- หน้าแรก
- หลังหย่า ผมก็มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
- ตอนที่ 230 เงินที่หามาได้นิดหน่อยแค่นั่นน่ะ ยังไม่พอค่าน้ำมันรถของฉันเลย
ตอนที่ 230 เงินที่หามาได้นิดหน่อยแค่นั่นน่ะ ยังไม่พอค่าน้ำมันรถของฉันเลย
ตอนที่ 230 เงินที่หามาได้นิดหน่อยแค่นั่นน่ะ ยังไม่พอค่าน้ำมันรถของฉันเลย
เรื่องของ โจวฝาน กับหวังเจีย ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นรู้กันดีอยู่แล้ว
พวกเขามักจะนัดเจอกันบ่อยๆ แม้ว่าจะมากันไม่ครบทุกคน แต่ก็จะมีเกินครึ่งมาร่วมทุกครั้ง ทุกครั้งที่มีนัด เจอสองคนนี้มาด้วยกันตลอด ถ้าไม่มาก็ไม่มาเหมือนกัน แทบไม่เคยแยกกันมาเลย
สถานการณ์แบบนี้ ทุกคนก็เข้าใจดี คิดว่าน่าจะใกล้จะมีข่าวดีในไม่ช้า แค่รอให้ทั้งคู่เปิดใจ พูดกันตรงๆ ก็เตรียมกินขนมมงคลได้เลย
ตามสถานการณ์ปกติ ตอนนี้น่าจะถึงเวลานั้นแล้ว แต่ หลินเจียง ดันโผล่มาไม่รู้จักกาลเทศะ ทำให้ โจวฝาน อดรู้สึกขัดใจไม่ได้
“เหล่าโจว ไม่ต้องไปโกรธเขาหรอกน่า เรื่องแค่นี้ไม่คุ้มให้หัวเสียหรอก” คนที่พูดรูปร่างอวบหน่อย สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว และมีพุงเบียร์ เป็นรูปร่างแบบสามสูงโดยแท้ (ความดัน ไขมัน น้ำตาล)
ชื่อของเขาคือ เฉา อวี่เฟย และหลังจากที่เรียนจบแล้วก็ได้โดนพ่อแม่จัดแจงให้เข้าไปทำงานในบริษัทใหญ่ ตอนนี้หน้าที่การงานถือว่าได้ดีมาก
“ตอนเรียน หลินเจียง เคยเป็นคนดัง แต่ตอนนี้เรียนจบมาหลายปีแล้ว ใครกันแน่ที่กำลัง ‘แก้ผ้าว่ายน้ำ’(1) ก็ดูออกไม่ยาก เขาจะเอาอะไรมาเทียบกับนายได้ล่ะ?”
“ใช่เลย พ่อนายก็เป็นผู้บริหารบริษัทใหญ่ นายเองก็ทำธุรกิจ ส่วน หลินเจียง ก็แค่เปิดร้านบะหมี่ที่เหมือนจะตายไม่ตาย ไม่รู้วันไหนจะเจ๊ง นายไปมองเขาเป็นคู่แข่ง มันดูถูกตัวเองเกินไปแล้ว” ซ่ง ย่าเจี๋ย กล่าว
“ล้อเล่นน่า ฉันจะไปมองเขาเป็นคู่แข่งได้ยังไง” โจวฝาน กล่าว
“เฮ้อ...” จาง เชี่ยนฟาง ถอนหายใจ น้ำเสียงมีความรู้สึกอยู่บ้าง
“คนเรานี่จริงๆ เลย ‘สามสิบปีทางตะวันออก สามสิบปีทางตะวันตก’(2) ตอนนั้น หลินเจียง ก็เคยเป็นหนุ่มฮอตของมหาวิทยาลัย สาวๆ ตามจีบเยอะมาก เขาไม่เคยตกลงกับใครเลย ไม่น่าเชื่อว่าพอเรียนจบ กลับตกต่ำขนาดนี้ น่าเสียดายแทนจริงๆ”
“ตอนเรียน พวกเราทุกคนก็ยังใสซื่อ พอจบมาแล้วถึงได้รู้ว่า เกียรติยศในมหาวิทยาลัยมันไม่ได้มีความหมายอะไรเลย”
คนที่พูดคือผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ชื่อว่า หลิว อี๋หาน ตอนที่เรียนก็เคยแอบชอบ หลินเจียง แต่ว่าเธอมีความเจียมตัวมาก รู้ว่าเงื่อนไขในทุกๆ ด้านของตัวเองเมื่อเทียบกับผู้หญิงคนอื่นแล้วก็ไม่มีข้อได้เปรียบอะไรเลย จะอยากจะไปไล่จีบ หลินเจียง ก็คือ ‘เรื่องเพ้อฝัน’(3) ก็เลยได้ฝังความชื่นชมนี้ไว้ในใจ
แต่หลังจากที่เรียนจบแล้ว พลันเข้าใจแล้วว่ามหาวิทยาลัยก็ไม่นับว่าเป็นอะไรเลย เมื่อได้เดินออกจากหอคอยงาช้างแล้ว ที่สู้กันก็ยังคงเป็นฝีมือ ก็แค่หน้าตาดีอย่างเดียวก็ไม่สามารถจะให้ผลที่ใหญ่โตได้เลย
เว้นแต่ว่าจะมีฝีมือส่วนตัวที่แข็งแกร่งมาก ไพ่สองใบรวมกันถึงจะนับว่าเป็นไพ่คิง
“พูดตามตรง ทุกวันนี้หน้าตาดีมันไม่พอ ฉันมีลูกน้องในบริษัทตั้งหลายคน หน้าตาดีกันทั้งนั้น แต่ทำอะไรไม่ได้เรื่อง ฉันใช้งานเหมือนใช้หลานเลยล่ะ”
โจวฝาน ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยก็ได้ไล่จีบ หวังเจีย แต่ว่า หวังเจีย ก็ชอบ หลินเจียง มาโดยตลอด เลยทำให้เขาไม่เคยสำเร็จเลย
เรียนจบมหาวิทยาลัยมาหลายปีขนาดนี้แล้ว และหลังจากที่ได้ผ่านการล้างบาปของสังคมแล้ว ก็ล้วนแต่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเงื่อนไขทางวัตถุอย่างลึกซึ้ง
และนี่ก็ทำให้การติดต่อของทั้งสองคนค่อยๆ มากขึ้น และดูเหมือนจะขาดแค่ชั้นกระดาษหน้าต่างชั้นเดียวเท่านั้นเอง (คำพูดเปิดใจ)
“ฉันว่านะ ตอนนี้ หลินเจียง น่าจะเริ่มรุกจีบ เจียเจีย แล้ว แต่ เจียเจีย ไม่มีใจให้ กลัวว่าเขาจะไปสืบรู้ว่าเรานัดกินข้าวกันที่นี่” ซ่ง ย่าเจี๋ย กล่าวว่า “เฮอะ…เมื่อก่อนฉันยังเคารพเขาอยู่บ้าง ตอนนี้กลับกลายเป็นแบบนี้ น่าดูถูกจริงๆ”
“พอแล้วๆ พวกเธอก็พูดกันเบาๆ หน่อยเถอะ ยังไง หลินเจียง ก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเรา ไม่ต้องไปพูดเสียๆ หายๆ แบบนั้นหรอก”
จาง เชี่ยนฟาง กับหลิว อี๋หาน ยังคงรู้สึกเสียดายมาก ในฐานะผู้หญิง ถึงตอนนี้พวกเธอก็ยังมีภาพลักษณ์ดีๆ ของ หลินเจียง อยู่บ้าง แต่การที่เขาหันกลับมาจีบ เจียเจีย เพราะเห็นว่าเธอประสบความสำเร็จ มันก็ดูไม่ค่อยดี และค่อนข้าง ‘ราคาถูก’ ไปหน่อย
ตอนนั้นเอง รถฉินพลัสคันหนึ่งก็ได้จอดอยู่ที่หน้าประตูของร้านหัวเยี่ยนโหลว “เจียเจีย มาแล้ว”
เมื่อเห็นรถของ หวังเจีย โจวฝาน ก็เป็นคนแรกที่เดินเข้าไปหา พร้อมกับยิ้มออกมา เรื่องของ หวังเจีย กับหลินเจียง คนอื่นๆ ก็อยากรู้มาก และก็ได้ตามเข้าไปด้วย
“รอนานเลยใช่ไหม รถติดน่ะสิ” หวังเจีย กล่าว
ในบรรดาผู้หญิงสามคน หวังเจีย เป็นคนที่หน้าตาดีที่สุด ถ้าไม่อย่างนั้น ตอนสมัยเรียนเธอคงไม่กล้าจีบ หลินเจียง
หลังเรียนจบ สิ่งแวดล้อมรอบตัวล้วนเป็นอาจารย์สาววัยรุ่นกับนักศึกษาสาวรุ่นใหม่ ทำให้เซนส์ด้านการแต่งตัวของเธอพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น จนแม้แต่คนเดินถนนยังต้องหันกลับมามอง
“ทำไมดูผอมลงอีกแล้วเนี่ย หุ่นแบบนี้ ฉันอิจฉาตายเลย”
จาง เชี่ยนฟาง ยืนอยู่ตรงหน้า หวังเจีย มองตั้งแต่หัวจรดเท้า “เดาว่าฉันคงต้องลาขาดจากเดรสสั้นแบบนี้ไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ”
“เทียบกับครั้งที่แล้ว ก็ผอมลงไปสามจินนะ” หวังเจีย พูดอย่างภูมิใจเล็กๆ “ตอนนี้ฉันหนักแค่ 104 จิน กะว่าจะลดอีกสี่จินแต่วันนี้ขอปล่อยตัวหน่อย” (3 จิน: 1.5 กิโล / 104 จิน: 52 กิโล )
“หา? ยังจะลดอีกเหรอ ถ้าผอมไปกว่านี้ จะไม่ทำให้คนหลงตายกันหมดเลยเหรอ” หลิว อี๋หาน พูดอย่างอิจฉา
“แค่นี้ก็จะทำให้คนหลงตายแล้วล่ะ” ซ่ง ย่าเจี๋ย เอ่ยแซว “หลินเจียง แค่เห็นหน้า เจียเจีย ครั้งเดียว ตอนเย็นก็รีบตามไปหาเลย นั่นแสดงว่าเสน่ห์เธอแรงแค่ไหน”
“เธอนี่น่ารำคาญ พูดถึงเขาทำไมอีกล่ะ” หวังเจีย พูดอย่างไม่พอใจ “ฉันก็แค่ทักทายตามมารยาท ไม่มีความหมายอื่นเลย เขานั่นแหละคิดมากไปเอง ไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นคนแบบนี้”
“ก็เขาหย่ามาแล้ว แถมร้านบะหมี่ก็ขายไม่ดี มองเห็นว่าเธอมีอนาคตก็เลยอยากกลับมา ไม่แปลกหรอก” ซ่ง ย่าเจี๋ย กล่าว
“พอเลย ไม่พูดถึงเขาแล้ว เดี๋ยวเสียอารมณ์จนกินข้าวไม่ลง” หวังเจีย พูดอย่างรู้สึกหงุดหงิดปนรำคาญ
“ไปๆๆ ไปกินข้าวกัน ฉันก็หิวแล้วเหมือนกัน”
หลังล็อครถเสร็จ ทั้งกลุ่มก็ทยอยกันเดินเข้าร้าน ‘หัวเยี่ยนโหลว’ ในฐานะที่เป็นร้านอาหารที่เน้นอาหารทะเลเป็นหลัก
ร้านหัวเยี่ยนโหลวตอนที่เปิดร้าน ก็ได้เดินในเส้นทางระดับไฮเอนด์ ราคา 500 ต่อคนก็ได้เกินกว่าร้านอาหารส่วนใหญ่ของเมืองจงไห่แล้ว และคนที่สามารถจะมาทานอาหารที่นี่ได้ ส่วนมากฐานะไม่ธรรมดา
“ห้องส่วนตัวห้องนี้ก็ใช้ได้นะ!” เมื่อกลุ่มคนเจ็ดคนได้มาถึงที่ห้องส่วนตัวแล้ว จาง เชี่ยนฟาง ก็กล่าวอย่างประทับใจ
“เฮ้ย เหล่าโจว ช่วงนี้รวยขึ้นเหรอ ถึงได้นัดมากินข้าวที่นี่ได้?”
“บังเอิญน่ะ วันนี้พ่อฉันก็มานัดเพื่อนกินข้าวที่นี่ พอรู้ว่าฉันจัดงานรวมรุ่น ก็เลยจองห้องให้อีกห้องนึง”
“จากเรียนจบจนถึงตอนนี้ นานขนาดนี้แล้ว ยังไม่เคยรู้เลยว่าร้านนี้อาหารเป็นไงบ้าง วันนี้ได้ลองสักที”
ทุกคนทยอยนั่งลง แล้วเริ่มเปิดเมนูเลือกอาหาร พอเห็นราคาบนเมนู ทุกคนก็ค่อนข้างระมัดระวัง ไม่มีใครสั่งของแพงเกินไป
“เฮ้ย! นั่นหลินเจียงรึเปล่า?!” ซ่ง ย่าเจี๋ย ที่พิงหน้าต่างสูบบุหรี่อยู่ อุทานเสียงดัง ดึงความสนใจของทุกคนให้มารวมกันที่หน้าต่าง พากันหยุดสั่งอาหาร
“ใช่เขาจริงๆ ด้วย!” ใบหน้า หวังเจีย เปลี่ยนสี “พวกเธอบอกเขารึเปล่าว่าฉันมากินข้าวที่นี่?”
โจวฝาน ก็หันไปมองคนอื่น เหมือนอยากรู้ว่าใครเป็นคนแพร่งพรายเรื่องนี้
“จะบ้าเหรอ เธอยังพูดในกลุ่มแชทอยู่เลย ใครจะบอกเขาเรื่องแบบนี้กัน” หลิว อี๋หาน ว่า “อีกอย่าง พวกเราก็ไม่ได้ติดต่อกับเขา จะไปบอกเขาทำไม”
“แล้วถ้างั้นเขารู้ได้ยังไงว่าเรามากินที่นี่” โจวฝาน พึมพำ
“อย่าตกใจไป บางทีอาจจะเป็นแค่เดินผ่านน่ะ”
“ก็มีความเป็นไปได้นะ”
ทุกคนยังคงยืนอยู่ตรงหน้าต่าง ไม่มีใครยอมกลับไปนั่ง เห็น หลินเจียง ยืนอยู่หน้าร้าน หยุดมองป้ายร้านหัวเยี่ยนโหลว และได้หยุดฝีเท้าลง หลังจากนั้นก็ได้เดินเข้ามา
“ไม่ใช่เล่นๆ นะ ตามมาจริงๆ เหรอ?!” เฉา อวี่เฟย กล่าว
“หลินเจียง เป็นอะไรไปแล้วเนี่ย เจียเจีย บอกปฏิเสธชัดเจนขนาดนั้น ยังจะตามตื๊ออีก ไม่รู้จักอายเลย” ซ่ง ย่าเจี๋ย กล่าว
“จบแล้วล่ะ ภาพลักษณ์เทพบุตรพังยับเยินเลย” จาง เชี่ยนฟาง กล่าวขึ้นมา
“ถึงแม้ตอนนี้เขาจะไม่รุ่ง แต่หน้าตากับหุ่นดูดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนอีกนะ” หลิว อี๋หาน พูดขึ้น
“พวกนั้นไม่มีค่า จะเอามาใช้จ่ายได้ซะที่ไหน” โจวฝาน พูดอย่างไม่พอใจ
“ฉันล่ะทึ่งจริงๆ เขารู้ได้ยังไงว่าเรามากินที่นี่ เก่งเรื่องสืบซะจริง” หวังเจีย บ่น
“เอาน่า อย่าเพิ่งพูดถึงเขาเลย ฉันเดาว่าเขาคงรู้แค่เรามากินที่นี่ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ห้องไหน เดี๋ยวหาไม่เจอก็กลับไปเอง ขอแค่อย่ามีใครบอกเขาเรื่องห้องนี้ก็พอ”
“อืม”
“มาๆๆ สั่งอาหารกันต่อ อย่าให้เขามาทำลายบรรยากาศการกินข้าวของพวกเรา” ทุกคนกำลังพลิกเปิดเมนูอาหารและสั่งอาหารกันต่อ
“ฉันว่าจริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องหลบหลีก หลินเจียง ขนาดนั้นหรอก” เฉา อวี่เฟย กล่าวว่า “ถึงจะเจอกันก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร อย่างน้อยก็ให้เขาได้รู้ไว้ ว่าตัวเองกับพี่โจวแตกต่างกันขนาดไหน ด้วยเงื่อนไขของเขาน่ะ จะหวังจีบ เจียเจีย ก็เป็นไปไม่ได้หรอก”
“เหล่าเฉา พูดถูกเลย” อีกคนเสริม “จะกลัวเขาทำไม เราก็ทำตัวให้เปิดเผยหน่อย ให้เขาได้รู้ความจริงเสียที จะได้เลิกล้มความคิดจีบ เจียเจีย ไปซะ”
โจวฝาน หันไปมอง หวังเจีย อยากรู้ว่าเธอคิดอย่างไร
“พูดแบบนี้ก็ไม่ผิดหรอก แต่ยังไงซะ เขาก็ไม่ได้ทำอะไรเลวร้ายถึงขั้นให้อภัยไม่ได้ ถ้ายังไม่ถึงเวลาจำเป็น ฉันก็ยังไม่อยากตัดขาดกันขนาดนั้น อย่างน้อยก็รักษาหน้ากันไว้บ้าง” หวังเจีย กล่าว
“เจียเจีย ยังใจดีเหมือนเดิมเลยนะ ทั้งสวยทั้งจิตใจดี” ซ่ง ย่าเจี๋ย เอ่ยชมเบาๆ
“งั้นก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขาแล้วกัน ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ” คำพูดของ โจวฝาน ก็ได้รับการเห็นด้วยจากคนอื่นๆ ด้วย
จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็น โจวฝาน ซ่ง ย่าเจี๋ย กับเฉา อวี่เฟย ต่างก็แอบหมั่นไส้ หลินเจียง กันทั้งนั้น ตอนเรียนอยู่ หลินเจียง เป็นคนที่ดึงดูดสายตาสาวๆ ไปหมด
ผู้หญิงคนไหนที่พวกเขาอยากจีบ ล้วนแล้วแต่ชอบ หลินเจียง ทั้งนั้น ตอนนี้เรียนจบแล้ว ต่างก็ได้ทำงานในสายของครอบครัว เรียกได้ว่าก็มีหน้ามีตาในสังคมกันพอสมควร พอมีโอกาสแบบนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะอยากแสดงให้ หลินเจียง เห็น
อยากใช้สถานะตอนนี้บอกกับเขาว่า ‘ฉันดีกว่าแก มีเงินมากกว่าแก แกก็แค่หน้าตาดี แต่เรื่องอื่นไม่มีอะไรดีเลยสักเรื่อง!’
“พอๆ เถอะ จะยังไงก็ช่างเถอะ กินข้าวกันเถอะ ฉันหิวแล้ว” หวังเจีย กล่าว
“ใช่ๆๆ ไม่ต้องให้ หลินเจียง มาทำให้เราหงุดหงิดหรอก ยังไงก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกันอีกแล้ว” ซ่ง ย่าเจี๋ย กล่าว
“เหล่าหวัง นี่หายไปไหนเนี่ย เข้าไปในห้องน้ำแล้วก็ยังไม่ออกมา” เฉา อวี่เฟย กล่าว คนที่โดนเรียกว่า เหล่าหวัง ชื่อว่า หวังเผิง ในตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในห้องส่วนตัว
“เขานั่นก็แบบนี้แหละ ชอบเป็นแบบนี้ทุกที ก่อนกินข้าวต้องไปปล่อยของก่อน” โจวฝาน หัวเราะ แล้วพูดว่า “ก็ไม่ต้องไปสนใจเขาแล้ว พวกเราก็ดื่มกันก่อนแก้วหนึ่ง”
ในขณะนั้นเองก็มีเสียงพูดคุยดังมาจากด้านนอก “หลินเจียง นายมาทำอะไรที่นี่…”
คนพูดก็คือ หวังเผิง พอกลับจากห้องน้ำ ก็เจอกับ หลินเจียง ที่เพิ่งขึ้นมาถึงชั้นสองพอดี เรื่องที่เกิดในห้องเมื่อครู่เขาไม่รู้ แต่เขาก็พอรู้เรื่องของ หลินเจียง กับหวังเจีย
“มานี่ก็ต้องมากินข้าวสิ” หลินเจียง พึมพำอยู่ในใจหนึ่งประโยค ช่วงหลายวันนี้เป็นอะไรไป ทำไมถึงได้เจอกับเพื่อนร่วมชั้นตลอด?
ตอนนั้นเอง บริกรกำลังนำอาหารมาเสิร์ฟ พอผ่านประตูห้อง เห็น หลิว อี๋หาน กับเฉา อวี่เฟย นั่งอยู่หน้าประพรม
ที่แท้ก็เป็นงานเลี้ยงรวมรุ่นของเพื่อนร่วมรุ่นสมัยนั่นเอง
จริงๆ คนในห้องก็ไม่ได้ตั้งใจจะทักอะไร แต่พอประตูเปิดออก แล้วบังเอิญสบตากัน ก็ทำเป็นไม่เห็นไม่ได้แล้ว
“หลินเจียง นายมากินข้าวด้วยเหรอ” หลายคนออกมาทักทาย มีเพียง หวังเจีย เท่านั้นที่ยังนั่งอยู่ในห้อง
สำหรับสถานการณ์ของคนกลุ่มนี้ หลินเจียง ก็เคยได้ยินมาบ้าง รู้ว่าตอนนี้พวกเขามีฐานะไม่เลว ต่างจากเพื่อนทั่วๆ ไป และหลังเรียนจบก็ยังคบหากันแน่นแฟ้น
“บังเอิญดีจริงๆ มาเจอกันที่นี่อีก”
โจวฝาน พูดก่อนว่า “ได้ยินว่านายเปิดร้านบะหมี่ใช่ไหม ตอนนี้ยังเปิดอยู่หรือเปล่า?”
“แน่นอนว่าเปิดอยู่”
“ธุรกิจเป็นยังไง?”
“ก็ดีมาก”
“เหอะ...”
บรรยากาศเริ่มตึงเครียด หลิว อี๋หาน กับจาง เชี่ยนฟาง มอง หลินเจียง ไม่วางตา
ไม่ได้เจอกันหลายปี และเมื่อได้มอง หลินเจียง ในระยะใกล้ๆ อีกครั้ง ก็ได้พบว่าเขาหล่อขึ้นมากจริงๆ ที่สำคัญที่สุดก็คือบนตัวก็มีความเป็นชายมากขึ้น แค่ยืนอยู่ที่นั่นก็แผ่ซ่านออร่าของผู้ใหญ่ ที่มีความสุขุมออกมาแล้ว
“เอ่อ...” จาง เชี่ยนฟาง อดไม่ได้ที่จะเปิดปากพูด “ในเมื่อบังเอิญมาเจอกันแล้ว ก็กินข้าวด้วยกันสิ พวกเราก็เพื่อนร่วมชั้นกันทั้งนั้น ไม่ได้เจอกันนาน ถือโอกาสนี้ทบทวนความหลังหน่อย”
“แค่กๆๆ...” หวังเจีย ที่นั่งอยู่ในห้องส่วนตัวไอขึ้นมาทันที เจตนาก็ชัดเจนมาก ไม่อยากให้ หลินเจียง เข้ามา
คราวนี้ จาง เชี่ยนฟาง ก็พูดไม่ออกแล้ว เพราะวันนี้ โจวฝาน เป็นเจ้าภาพ และเขาก็มีท่าทีคลุมเครือกับ หวังเจีย แน่นอน ไม่อยากให้ หลินเจียง มากินด้วย ตัวเธอเองก็ต้องรู้กาลเทศะเหมือนกัน
“หลินเจียง นายก็อย่าคิดมากเลยนะ ที่ไม่ได้เชิญนายมาก่อนหน้านี้ มันก็มีเหตุผลอยู่” โจวฝาน พูดว่า: “ถึงจะเป็นเพื่อนร่วมชั้น แต่ก็ไม่ใช่งานเลี้ยงเพื่อนล้วนๆ ยังมีเรื่องงานกับธุรกิจที่ต้องคุยกัน นายก็ไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก เราก็เลยไม่ได้เชิญ”
“เอาเถอะ พวกนายตามสบายเลย” ถึงจะรู้สึกเสียหน้าไปบ้าง แต่ หลินเจียง ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เพราะที่นี่พนักงานบริการดีมากไม่เลวเลย
หวังเจีย ในห้องส่วนตัวก็โล่งอก ถึงจะตามมาถึงนี่ แต่เขาก็ยังมีศักดิ์ศรี ไม่ได้ฝืนจะเข้ามา ถึงจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน แต่แต่ละคนก็สนิทไม่เท่ากัน
ในกลุ่มนี้ ถ้าจะมีคนที่พอเรียกว่า ‘พอจะคุยกันได้’ ก็มีแค่ จาง เชี่ยนฟาง คนเดียวที่ถือว่าใช้ได้ อย่าว่าแต่ไม่ได้รับเชิญเลย ต่อให้ได้รับเชิญ ก็ไม่มาหรอก ไม่สนิทกันเลย ไม่มีความจำเป็นต้องมาให้เสียเวลา
“เดี๋ยวก่อน!” โจวฝาน เรียก หลินเจียง ไว้จากด้านหลัง
“มีอะไรอีก?”
“ได้ยินว่านายไปหา เจียเจีย เมื่อวานเหรอ?”
“ใคร? หวังเจียน่ะเหรอ?”
“อืม”
“ใครบอกว่านายว่าฉันไปหาเธอ?”
“นายไปหรือไม่ไป นายเองก็น่าจะรู้ตัวดีอยู่แล้วนี่?” โจวฝาน พูดว่า: “เราก็เพื่อนร่วมชั้นกันทั้งนั้น เรื่องของนายเรารู้กันหมดแหละ หลังเรียนจบ ชีวิตพวกเราก็เดินคนละเส้นทางแล้ว เจียเจีย เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย กับนายมันคนละระดับกัน อย่าไปกวนใจเธอเลย...”
“เดี๋ยว” หลินเจียง พูด: “ที่นายพูดนี่หมายความว่าไง? ฉันไปกวนใจเธองั้นเหรอ?”
“อย่ามาทำเป็นไม่รู้หน่อยเลย นายคิดอะไรอยู่ฉันรู้อยู่แล้ว” โจวฝาน พูดว่า: “เห็น เจียเจีย ไปได้ดี ก็เลยอยากกลับไปจีบเธอ ใช่ไหมล่ะ มันชัดเจนจะตาย”
“บ้ารึเปล่า เป็นแค่บรรณารักษ์ ได้เงินแค่นั้น ยังไม่พอค่าน้ำมันรถฉันเลย ฉันจะจีบเธอไปทำไม?”
……………….
(1)[แก้ผ้าว่ายน้ำ (裸泳) – เป็นคำสแลงที่มาจากแวดวงธุรกิจ หมายถึงเมื่อกระแสหรือสถานการณ์ที่ดีได้ผ่านพ้นไปแล้ว (น้ำลด) ก็จะเผยให้เห็นว่าใครที่มีความสามารถที่แท้จริงและใครที่อาศัยแค่โชคช่วย (ใครที่แก้ผ้าว่ายน้ำ)]
(2)[สามสิบปีทางตะวันออก สามสิบปีทางตะวันตก (三十年河东,三十年河西) – เป็นสำนวนหมายถึงความเปลี่ยนแปลงของโชคชะตาที่ไม่มีอะไรแน่นอน วันนี้อาจจะรุ่งเรือง วันหน้าอาจจะตกต่ำ สลับกันไป]
(3)[เรื่องเพ้อฝัน (天方夜譚) – หมายถึงเรื่องราวที่เหลือเชื่อ เป็นไปไม่ได้ หรือเพ้อฝัน เหมือนกับเรื่องในนิทานอาหรับราตรี]