- หน้าแรก
- หลังหย่า ผมก็มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
- ตอนที่ 266 ฉิน ยางยาง พบแม่สามี
ตอนที่ 266 ฉิน ยางยาง พบแม่สามี
ตอนที่ 266 ฉิน ยางยาง พบแม่สามี
กลุ่มคนเดินทางมาถึงห้องส่วนตัวของร้านจ้วงหยวนโหลว
คนหกคน แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม
หลี่ เยว่ถง, หลี่ หรงจวิน, และเมิ่ง หงฉิน เป็นกลุ่มหนึ่ง พูดคุยกันเรื่องการเรียน
เสิ่น ชิงชิวและหลี่ เสี่ยวผิง เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง พูดคุยเรื่องสัพเพเหระในชีวิตประจำวัน
หลินเจียง ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว ไม่มีใครสนใจเขาเลย แบบนี้เหรอ ชีวิตมหาเศรษฐี? มันกลับตาลปัตรกันหมดแล้ว เหมือนคนไร้ตัวตนไม่มีผิด!
หลังจากอาหารมาเสิร์ฟครบแล้ว สถานการณ์แบบนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป หลี่ เสี่ยวผิง ยิ้มแย้มเบิกบาน คอยคีบอาหารให้ เสิ่น ชิงชิว ไม่หยุด คนที่ไม่รู้คงคิดว่าทั้งสองคนเป็นแม่สามีลูกสะใภ้กัน
“แค่กๆๆ……”
“คุณป้า ดื่มน้ำหน่อยค่ะ”
หลี่เสี่ยวผิง เผลอกินพริกเข้าไปจนสำลัก ไอออกมาสองสามครั้ง เสิ่น ชิงชิว รีบรินน้ำส่งไปให้ทันที อ่อนโยนและใส่ใจ หลี่ เสี่ยวผิง รับแก้วน้ำมา ยิ้มอย่างปลาบปลื้มใจ
มื้อนี้ใช้เวลาไม่นาน หนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็จบลง
“หนูจ๊ะ ถ้าปิดเทอมแล้วก็แวะไปเที่ยวบ้านเรานะ วิวแถวนั้นสวยมากเหมือนกัน” หลี่ เสี่ยวผิง จับมือ เสิ่น ชิงชิว แน่น เหมือนไม่อยากปล่อย
จากบทสนทนาระหว่างมื้อ เธอรู้ว่า เสิ่น ชิงชิว เรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก แถมยังเคยไปต่างประเทศอีก จน หลี่ เสี่ยวผิง นี่ถึงกับอยากให้สองคนไปจดทะเบียนกันตอนนี้เลยด้วยซ้ำ
ทั้งเก่ง ทำอาหารเป็น หน้าตาดี เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สุภาพอ่อนโยนและเป็นแม่บ้านแม่เรือน, เสิ่น ชิงชิว ได้รวบรวมคุณสมบัติของลูกสะใภ้ในอุดมคติไว้ครบถ้วนหมดแล้ว
“ทราบแล้วค่ะ ปิดเทอมเมื่อไหร่จะไปแน่นอนค่ะ” เสิ่น ชิงชิว เองก็คุ้นชินกับบรรยากาศแบบนี้แล้ว การทำให้ผู้ใหญ่มีความสุขสำคัญที่สุด ต้องไม่ทำลายบรรยากาศ ตอนนั้น หลินเจียง ก็เคยทำแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน
หลี่ เสี่ยวผิง หันไปมอง หลินเจียง “ช่วงปิดเทอมนี้ พาเธอกลับบ้านด้วยนะ แม่มอบหน้าที่นี้ให้ลูกแล้ว”
“ยังต้องติวให้ ถงถง อีก จะเอาเวลาที่ไหนไปล่ะครับ…”
“ก็ใช่ว่าจะต้องเรียนทุกวันนี่นา วันเดียวไปกลับก็ยังได้ ถือว่าเปลี่ยนบรรยากาศ”
“เวลาไม่พอหรอก อีกอย่าง…” พูดได้ครึ่งทาง หลินเจียง ก็เห็นสายตาแม่ที่เริ่มเฉือดเขาแล้ว “โอเคๆ ตามที่แม่ว่าเลยครับ”
พอจัดการ หลินเจียง เสร็จ หลี่ เสี่ยวผิง ก็หันมายิ้มสดใสให้ เสิ่น ชิงชิว อีกครั้ง จับมือเธอไว้แน่นไม่ปล่อย ลูบไปมาไม่หยุด
“หนูนะ สัญญากันแล้วนะ ปิดเทอมต้องไปบ้านเรานะ ป้าจะทำอาหารอร่อยๆ ให้กิน”
“ค่ะ หนูทราบแล้วค่ะคุณป้า”
ตอนยืนอยู่หน้าร้าน ก็พูดคุยกันอยู่นาน ถ้า หลินเจียง ไม่ขัดขึ้นมาสหายหลี่คนนี้คงจะคุยกับ เสิ่น ชิงชิว ได้อีกเป็นชั่วโมง โดยไม่พูดซ้ำสักคำ
เพราะเวลาเร่งและภารกิจเองก็ต้องรีบ เสิ่น ชิงชิว ก็เลยพา หลี่ เยว่ถง กลับไปติวหนังสือกันต่อ แถมยังหยิบเอาผลไม้ที่ หลินเจียง เตรียมไว้ให้เธอกลับไปด้วย แบบไม่มีโอกาสปฏิเสธเลยด้วยซ้ำ
ช่วงบ่ายวันนั้น ทั้งสี่คนก็ไม่ได้ไปไหนต่อ หลินเจียง พาพวกเขาไปห้างเหิงหลงพลาซ่าเพื่อซื้อเสื้อผ้า เดิมทีตั้งใจจะไปที่เบิร์กลีย์ แต่ร้านเช่าหลายร้านในนั้นย้ายออกไปแล้ว เลยเลือกที่จะมาเหิงหลงพลาซ่าแทน ซึ่งตลอดการซื้อของ หลินเจียง เป็นคนจ่ายหมด
ช่วงหนึ่งทุ่มกว่าๆ ทั้งสี่คนก็ทานมื้อเย็นกันในห้างเสร็จ
“ไปกันเถอะ คืนนี้ไปนอนบ้านผม” หลินเจียง พูดกับทั้งสามคน
“เราไม่ไปดีกว่า ต้องกลับแล้ว อยู่ต่อไปก็ไม่มีอะไรทำ” หลี่ หรงจวิน ตอบ
ภาระการติวหนักมาก หลี่ เยว่ถง ก็ไม่มีเวลาว่าง พวกเขาเลยไม่คิดจะอยู่ต่อ
“อุตส่าห์มาทั้งที ไม่แวะบ้านผมเลยเหรอ แบบนี้ไม่ดีเลยนะ สาบานได้เลยว่าถึงจะเป็นบ้านผม แต่ผมไม่เก็บเงินหรอกนะ เพราะเห็นแก่น้าสะใภ้ ผมไม่เก็บเงินน้าหรอก”
“จะเก็บเงินก็ไม่มีให้หรอกนะ พรุ่งนี้ก็มีธุระอีก ไว้คราวหน้าแล้วกัน” หลี่ หรงจวิน กล่าว “ถ้าไม่ใช่เพราะลูกสาวบ่นว่าเรียนเครียด เราก็คงไม่มาหรอก วันนี้เห็นว่าเธอดูโอเคแล้ว ก็ไม่ห่วงแล้ว”
“ยังไงก็มีผมอยู่แล้ว ถึงสอบไม่ติดปริญญาโท ก็ไม่มีวันอดตายหรอก น้ากับน้าสะใภ้ไม่ต้องห่วงหรอกครับ”
“สุดยอดเลย ต้องอย่างนี้สิหลานชายฉัน” พูดพลางก็ตบไหล่ หลินเจียง ด้วยรอยยิ้ม หลี่ หรงจวิน กับเมิ่ง หงฉิน ก็เดินทางกลับ
แน่นอนว่า หลินเจียง พาแม่ของเขา หลี่ เสี่ยวผิง กลับไปที่โครงการเซ็นจูรี่ ไทรอัมพ์อย่างที่ควรจะเป็น เมื่อเห็นบ้านขนาด 681 ตารางเมตร หลี่ เสี่ยวผิง ก็ยืนอึ้งอยู่ที่ประตูอยู่พักใหญ่
“ลูก… นี่แกซื้อบ้านใหญ่ขนาดนี้ ไม่แพงไปเหรอ?”
“ก็ไม่ได้แพงอะไรหรอกครับ แม่ไม่ต้องสนใจขนาดบ้านหรอก ขอแค่อยู่สบายก็พอแล้ว”
เข้ามาในห้อง หลี่ เสี่ยวผิง มองไปรอบๆ และถอนหายใจด้วยความทึ่ง บ้านใหญ่ขนาดนี้ ต่อให้ในเมือง หรือในหมู่บ้านก็หายากมาก
“แม่ไปนั่งก่อน เดี๋ยวผมเอาผลไม้มาให้” หลินเจียง พาแม่ไปนั่งที่โซฟาที่ห้องนั่งเล่นเสร็จ แล้วเดินไปที่ครัว
ในตอนนั้นเอง กริ่งประตูก็ดังขึ้น พอเปิดประตู ก็เห็น ฉิน ยางยาง ยืนอยู่ เธอใส่เสื้อยืดสีชมพูหลวมๆ ปิดรูปร่างดีๆ ของเธอไว้หมด
“เพิ่งเลิกงานเหรอครับ?”
“เปล่าค่ะ เพิ่งจัดบ้านเสร็จเมื่อกี้เอง เหนื่อยตายเลย ขอกอดหน่อย~” ฉิน ยางยาง พูดพลางทำเสียงออดอ้อน แล้วก็ยื่นมือมากอด หลินเจียง
“แน่ใจนะว่าจะกอด?”
“แน่นอน! ต้องกอดสิ ไม่กอดไม่ได้เด็ดขาด!” ด้วยท่าทีเอาแต่ใจ ฉิน ยางยาง ก็โถมตัวเข้าหา กอดคอ หลินเจียง ใช้ขาหนีบเอวเขาไว้ เหมือนหมีโคอาล่า เกาะอยู่บนตัวเขา
แบบนั้นแหละ หลินเจียง ก็อุ้มก้นเธอไว้ แล้วเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ในอ้อมแขนของ หลินเจียง ฉิน ยางยาง ก็สบตากับ หลี่ เสี่ยวผิง อากาศในวินาทีนั้น…ราวกับจะหยุดนิ่ง
พอเห็นอายุของ หลี่ เสี่ยวผิง และใบหน้าเธอ ฉิน ยางยาง ก็ตระหนักว่ามีบางอย่างผิดปกติ เธอรีบกระโดดลงจากตัว หลินเจียง ท่าทางประหม่า ตื่นตระหนกจนพูดไม่ออก
“นี่… นี่คงไม่ใช่…คุณป้าใช่มั้ยคะ?”
“พูดถูกแล้วล่ะ”
พอรู้ตัวว่าอีกฝ่ายคือคุณแม่ของ หลินเจียง หัวใจของ ฉิน ยางยาง ก็แทบจะกระเด็นจะกระดอนออกมาจากลำคอ นึกถึงเมื่อกี้ที่ตัวเองพูดกับ หลินเจียง ยังไงก็อยากมุดดินหนีเข้าไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด งือๆๆ~
“คุณป้าคะ หนูเป็นแฟนของ หลินเจียง ค่ะ หนูชื่อ ฉิน ยางยาง…”
แฟน… คราวนี้เป็นฝ่าย หลี่ เสี่ยวผิง ที่ทำอะไรไม่ถูกบ้างแล้ว ตอนกลางวันก็เพิ่งเจอไปคนหนึ่ง นี่ก็อีกคนมาอีกแล้ว...
“มาๆๆ นั่งก่อนเร็ว” หลี่ เสี่ยวผิง ตั้งสติได้ไว รีบต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น เรื่องแฟนหลายคนน่ะเอาไว้ทีหลัง แต่พอพามาถึงบ้านแล้ว ยังไงก็ต้องให้เกียรติอีกฝ่ายจะไปเย็นชากับเขาไม่ได้
ฉิน ยางยาง นั่งลงข้างหน้า หลี่ เสี่ยวผิง อย่างประหม่า พูดอะไรไม่ออก
“แม่ผมไม่ใช่เสือร้ายซะหน่อย จะเกร็งอะไรขนาดนั้น”
—ก็นี่แม่สามาในอนาคตนี่นา! จะไม่ให้เกร็งได้ยังไง!
“ลูกสองคนรู้จักกันมากี่เดือนแล้วล่ะ?” หลี่ เสี่ยวผิง ยิ้มพลางถาม เด็กสาวคนนี้ก็ดูดีนะ แววตาที่มอง ฉิน ยางยาง เต็มไปด้วยความชื่นชม
“ก็ประมาณสามเดือนกว่าๆ ได้แล้วค่ะ...” ฉิน ยางยาง ตอบอย่างประหม่า
“งั้นก็ไม่น้อยแล้วนะ”
“ค่ะ”
ทั้งสองคนนั่งคุยกันไปสักพัก สถานการณ์ของ ฉิน ยางยาง ก็ดีขึ้นมาก ไม่เหมือนตอนแรกที่เกร็งจนพูดไม่ออก ตอนนี้หัวเราะพูดคุยกันไม่ขาดสาย พอเริ่มจับมือกันคุย หัวข้อก็กลายเป็นเรื่องครอบครัว แล้วก็เริ่มบ่นนิสัยเสียของ หลินเจียง
เมื่อพอรู้ว่า ฉิน ยางยาง จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แถมยังเป็นทนายความใหญ่โตอีกต่างหาก หลี่ เสี่ยวผิง ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก ในใจคิดวนไปวนมาอยู่แค่คำว่า ‘คนนี้ก็ไม่เลวเลย คนนี้ก็ไม่เลวเลย...’
ส่วน หลินเจียง ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พูดแทรกไม่ได้สักคำ สุดท้ายเลยปล่อยเลยตามเลย เขาเปิดหน้าต่างค่าสถานะขึ้นมา
[ชื่อ: หลินเจียง]
[ทักษะ: การทำอาหาร (ขั้นต้น), ศิลปะการต่อสู้ (ขั้นต้น), มวยแปดปรมัตถ์ (ขั้นพื้นฐาน), การขับรถ (ระดับปรมาจารย์), ว่ายน้ำ (ขั้นพื้นฐาน), บาสเก็ตบอล (ขั้นต้น), ดำน้ำ (ระดับปรมาจารย์), ฟิตเนส (ระดับปรมาจารย์)]
[คุณสมบัติ: ร่างกาย 27, สติปัญญา 36, เสน่ห์ 25]
[พลังการต่อสู้: 28]
[เพื่อนร่วมทีม: สวีหลิน]
[ไอเท็ม: ไม่มี]
[ค่าประสบการณ์: 100/100]
“เลือกสมบัติ”
กล่องสมบัติที่คุ้นเคยสามใบปรากฏขึ้น หลังจากเปิดออก ก็ปรากฏสัญลักษณ์รูปดวงตาสามอัน
กล่องสมบัติหนึ่ง: รางวัลดวงตาแห่งพรสวรรค์ (สามารถดูพรสวรรค์ด้านการแสดงและการร้องเพลงของเป้าหมายได้)
กล่องสมบัติสอง: รางวัลดวงตาแห่งการยั่วยวน (ทำให้เป้าหมายหญิง หลงใหลในเสน่ห์ของคุณจนถอนตัวไม่ขึ้น)
กล่องสมบัติสาม: รางวัลดวงตาแห่งการหยั่งรู้ (สามารถมองเห็นจุดอ่อนของเป้าหมายหญิง เพื่อให้ง่ายต่อการบุกรุกและโจมตี)
หลินเจียง มองดูของรางวัลทั้งสามอย่าง แล้วรู้สึกว่ามันน่าสนใจทั้งหมด โดยเฉพาะอันที่สองกับอันที่สาม ดูแล้วก็รู้ว่าไม่ธรรมดา ส่วนอันแรก สำหรับตัวเขาในระยะนี้ ก็มีประโยชน์มากเช่นกัน
“สุ่ม!”
[เลือกสมบัติสำเร็จ: กล่องสมบัติหนึ่ง: รางวัลดวงตาแห่งพรสวรรค์ (สามารถดูพรสวรรค์ด้านการแสดงและการร้องเพลงของเป้าหมายได้)]
เจ้าระบบ ถ้าไม่ใช้บั๊กกับแกนี่ แกไม่ยอมให้ของดีๆ กับข้าเลยสินะ!
หลังจากเสียงแจ้งเตือนของระบบสิ้นสุดลง หลินเจียง รู้สึกว่าตาพร่าไปชั่วขณะ แต่เพียงไม่กี่วินาทีก็กลับมาเป็นปกติ โดยไม่รู้ตัว หลินเจียง ก็หันไปมอง ฉิน ยางยาง บนหัวของเธอ ปรากฏค่าตัวเลขสองชุดขึ้นมา
[ชื่อ: ฉิน ยางยาง]
[พรสวรรค์ด้านการร้องเพลง: 31 (คนทั่วไปคือ 60)]
[พรสวรรค์ด้านการแสดง: 9 (คนทั่วไปคือ 60)]
จะว่าไปแล้ว คุณทนายฉินนี่ไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้เลยเหรอ? พรสวรรค์ต่ำขนาดนี้ ต่อให้หาอาจารย์เก่งๆ มาสอน ก็คงไม่มีพื้นที่ให้พัฒนาแล้วล่ะ
แต่พอได้ของแบบนี้มา อนาคตฉันจะไม่กลายเป็นเจ้าพ่อวงการบันเทิงได้ยังไงล่ะ?
………………
บริษัทเทคโนโลยีสี่หยวน จำกัด, แผนกธุรกิจเทรนด์ทั่วหล้า
ในตอนนี้ ในห้องทำงานยังคงสว่างไสว คนส่วนใหญ่ในแผนกธุรกิจยังไม่เลิกงาน ในห้องทำงาน โจวจิ้น กำลังประชุมอยู่กับ เจิ้ง ถงเปียว รองผู้จัดการทั่วไปของบริษัท
“วันเสาร์นี้ การแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์ของ ‘ชาวซุปเปอร์เพลย์’ จะมีรอบชิงชนะเลิศของเมืองจงไห่ ซึ่งดันไปชนกับเวลาจัดงานของเรา พวกเขาตั้งใจจะเล่นงานเราแน่ พยายามแย่งกระแสความนิยมไปหมด” เจิ้ง ถงเปียว มีสีหน้าไม่สู้ดี ขมวดคิ้วพูดขึ้น
“งานของพวกเขามีหน่วยงานราชการสนับสนุน ความร้อนแรงสูงกว่าเรามาก และยังจะมีการแข่งขันในระดับนานาชาติตามมาอีก จุดนี้เราเทียบไม่ติดเลย ตอนนี้กระแสถูกพวกเขายึดไปหมดแล้วครับ”
โจวจิ้น นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ไม่พูดจา ตอนนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเผชิญหน้ากันของสองกองทัพ ถ้าหากเขาทนแรงกดดันไม่ไหว ‘เทรนด์ทั่วหล้า’ ก็จะถูก ‘ชาวซุปเปอร์เพลย์’ แซงนำไปทุกทาง
“ไอ้หมอนั่น แม่งก็เก่งแต่เล่นลูกตุกติกพวกนี้” โจวจิ้น สบถอย่างหัวเสีย
“แต่เราก็พูดแบบนั้นไม่ได้นะครับ ตอนที่เราเริ่มโครงการนี้ มันก็มีจุดที่เราคิดพลาดเหมือนกัน” เจิ้ง ถงเปียว กล่าว “เราคิดว่า ผู้ชมชอบดูผู้หญิงเต้น ก็เลยจัดกิจกรรมแบบนี้ขึ้นมา แต่ความจริงความสนใจของผู้ชมไม่ได้อยู่ที่การเต้นเลย พวกเขาอยากดู ‘หน้าอก ขา และก้น’ ต่างหาก แล้วเชียร์ลีดเดอร์ของ ‘ชาวซุปเปอร์เพลย์’ ก็ล้วนเป็นสาวมหาวิทยาลัยที่อายุยังน้อย หน้าตาดี กระโปรงสั้น เสื้อรัดรูป ในจุดนี้เราก็แพ้แบบไม่ต้องพูด”
ตอนแรก หลินเจียง เป็นคนตัดสินใจจัดงานแข่งเชียร์ลีดเดอร์ เป้าหมายก็เพื่อสิ่งนี้ ไม่ว่า โจวจิ้น หรือเจิ้ง ถงเปียว ทั้งคู่ต่างเป็นผู้บริหารระดับสูงมานาน จึงไม่สามารถเข้าใจความคิดของคนทั่วไปได้ พวกเขาคิดว่า คนดูชอบการเต้นที่มีจังหวะจะโคนแบบนี้ ผลลัพธ์ที่ออกมา จึงไม่ได้ผิดอะไรนัก เพียงแต่ว่า คนดูชอบดู ‘หน้าอกกับขา’ มากกว่าแค่นั้น
นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘การเลือกกลุ่มเป้าหมาย’ การแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์ของ ‘ชาวซุปเปอร์เพลย์’ คัดเลือกเฉพาะนักศึกษาสาวสวยอายุน้อย ส่วนการแข่งขันแจ๊สแดนซ์ของ ‘เทรนด์ทั่วหล้า’ เปิดรับจากสังคมทั่วไป ทำให้รูปร่างหน้าตาของผู้เข้าประกวดมีความหลากหลายมาก แน่นอนว่าบางคนก็ดูดี แต่บางคนก็บอกได้คำเดียวว่า ‘พูดยาก’
โจวจิ้น เคยเห็นมากับตาตัวเอง สาวคนหนึ่งหนักกว่าสองร้อยจิน (ราว 120 กิโลกรัม) มาลงแข่งแจ๊สแดนซ์ แถมยังทำท่าทางหยิ่งยโส ราวกับจะเขียนคำว่า ‘อย่าเสือกมาใกล้’ ไว้บนหน้า
ในทางกลับกัน การแข่งเชียร์ลีดเดอร์ของ ‘ชาวซุปเปอร์เพลย์’ ผู้ที่ถูกคัดเลือกมาทั้งหมดล้วนผ่านการคัดอย่างเข้มงวด ไม่มีใครหน้าตาไม่ดีเลยสักคน พอเอามาเปรียบกันก็รู้เลยว่า ใครเหนือกว่า
“แม่มเอ๊ย!!” โจวจิ้น เตะโต๊ะทำงานด้วยความโกรธ แค่คิดก็ของขึ้นแล้ว เพราะต่อให้เป็นตัวเขาเอง ก็ยังอยากดูการแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์เหมือนกันและนั่นแหละคือสิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุด
“เพิ่มเงินรางวัลอีกหน่อย แล้วก็สนับสนุนด้านกระแสด้วย” เขานิ่งคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า “ผู้ชนะในรายการ หรือคนที่มีศักยภาพ บริษัท MCN ในเครือครีเอเตอร์ของเราจะสามารถยื่นสัญญาให้ได้…”
“ท่านประธานโจว! เรื่องใหญ่แล้วค่ะ!” เลขาสาวรีบเปิดประตูพรวดเข้ามา ขัดจังหวะที่ โจวจิ้น กำลังพูด
“เกิดอะไรขึ้น”
“ชาวซุปเปอร์เพลย์ ประกาศแผนการปั้นดาวรุ่งพรุ่งนี้แล้วค่ะ ผู้ชนะจะได้สิทธิ์เซ็นสัญญากับบริษัทสื่อใหม่ของพวกเขา และจะได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องใหม่ด้วย!”
“พวกมันเล่นถึงขั้นนี้เลยเหรอ!” โจวจิ้น ถึงกับนั่งไม่ติด เรื่องรางวัลอื่นๆ เขายังพอเลียนแบบได้ แต่เรื่องนี้เลียนแบบไม่ได้จริงๆ และเขารู้ดีว่าสิ่งล่อใจแบบนี้ มีผลกับสาววัยรุ่นแค่ไหน
เจิ้ง ถงเปียว เองก็เริ่มกระสับกระส่าย มีความรู้สึกเหมือนโดนตบหน้ากลางอากาศ ในขณะที่ฝั่งของพวกเขายังเล่นอยู่กับเงินรางวัลและกระแสโซเชียล ฝั่งโน้นกลับเดินเกมไปถึงขั้นสร้างนักแสดงเองแล้ว
ความต่างชั้นนั้น นำหน้าไปแล้วหนึ่งยุคเต็มๆ เมื่อเทียบกันแล้ว รางวัลที่ ‘เทรนด์ทั่วหล้า’ มอบให้ ก็ดูไร้ความหมายไปเลย
“ท่านประธานโจว…” ในตอนนั้นเอง ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของบริษัทก็เดินเข้ามา “มีสี่ทีมส่งใบขอถอนตัวจากการแข่งขันครับ ไม่ขอเข้าร่วมในรอบต่อไปแล้ว”
โจวจิ้น ขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม ตอนนี้การแข่งขันแจ๊สแดนซ์ กำลังอยู่ในรอบ 32 ทีมสุดท้ายเพื่อคัดให้เหลือ 16 ทีม ถ้ามีถึง 4 ทีมถอนตัว ผลกระทบกับกิจกรรมถือว่าใหญ่หลวงมาก
“เขาว่าบอกเหตุผลไหมว่าคืออะไร?”
“เอ่อ…” ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการลังเล
“มีอะไรก็พูดออกมา อย่าพูดอ้อมค้อม!”
“พวกเขาไปสมัครแข่งเชียร์ลีดเดอร์ของ ชาวซุปเปอร์เพลย์ แล้วครับ ตอนนี้ตารางแข่งมันชนกัน ก็เลยไม่สามารถเข้าร่วมแข่งของเราได้…”
โจวจิ้น ไม่พูดอะไร แต่เห็นได้ชัดว่าเส้นเลือดบนหน้าผากเต้นตุบๆ
“ท่านประธานโจว ใจเย็นๆ ก่อนครับ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะโมโห แค่โกรธมันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแล้ว เราต้องหาทางรับมือครับ” เจิ้ง ถงเปียว เข้ามาช่วยพูดปลอบใจ: “เราสามารถหาผู้เข้าแข่งขันคนอื่นมาแทนได้ รับรองว่าไม่กระทบตารางการแข่งขันแน่นอน”
“งั้นก็เพิ่มเงินรางวัลไปอีกสักล้านสิ! ฉันไม่เชื่อหรอกว่าพอคนเห็นเงินแล้วจะไม่สนใจ!”
“ท่านประธานโจวใจเย็นก่อน พวกเขาตั้งบริษัทสื่อกันแล้วนะ ผู้ชนะมีโอกาสได้เซ็นสัญญา นี่เป็นแรงดึงดูดที่สาวๆ วัยรุ่นต้านไม่ไหวหรอก ต่อให้เราเพิ่มเงินรางวัลอีกล้าน ก็ไม่แน่ว่าจะมีคนสนใจย้ายมา แต่ผมมีอีกวิธีหนึ่งครับ”
โจวจิ้น จุดบุหรี่ สูบหนึ่งครั้งแล้วเปิดหน้าต่างออก ลมเย็นยามค่ำคืนพัดเข้ามา ทำให้เขาสงบลงเล็กน้อย
“เราควรกระจายเงินรางวัลให้ทั่วถึง ถ้ามีแค่กลุ่มบนสุดเท่านั้นที่ได้เงิน คนอื่นๆ ก็จะไม่ค่อยกระตือรือร้น เพราะในวงการนี้ ทุกคนรู้จักกันดี หลายคนรู้ว่าตัวเองไม่มีหวังจะชนะ ก็เลยหมดไฟในการแข่ง ถ้าเราแบ่งรางวัลออกไป จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้”
หลังพูดจบ โจวจิ้น ไม่ตอบทันที แต่เงียบคิดพิจารณาความเป็นไปได้ของแผนนี้ “เมื่อกี้ฉันอาจจะใจร้อนไปหน่อย ความคิดคุณดี แต่แบบนี้มันแก้ได้แค่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ที่ต้นตอ”
ทุกคนในห้องเงียบกริบ รอฟังว่า โจวจิ้น จะพูดอะไรต่อ พวกเขาเดาว่าเขาอาจจะมีแผนใหม่รับมือได้แล้ว
“เราควรใช้วิธีเดียวกับพวกนั้น ตอบโต้ด้วยแนวทางเดียวกัน เราเองก็ควรถ่ายภาพยนตร์ด้วยเหมือนกัน ดึงความสนใจกลับมาให้ได้ แบบนั้นถึงจะได้ผลจริง”
ทันทีที่พูดจบ สามคนในห้องก็หันมามองหน้ากัน เจิ้ง ถงเปียว มีสีหน้าลังเล มันเป็นแผนที่ดีจริง แต่การดำเนินงานนั้นยากมาก
“ท่านประธานโจว ตอนนี้ในบัญชีเรามีแค่ 30 ล้านเท่านั้นนะครับ จะไปลงทุนถ่ายภาพยนตร์นี่มันแทบไม่พอเลย(1) อีกอย่าง เงินพวกนี้ยังต้องใช้ในการโปรโมตภายหลังในช่วงท้ายอีกด้วย ผมว่าเราควรคิดให้รอบคอบกว่านี้”
ตอนนั้นเอง ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการก็พูดขึ้นด้วย “ตามแผนเดิม การแข่งขันเต้นแจ๊สนี้แค่เป็นช่องทางดึงคนเข้ามา กิจกรรมหลักๆ ยังมีอีกหลายอย่างรอเปิดตัวอยู่ แต่เพราะการแข่งขันครั้งนี้มี ‘ชาวซุปเปอร์เพลย์’ เข้ามาแทรก พวกเราจึงต้องเพิ่มงบเป็นเท่าตัว ทำให้กิจกรรมอื่นๆ งบบีบมากอยู่แล้ว ถ้าเอาเงินมาลงทุนถ่ายภาพยนตร์ ตอนนี้พวกนั้นก็อาจจะถูกเลื่อนออกไปทั้งหมด”
ทุกคนเข้าใจดีว่าแผนของ โจวจิ้น นั้นดี และมีประสิทธิภาพจริง แต่...มันใช้เงินเยอะเกินไป และสภาพคล่องของบริษัทก็ไม่เพียงพอจะรับภาระนี้ได้
ในฐานะประธานบริษัท เทรนด์ทั่วหล้า โจวจิ้น ก็รู้สถานะทางการเงินของบริษัทดี เขายืนสูบบุหรี่เงียบๆ มองออกไปนอกหน้าต่าง สูบไปหลายคำติดกัน
“เรื่องเงิน เดี๋ยวฉันจะหาทางเอง อย่างน้อยพวกคุณก็ไปเริ่มต้นจัดการเรื่องนี้ก่อน ภาพยนตร์ต้องเข้าฉายพร้อมกับพวกมันให้ได้…”
“เอ่อ…” ทุกคนหันมามองหน้ากัน เจิ้ง ถงเปียว พูดว่า: “แบบนั้นเวลาจะค่อนข้างกระชั้นไปหน่อยนะครับ ถ้าเข้าฉายพร้อมกัน มันจะเหมือนตั้งใจไปแข่งกับเขาโดยตรงเลย”
“นั่นแหละที่ฉันต้องการ ต้องชนะพวกมันตรงๆ ให้ได้แบบไม่มีข้ออ้าง แบบนี้ เทรนด์ทั่วหล้า ถึงจะเอาชนะ ชาวซุปเปอร์เพลย์ ได้!” โจวจิ้น ดีดก้นบุหรี่ทิ้ง แล้วพูดต่อ “ถ้าเราปั้นนักแสดงหรือเกิร์ลกรุ๊ปของตัวเองขึ้นมา แล้วใช้กระแสของพวกเธอในการโปรโมตสินค้าในเครือ มันจะสร้างวงจรที่ดี ช่วยผลักดันบริษัทได้มาก นี่แหละจะเป็นเหมือนยาชูกำลังให้เทรนด์ทั่วหล้า เข้าใจใช่ไหม?”
“เข้าใจครับ ตอนนี้ประเด็นหลักคือเรื่องเงิน ถ้าหานักลงทุนมาได้ ปัญหาทุกอย่างจะหมดไป”
“เรื่องเงิน ฉันจะจัดการเอง พวกคุณไปจัดการเรื่องอื่นให้เรียบร้อย เลือกบท เลือกนักแสดง และผู้กำกับให้ได้ แล้วเอางบมาเสนอฉันอีกที” พูดจบ โจวจิ้น นิ่งไปครู่หนึ่ง คิดอะไรบางอย่างสองสามวิ “ควบคุมต้นทุนให้อยู่ใน 50 ล้านก็พอ ถ้าเกินกว่านี้ ฉันไม่รับประกันว่าจะหาทุนมาได้มากขนาดนั้น”
“รับทราบครับ”
...................
(1)[เอาน้ำหนึ่งแก้วไปดับไฟที่ลุกไหม้เกวียนฟืน (杯水车薪) – เป็นสำนวนหมายถึง การกระทำเพียงเล็กน้อยไม่สามารถแก้ไขปัญหาใหญ่หลวงได้ ในบริบทนี้หมายถึงเงิน 30 ล้านหยวนนั้นน้อยเกินไปสำหรับการลงทุนสร้างภาพยนตร์ เปรียบเสมือนน้ำหนึ่งแก้วที่ไม่มีทางดับไฟกองใหญ่ได้]