้าใส่ตู้เย็นหมด
ด้วยปริมาณการทานอาหารของ เสิ่น ชิงชิว และความถี่ที่เธอทานข้าวที่บ้าน เกี๊ยวพวกนี้คงพอทานได้อีกนาน เพราะปกติแล้วเธอมักจะทานข้าวที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยมากกว่า
คืนนั้น หลินเจียง ก็ถูกไล่ให้กลับไปบ้านเหมือนเดิม
พอกลับถึงบ้าน เขาก็เปิดดูตารางอันดับรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศ
จากวันที่เข้าฉายจนถึงตอนนี้ เกือบครบ 48 ชั่วโมงแล้ว ยอดขายตั๋วของ ‘Charlotte Annoyance’ ทำรายได้ไปถึง 69 ล้านหยวน
สำหรับหนังต้นทุนต่ำที่ไม่มีดาราดัง แถมครึ่งหนึ่งเป็นนักแสดงหน้าใหม่ แถมเข้าฉายไม่ถึงสองวัน ตัวเลขนี้ทำให้ หลินเจียง รู้สึกพอใจมาก
ตอนที่เวอร์ชันต้นฉบับฉายครั้งแรก ไม่เคยได้ตัวเลขแบบนี้เลย ต้องรอจนช่วงกลางและปลายถึงจะค่อยๆ ดีขึ้น
ที่สำคัญคือจำนวนรอบฉายยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่ารายได้ในช่วงต่อไปจะดีขึ้นกว่านี้แน่
เขาคิดว่า คงต้องรีบเร่งขั้นตอนการอัดเสียงเพลง ‘เพียงครั้งเดียวก็พอ’ แล้ว เพื่อใช้เป็น ‘ยากระตุ้น’ เมื่อรายได้เริ่มแผ่วลง …สักเข็มหนึ่ง
ด้วยความอยากรู้ เขาเลยลองไปดูรายได้และรอบฉายของ ‘ลาก่อนวัยเยาว์’ อีกครั้ง
ผ่านไปเกือบ 48 ชั่วโมง รายได้ยอดขายตั๋วเพิ่งจะพ้น 20 ล้านหยวน วันนี้ทำได้เพียงห้าล้านกว่าหยวน ถ้าดูจากแนวโน้มนี้ คงไม่มีทางคืนทุนได้แน่แล้ว
กริ๊ง…กริ๊ง…กริ๊ง—
ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของ หลินเจียง ก็ดังขึ้น เป็นสายจาก เฉิน จิ้งเสียน
“ทำอะไรอยู่ ช่วงวันหยุดปีใหม่เป็นไงบ้าง?”
“ก็โอเคนะ กำลังนอนเล่นอยู่บ้าน” หลินเจียง ตอบ: “โทรมาช่วงนี้ แปลว่าคิดถึงผมใช่ไหม?”
“หลงตัวเอง ฉันไม่ได้คิดถึงเธอซักหน่อย”
“บางเรื่องพี่คิดให้ดีก่อนพูดนะ ระวังผมไปหา แล้วให้พูดอีกครั้งต่อหน้าผมอีกรอบนะ”
“เธออยู่หางโจว จะมาได้ยังไง”
“ฝั่งจงไห่มีงานหลายอย่างที่ต้องทำเยอะแยะ วันนี้ผมก็กลับมาแล้ว”
“จริงเหรอ?”
เฉิน จิ้งเสียน พูดด้วยน้ำเสียงดีใจ “ตอนนี้เธอว่างไหม? จะมาหาฉันไหม?”
“ผมยังไม่เห็นความจริงใจของพี่เลยนะ เพราะงั้นผมไม่ไปแล้ว”
“เชอะ ไม่มาก็แล้วไป เรื่องที่อยากพูด ฉันก็ไม่บอกแล้ว”
“สหายเฉิน จิ้งเสียน หลังปีใหม่อายุเพิ่มขึ้นปีนึง กล้าขึ้นเยอะเลยนะ หนีวันแรกได้ จะหนีวันที่สิบห้าพ้นเหรอ?(1)”
“เชอะ เธอก็ชอบแต่จะรังแกคนอื่นจริงๆ”
เฉิน จิ้งเสียน เอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอนอย่างมีเสน่ห์ความเป็นผู้หญิง
“ถ้าเธอว่าง ตอนนี้ก็ออกมาเลยสิ? ฉันก็กำลังจะกลับบ้านเหมือนกัน เราน่าจะถึงพร้อมๆ กันพอดีนะ” ในน้ำเสียงของ เฉิน จิ้งเสียน แฝงด้วยความดีใจที่ปิดไม่มิด: “เย็นนี้เธอกินข้าวหรือยัง? เดี๋ยวฉันจะได้ซื้ออะไรกลับไปให้”
“กินแล้วครับ แค่พี่มาก็พอแล้ว”
“อืม งั้นฉันออกไปเดี๋ยวนี้นะ”
วางสายแล้ว หลินเจียง ก็หยิบเสื้อแจ็กเก็ตแล้วออกจากบ้านทันที ในอีกด้านหนึ่ง การเคลื่อนไหวของ เฉิน จิ้งเสียน ก็แทบจะพร้อมกันกับเขา
ในห้องนั่งเล่น พ่อแม่ของเธอและเฉิน จิ้งเจีย กำลังดูโทรทัศน์กันอยู่ พอเห็น เฉิน จิ้งเสียน แต่งตัวเสร็จออกมา ทั้งสามก็หันไปมองเธอ
“นี่มันสองทุ่มกว่าแล้วนะ ลูกจะออกไปไหนเหรอ?” หวัง หมิ่นเสีย ถาม
เฉิน จิ้งเสียน เพียงพยักหน้า “หนูนัด หลินเจียง ไว้ ออกไปข้างนอกหน่อย…”
เมื่อพอถึงประตู เธอสวมรองเท้าเสร็จแล้วก็หยุดเล็กน้อยก่อนพูดว่า: “คืนนี้หนูไม่กลับนะ ไม่ต้องรอหนูแล้ว”
พอได้ยินแบบนี้ หวัง หมิ่นเสีย ก็เข้าใจได้ทันทีว่าหมายความว่าอะไร
เฉิน เจี้ยนกั๋ว ที่นั่งอยู่บนโซฟา กับเฉิน จิ้งเจีย ที่อยู่ข้างโต๊ะน้ำชาก็รีบเงี่ยหูตั้งใจฟัง
อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ออกไปตอนกลางคืนไม่กลับบ้าน ไปทำอะไรนั้นทุกคนต่างก็รู้กันดี
และหวัง หมิ่นเสีย ก็รู้ดีว่าลูกสาวคนโตของเธอจะไปค้างคืนที่อื่นกับใคร นอกจาก หลินเจียง แล้ว ก็ไม่มีทางเป็นคนอื่นแน่นอน
หวัง หมิ่นเสีย เผยรอยยิ้มบางๆ “ไปเถอะ ไปทำธุระของลูกเถอะ”
เฉิน จิ้งเสียน ยิ้มพยักหน้า เมื่อสวมรองเท้าเสร็จแล้วก็เดินออกไปทันที
เฉิน จิ้งเจีย ที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะน้ำชามีสีหน้าเศร้าหมอง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ …ทุกอย่างเป็นผลจากการกระทำของตัวเองทั้งนั้น
…………………
(1)[หนีวันแรกได้ จะหนีวันที่สิบห้าพ้นเหรอ? (躲得了初一,你能躲的了十五?) – เป็นสำนวนที่มาจากปฏิทินจันทรคติ โดย 初一 (ชูอี) คือวันขึ้น 1 ค่ำ และ 十五 (สืออู่) คือวันขึ้น 15 ค่ำ ซึ่งเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง สำนวนนี้มีความหมายว่า ‘หนีเรื่องเล็กๆ ไปได้ แต่หนีเรื่องใหญ่ที่ตามมาไม่พ้นหรอก’ หรือว่า ‘หนีได้ครั้งนี้ แต่หนีครั้งหน้าไม่รอดแน่’ ในที่นี้ หลินเจียง กำลังขู่ เฉิน จิ้งเสียน แบบติดตลกว่า ถึงแม้ตอนนี้จะรอดตัวไปได้ แต่เดี๋ยวก็ต้องโดนเขา ‘จัดการ’ อยู่ดี…]