เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 302 งานแถลงข่าวของฮุ่ยผิ่นซิตี้

ตอนที่ 302 งานแถลงข่าวของฮุ่ยผิ่นซิตี้

ตอนที่ 302 งานแถลงข่าวของฮุ่ยผิ่นซิตี้


เช้าวันถัดมา ตอนที่ หลินเจียง ตื่นขึ้นมา เฉิน จิ้งเสียน ยังซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม… เมื่อคืนหลังจากจบ ‘กิจกรรม’ ไปแล้ว เธอกระทั่งชุดนอนก็ไม่ได้ใส่

ผิวขาวผ่องกับเรือนร่างอวบอิ่มโค้งเว้า ทำให้ หลินเจียง อดใจไม่ไหวอีกครั้ง เขาพลิกตัว เตรียมจะชวนเธอออกกำลังกายบริหารยามเช้า

อ๊ะอ๊า—

เสียงร้องแหลมผสมเสียงครางแผ่วดังขึ้น เฉิน จิ้งเสียน ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย แม้สติยังไม่เต็มที่ แต่เธอก็เริ่มตอบสนองต่อจังหวะของ หลินเจียง แล้ว

กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปเก้าโมงกว่า หลังผ่านสองเกมไพ่แรกมาแล้ว เฉิน จิ้งเสียน ก็เริ่มคุ้นชินกับจังหวะของ หลินเจียง แถม หลินเจียง ยังสังเกตว่า ความต้องการของ เฉิน จิ้งเสียน นั้นมากกว่าที่เขาคาดคิดไว้เสียอีก

พักแค่ครู่เดียว เธอก็พร้อมจะเล่นรอบสองได้แล้ว ซึ่งในบรรดาผู้หญิงที่เขารู้จัก ถือว่าโดดเด่นเลยทีเดียว

จู่ๆ หลินเจียง ก็นึกถึง หลิน เฉียงเวย ถ้า เฉิน จิ้งเสียน ยังขนาดนี้ แล้วรุ่น PRO MAX อย่างเธอจะยิ่งขนาดไหนกันนะ?

“เกือบสิบโมงแล้วนะ!” หลังออกกำลังกายบริหารยามเช้าเสร็จ เฉิน จิ้งเสียน รีบลุกจากเตียง “ฉันไปทำกับข้าวให้เธอกินก่อนดีกว่า”

“พักก่อนสักหน่อยเถอะครับ” หลินเจียง รั้งเธอไว้ “สายขนาดนี้แล้ว ออกไปกินข้างนอกก็พอแล้ว”

“ก็ได้ค่ะ ตามใจเธอเลย”

หลังจากล้างหน้าแต่งตัวเสร็จ เฉิน จิ้งเสียน ก็หยิบชุดของตัวเองขึ้นมา เธอสวมถุงน่องสีดำเข้มกับเสื้อเชิ้ตสีดำรัดรูป ยิ่งขับให้รูปร่างอวบอิ่มดูเด่นขึ้นไปอีก

ก่อนออกจากบ้าน เธอสวมทับด้วยโค้ทสีเบจ ในจุดนี้เธอคล้าย เสิ่น ชิงชิว อยู่บ้าง แต่รูปร่างของ เฉิน จิ้งเสียน ที่อิ่มเอิบกว่า ก็ทำให้ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ

แต่งตัวเสร็จ ทั้งคู่ก็ออกไปกินข้าวข้างนอก เสร็จแล้วก็ตรงไปที่บริษัท เมื่อมาถึงออฟฟิศ หลินเจียง เห็นซองเอกสารพัสดุวางอยู่บนโต๊ะทำงาน เมื่อฉีกออกมา ก็พบกับโฉนดที่ดินหนึ่งปึก

“ที่แท้โรงแรมเบย์วิวก็เป็นแบรนด์ในเครือกลุ่มว่านเจวี๋ยนี่เอง ฉันก็เพิ่งรู้” เฉิน จิ้งเสียน กล่าว

“ตอนนี้เศรษฐกิจทั่วโลกซบเซา กลุ่มบริษัทขยายธุรกิจต่อไม่ได้ ก็เลยขายโรงแรมเบย์วิวออกไป”

เฉิน จิ้งเสียน มองดูข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ในมือแล้วพยักหน้าเบาๆ “นี่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาหลากหลายด้านของเรานะ ทั้งร้านอาหาร, การลงทุนความเสี่ยง, ภาพยนตร์และบันเทิง, อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ถ้าเพิ่มด้านทางการแพทย์เข้าไปอีก ก็น่าจะครบวงจรแล้ว”

“ศูนย์แพทย์แผนจีนของ คุณสวี ก็เปิดแล้วเหมือนกันนะ ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนได้”

“ก็จริง แต่ตอนนี้ยังเล็กเกินไปครับ ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ควรเพิ่มการลงทุนเข้าไปหน่อย เพื่อเติมเต็มจุดอ่อนด้านนี้ให้สมบูรณ์”

“เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง” หลินเจียง พูดว่า: “ตอนนี้บริษัทขยายตัวเร็วไปหน่อย ต้องชะลอไว้บ้าง ค่อยๆ เดินจะดีกว่า”

เฉิน จิ้งเสียน พยักหน้า มอง หลินเจียง: “ฉันโทรหาผู้จัดการโรงแรมก่อน เดี๋ยวเราประชุมกัน”

“ได้ครับ”

เฉิน จิ้งเสียน โทรเสร็จอย่างรวดเร็ว แล้วก็ลงไปข้างล่างกับ หลินเจียง เพื่อไปยังโรงแรมเบย์วิว เมื่อมาถึงโรงแรม บรรดายามที่ลานจอดรถยืนตัวตรงกันหมด

เมื่อขับรถเข้ามาถึงหน้าโรงแรม มีชายหญิงคู่หนึ่งยืนรออยู่ ทั้งคู่ใส่ชุดยูนิฟอร์มของพนักงานโรงแรม แค่ดูจากเครื่องแบบก็รู้ว่าคือผู้บริหาร

ผู้หญิงชื่อ อู๋ ซิ่วลี่ เป็นผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมเบย์วิว หุ่นค่อนข้างผอม แต่งหน้าอ่อนๆ และกำลังมองไปรอบๆ เพื่อหาเจ้านายใหม่ ผู้ชายข้างๆ ชื่อ เฝิง ซู่ซง รูปร่างอ้วนลงพุง เป็นรองผู้จัดการทั่วไปของโรงแรม

“ดูสิ มีรถเบนท์ลีย์ มูซานคันหนึ่งขับเข้ามา รถระดับนี้ดูมีหน้ามีตาพอสมควร อาจจะเป็นรถของเจ้าของใหม่ก็ได้ครับ” เฝิง ซู่ซง กล่าว

“ไม่ใช่รถเจ้าของใหม่หรอก เป็นของเพื่อนฉัน” อู๋ ซิ่วลี่ พูดพลางยิ้มแล้วเดินเข้าไปหา

ทันใดนั้น ประตูรถเปิดออก และหาน กวางฉี ลงมาจากรถ

“ท่านประธานหาน มาแล้วเหรอคะ”

“ผู้จัดการอู๋ ลำบากคุณแล้วนะ ที่ช่วยจัดเวลาและสถานที่ให้ ไม่งั้นงานแถลงข่าวของเราอาจจัดไม่ทัน”

เมื่อได้ยินบทสนทนานี้ เฝิง ซู่ซง ก็เดาได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร วันนี้กลุ่มบริษัทฮุ่ยผิ่นจะจัดงานแถลงข่าวที่โรงแรมนี้ และเรื่องนี้ทั้งหมดก็เป็น อู๋ ซิ่วลี่ ที่ดูแล ดังนั้นผู้ชายคนนี้ก็ต้องเป็นคนของกลุ่มบริษัทฮุ่ยผิ่นแน่นอน

เพราะไม่เกี่ยวกับตัวเอง และทั้งหมดอยู่ในความรับผิดชอบของ อู๋ ซิ่วลี่ เฝิง ซู่ซง จึงแค่ทักทายสั้นๆ ก่อนจะถอยออกมา วันนี้ภารกิจหลักของเขาคือดูแลเจ้านายใหม่ จึงต้องจับตาให้ดี

“เลขาผมโทรมาแล้ว ผมขอขึ้นไปก่อน ไว้มีเวลามาทานข้าวด้วยกัน”

“ได้ค่ะ ท่านประธานหานตามสบายนะคะ”

เมื่อ หาน กวางฉี เดินออกไป อู๋ ซิ่วลี่ กับเฝิง ซู่ซง ก็กลับมาที่หน้าโรงแรมอีกครั้ง ไม่นาน รถมายบัคของ หลินเจียง ก็ขับเข้ามา

“ฉันว่ารถมายบัคนั่นน่าจะเป็นรถของเจ้าของใหม่นะ” ทั้งคู่ทำงานในวงการโรงแรมมาหลายปี รู้จักรถหรูทุกยี่ห้อเป็นอย่างดี เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่ารถมายบัคคันนี้ราคาไม่ธรรมดา จึงจับตามองทันที

หลังจากรถจอดสนิท เฉิน จิ้งเสียน ถือแฟ้มเตรียมจะลงจากรถ แต่เห็นว่า หลินเจียง ยังไม่ขยับ เธอมองตามสายตาเขาไป เห็นว่าเขากำลังจ้องไปที่รถเบนท์ลีย์คันหนึ่งฝั่งตรงข้าม

“รถคันนั้นทำไมเหรอคะ?”

“ดูคุ้นๆ น่ะ” หลินเจียง ปลดเข็มขัดนิรภัย “อาจจะตาฝาดก็ได้ ไปกันเถอะ ทำงานก่อน”

ทั้งคู่ลงจากรถ เดินตรงไปยังประตูโรงแรม และได้พบกับ อู๋ ซิ่วลี่ กับเฝิง ซู่ซง ที่ยืนรออยู่หน้าประตู

“เดาผิดแล้วล่ะ” เฝิง ซู่ซง หัวเราะแหะๆ สีหน้ามีแววลามกทะลึ่งเล็กๆ “ดูจากคู่หนุ่มหล่อสาวสวยแบบนี้ ก็รู้เลยว่ามาเปิดห้องกัน”

อู๋ ซิ่วลี่ ปรายตามอง เฝิง ซู่ซง แม้ในใจจะเห็นด้วยกับการคาดเดา แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการพูดของเขา ทั้งคู่ร่วมงานกันมากว่าสองปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยสนิทใจกันจริงๆ

เธอมองว่า เฝิง ซู่ซง ค่อนข้างหยาบเกินไป วิธีพูดตรงเกินพื้นๆ ไม่เข้ากับภาพลักษณ์ของโรงแรม และไม่ตรงกับค่านิยมของเธอ จนทำให้ทั้งคู่แทบไม่มีการติดต่อส่วนตัวนอกเหนือจากงาน

“ถ้าเป็นมายบัค S-Class ก็น่าจะใช่แล้วล่ะ ปกติแล้วเจ้านายใหญ่ส่วนใหญ่จะไม่ขับรุ่น GLS” อู๋ ซิ่วลี่ พยักหน้าเบาๆ ถือเป็นการตอบรับโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม

ขณะนั้นเอง หลินเจียง กับเฉิน จิ้งเสียน ก็เดินเข้ามา “พวกคุณคือผู้จัดการอู๋ กับรองผู้จัดการเฝิงใช่ไหมคะ?”

เฉิน จิ้งเสียน เอ่ยขึ้นก่อน ทั้งคู่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็เดาได้ทันทีว่าหนุ่มสาวตรงหน้ามีตัวตนไม่ธรรมดา

“พวกท่านคือท่านประธานหลินกับผู้จัดการเฉินเหรอคะ?”

“ใช่ค่ะ” เฉิน จิ้งเสียน ขยับตัวเล็กน้อย “ท่านนี้คือท่านประธานหลินคะ เรื่องการเข้าซื้อกิจการ ทางกลุ่มว่านเจวี๋ยคงแจ้งคุณแล้ว วันนี้เรามาดูสถานที่กันหน่อยนะค่ะ”

เมื่อยืนยันตัวตนของ หลินเจียง แล้ว จะบอกว่าไม่ตกใจก็คงเป็นไปไม่ได้ อายุน้อยเพียงนี้แต่สามารถซื้อโรงแรมใหญ่ขนาดนี้ได้ เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดในบรรดาทายาทเศรษฐีรุ่นใหม่

“พวกเราทราบข่าวมานานแล้วค่ะ และเฝ้ารอให้ ท่านประธานหลินกับผู้จัดการเฉินมาที่นี่” อู๋ ซิ่วลี่ ทำท่าเชิญและพาทั้งคู่เข้าไปในโรงแรม

หลินเจียง เคยได้ยินชื่อโรงแรมนี้มาก่อน แต่ไม่เคยมาเยือน ความหรูหรานั้นไม่แพ้โรงแรมบุลการี หรือริทซ์-คาร์ลตันที่เคยไปพักมาก่อนเลย

หลังจากเดินชมคร่าวๆ ทั้งหมดก็มาถึงห้องประชุม หลินเจียง ไม่ชอบแนวผู้บริหารใหม่ต้องโชว์ฟอร์ม(1)จึงพูดเน้นเฉพาะสิ่งที่จำเป็น สิ่งไหนทำไม่ได้ก็บอกตรงๆ ให้จบไป จะได้ง่ายและประหยัดเวลา

เมื่อ หลินเจียง พูดจบ ก็ถึงคิวของ เฉิน จิ้งเสียน หน้าที่ของเธอค่อนข้างหนัก ต้องดูแลด้านการเงิน หลังจากพูดเสร็จ หลินเจียง ก็กระซิบอะไรบางอย่างข้างหูเธอ แล้วเดินออกจากห้องประชุมไป

พอเห็นเขาเดินออกมา เฝิง ซู่ซง ก็รีบตามไปทันที “ท่านประธานหลิน ให้ผมไปด้วยไหมครับ?”

“ไม่ต้อง คุณกลับไปประชุมต่อเถอะ ผมขอเดินดูรอบๆ เองสักหน่อย”

“ได้ครับ งั้นผมจะไม่รบกวนท่านแล้วครับ”

หลินเจียง พยักหน้า แล้วเดินออกไปคนเดียว พร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือโทรหา เหอจิ้ง “ท่านประธานหลินคะ”

“ผมจำได้ว่าคุณเคยบอกว่า ฮุ่ยผิ่นซิตี้จะเปิดตัวในวันที่ 31 และจะมีงานแถลงข่าว ใช่ไหม?”

“ใช่ค่ะ ตอนนี้งานกำลังจัดอยู่ที่โรงแรมเบย์วิว มีคนของเราไปอยู่ที่นั่นด้วย ได้ยินว่ามีคนมาร่วมเยอะ แถมยังมีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมด้วย ฉันก็กำลังดูไลฟ์อยู่เลยค่ะ”

“พวกเขายังถ่ายทอดสดด้วยเหรอ?”

“ตอนนี้นิยมแบบนี้กันค่ะ จัดงานแถลงข่าวก็ต้องไลฟ์” สมัยนี้ นอกจากท่านประธานเหลย กับท่านประธานอวี๋ที่เปิดตัวสินค้าแล้ว งานแถลงข่าวของบริษัทอื่นๆ ก็มักไม่ค่อยเป็นกระแส ยิ่งถ้าเป็นธุรกิจที่มีหน้าร้านหรือสถานที่ด้วยแล้ว ความสนใจยิ่งน้อย ก็ไม่น่าแปลกที่ก่อนหน้านี้จะไม่ติดเทรนด์เลย

“โอเค เดี๋ยวผมไปดูหน่อย”

เมื่อวางสายจาก เหอจิ้ง หลินเจียง ก็ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสอง ที่แท้ รถเบนท์ลีย์ มูซานที่คุ้นตานั้นก็เป็นรถของเขานี่เอง มาจัดงานแถลงข่าวในถิ่นของตัวเองแบบนี้ ไม่ใช่เดินชนปากกระบอกปืนหรือไง

มาถึงชั้นสองบริเวณหน้าห้องจัดเลี้ยง เขาก็เห็นป้ายตั้งอยู่หน้าลิฟต์ บนป้ายเขียนว่า [งานแถลงข่าวช้อปปิ้งอัจฉริยะ ฮุ่ยผิ่นซิตี้ ยินดีต้อนรับผู้เข้าร่วม ห้อง 201]

ตามลูกศรบอกทาง หลินเจียง ก็เดินมาถึงหน้าห้อง 201 ที่หน้าประตูมีพนักงานต้อนรับสวมชุดกี่เพ้า เมื่อเห็น หลินเจียง ก็ไม่ได้สอบถามว่าเขาเป็นใคร เพียงแค่ทำท่าทางเชิญให้เข้าไปข้างใน

ข้างในห้องจัดเลี้ยง ด้านหนึ่งมืดสนิท แสงไฟทั้งหมดส่องไปที่เวที บนเวทีมีพิธีกรหญิงสวมสูทสีขาว ยืนคู่กับ หาน กวางฉี และชายวัยกลางคนอีกสามคนเรียงกันเป็นแถว

ด้านหลังมีจอขนาดใหญ่ขึ้นตัวอักษรแปดตัวเด่นชัด: [ชีวิตอัจฉริยะ, การช้อปปิ้งอัจฉริยะ]

ใต้สโลแกนคือการแนะนำตัวสถานะบุคคลทั้งหลาย นอกจาก หาน กวางฉี แล้ว ยังมีนักเศรษฐศาสตร์ และผู้บริหารระดับสูงจากอาลีบาบาและเหม่ยถวนอีกสองคน

สี่คนบนเวทีกำลังพูดโอ้อวดวาดฝันกันใหญ่ ส่วนพิธีกรหญิงก็ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน พูดโต้ตอบได้อย่างเข้าขากันมาก หลินเจียง ยืนอยู่ตรงมุม ฟังพวกเขาพูดโอ้อวดก็รู้สึกว่ามันค่อนข้างน่าสนุก ถ้า หาน กวางฉี รู้ว่าโรงแรมเบย์วิวถูกเขาซื้อไปแล้ว ไม่รู้จะมีสีหน้าแบบไหนกันนะ…

ในตอนนั้นเอง แสงสว่างส่องมาจากทางเข้าประตู ประตูห้องจัดงานถูกผลักเปิดออก มีคนเดินเข้ามาจากด้านนอก หลินเจียง มองไปโดยไม่ตั้งใจ ก็พบว่าคนที่เข้ามาคือ หลี่ อู่หยาง และโจวจิ้น

เหมือนทั้งสองจะรู้สึกได้ถึงสายตาแปลกๆ เลยหันมามองทาง หลินเจียง สีหน้าของพวกเขามีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่แตกต่างกันไป

“เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!” ทั้งคู่สีหน้าไม่เป็นมิตร สายตาที่มอง หลินเจียง เต็มไปด้วยความเป็นศัตรู

“ฮุ่ยผิ่นซิตี้ของ เหล่าหาน ได้ทำการปฏิรูปครั้งใหญ่ และยังไปเรียนรู้โมเดลการจัดการขั้นสูงจากซูเปอร์มาร์เก็ตตงไหล หลังจากเปิดกิจการ ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือเขา การแอบมาสังเกตและเรียนรู้นั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ” หลี่ อู่หยาง กล่าว

“เอาจริงๆ ฉันก็ยังแอบชื่นชมเขานะ ถ้าเป็นฉันคงไม่กล้ามีหน้ามาเข้าร่วมงานแถลงข่าวของคู่แข่งแบบนี้” โจวจิ้น พูดพร้อมรอยยิ้ม

“ก็ต้องโทษว่าเขาโชคร้าย แอบมาแล้วดันถูกเราสองคนเจอ งั้นเราไปคุยกับเขาสักหน่อยเถอะ”

……………………..

(1)[ขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่งจุดไฟสามกอง (新官上任三把火) – เป็นสำนวนหมายถึง การที่ผู้ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่มักจะแสดงความกระตือรือร้นและออกมาตรการที่เข้มงวดเพื่อสร้างผลงานและบารมี]

จบบทที่ ตอนที่ 302 งานแถลงข่าวของฮุ่ยผิ่นซิตี้

คัดลอกลิงก์แล้ว