- หน้าแรก
- หลังหย่า ผมก็มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
- ตอนที่ 164 ทำให้คุณสะใจโดยตรง ไม่ให้พ่อค้าคนกลางกินกำไร
ตอนที่ 164 ทำให้คุณสะใจโดยตรง ไม่ให้พ่อค้าคนกลางกินกำไร
ตอนที่ 164 ทำให้คุณสะใจโดยตรง ไม่ให้พ่อค้าคนกลางกินกำไร
หลาง เจิ้งเหลียน มองไปรอบๆ “ที่นี่ไม่มีกล้องวงจรปิด มีอะไรก็พูดที่นี่ได้เลย”
เมื่อไม่มีคนอยู่รอบๆ ท่าทีของ พาน หย่งปิน ก็ยิ่งกร่างขึ้น
“พวกเราก็ออกมาทำธุรกิจเหมือนกัน ฉันก็จะไม่ทำให้คนอื่นต้องลำบากใจหรอกนะ เพิ่มให้คุณอีก 2 ล้านหยวน แล้วก็โอนคลับหาวเจวี๋ยมาให้พวกเรา เรื่องนี้ก็ถือว่าจบไป”
“ผมก็บอกคุณไปแล้วไงครับ เว้นแต่ว่าคุณจะเป็นลูกชายของผม ไม่อย่างนั้นในราคานี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะซื้อคลับไปได้”
ดวงตาของ พาน หย่งปิน หรี่ลง เขาชี้ไปที่ หลินเจียง “ฉันว่าแกนี่มันไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา(1)จริงๆ เลยนะ วันนี้ฉันจะ...”
“พี่เจียง!”
ในตอนนั้นเอง เสียงของ หยางเทา ก็ดังขึ้น โดยมี เหยียนหมิง กับเจิ้ง เจียชุน ตามมาข้างหลังเขา
“พวกนายมาได้ยังไง?”
“พวกเราสามคนเมื่อกี้ออกไปสูบบุหรี่ พอกลับเข้าไป หยวนหยวน ก็บอกว่าพี่โดนพวกเขาสองคนเรียกตัวไป ก็เลยรีบตามออกมาดูครับ”
หยางเทา มองไปที่ พาน หย่งปิน กับหลาง เจิ้งเหลียน “พวกแกสองคนหมายความว่ายังไง คิดจะมาบังคับซื้อบังคับขายใช่ไหม?”
ขณะที่พูด ทั้งสามคนก็หยิบไม้พลองออกมา
“พี่หลาง ดูท่าว่าเชฟสองสามคนนี้จะเตรียมตัวมาแล้ว พวกเขาสามคนก็คงต้องฝากพี่แล้วกันนะครับ”
หลาง เจิ้งเหลียน พยักหน้า สายตาของเขาจับจ้องไปที่ทั้งสามคนและพิจารณาไม่หยุด
“ไม่ต้องถึงกับให้พวกเขาสองคนหรอก แค่ฉันคนเดียวก็พอแล้ว” เจิ้ง เจียชุน ที่ปกติจะพูดน้อยกล่าวขึ้น
“นายมันลงมือไม่รู้หนักเบาเลยนะ อย่าไปตีไอ้เวรนี่จนตายล่ะ” เหยียนหมิง กล่าว
“หรือว่าจะให้ฉันเอาด้วยดีกว่าไหม?” หยางเทา มองไปที่ หลาง เจิ้งเหลียน แล้วพูดว่า “นายมันไม่ใช่ว่าชื่อเหล่าหลางเหรอ ได้ยินว่านายเองก็ต่อยตีเก่งเหมือนกันนี่หว่า…”
“จะมาเหล่าหลางเหล่าหมาอะไรกัน จัดการมันก็จบแล้วๆ” เหยียนหมิง กล่าว
ทั้งสามคนไม่ได้ถอย แต่กลับเดินเข้าไปข้างหน้าแล้วล้อม หลาง เจิ้งเหลียน ไว้ตรงกลาง
พาน หย่งปิน รู้สึกร้อนรนขึ้นบ้างแล้ว ส่วนสีหน้าของ หลาง เจิ้งเหลียน ก็ดูไม่เป็นธรรมชาติ... สามคนนี้คนหนึ่งก็หูขาดไปข้างหนึ่ง อีกคนหนึ่งก็นิ้วขาดไปนิ้วหนึ่ง มีเพียงคนเดียวที่ดูจะปกติแต่บนแขนก็เต็มไปด้วยรอยสักกับรอยแผลเป็น ดูแล้วแน่นอนว่าก็ไม่ใช่ธรรมดา
หลาง เจิ้งเหลียน ที่ถูกล้อมไว้ไม่กล้าจะลงมือ ต่อให้จะถูกบีบไปจนถึงมุมกำแพงเขาก็ได้แต่ใช้สายตาเพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้น
พาน หย่งปิน กลืนน้ำลาย... เดิมทีคิดว่าเป็นแค่เชฟธรรมดาสามคน แต่ตอนนี้พอได้มาดูแล้วก็เป็นอันธพาลสามคนโดยสิ้นเชิง!
นี่มันร้านบะหมี่ที่ไหนกันวะ! รังโจรชัดๆ!
“คุณก็ไม่ต้องมองแล้ว ไม่ใช่ว่าจะมาคุยกับผมหรอกเหรอครับ”
หลินเจียง ใช้มือคว้าจับผมด้านหน้าที่ไว้ทรงยาวของ พาน หย่งปิน แล้วกดเขาลงบนกำแพง “เมื่อสองวันก่อนก็เป็นแกที่ไปหาเรื่อง เหอ ซือเหยาใช่ไหม… ก็เก่งแต่จะเลือกคนที่อ่อนแอมาข่มเหงสินะ”
หน้าของ พาน หย่งปิน ถูกกดลงบนกำแพงจนสีหน้าบิดเบี้ยวผิดรูป “แกแม่ม! ปล่อยฉันนะเว่ย!”
“สภาพแบบนี้แล้วยังจะไม่ยอมอีกเหรอ แกก็มีดีเหมือนกันนะ”
“แกแม่ม! กล้าแตะต้องฉันสักนิดฉันจะไปแจ้งตำรวจ!”
“ที่นี่ก็เป็นแกที่เลือกเอง ไม่มีกล้องวงจรปิด แล้วแกจะไปแจ้งความที่ไหนได้ล่ะ?”
พาน หย่งปิน: ……
“คุณเจ้าของร้านหลินครับ... พวกเรามีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากัน คุณช่วยปล่อยมือก่อนเถอะครับ”
[นายทัพหน้าถูกกำจัดแล้ว: ได้รับรางวัล เงินสด 1 ล้านหยวน]
“กลับไปบอก หลิน เจี้ยนเซิง ด้วยว่าฉันไม่สนใจเขา ถ้าเขายังอยากจะมีชีวิตที่สบายๆ อยู่ก็อย่าได้มายุ่งกับฉัน…”
พาน หย่งปิน เห็นได้ชัดว่าไม่ยอม แต่ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามมีคนเยอะกว่าและแต่ละคนก็ใช่ว่าเป็นคนที่น่าคบหาที่ไหน ทำให้สีหน้าของเขาเวลานี้ดูออกจะตลกไม่น้อยทีเดียว
กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง—
ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของ หลินเจียง ก็ดังขึ้น เป็นสายจาก หลี่ หยวนหยวน
“พี่เจียงคะ ตำรวจมาแล้วค่ะ”
“คุณให้พวกเขามาที่ประตูหลังนะ บอกไปว่าผมโดนพามาที่นี่”
“ค่ะ”
เมื่อวางสายแล้ว หลินเจียง ก็ปล่อยมือและพูดกับ หยางเทา และอีกสามคนว่า “พวกนายสามคนหลบไปก่อนเลย ที่นี่ไม่ต้องให้พวกนายยุ่งด้วยแล้ว ตอนนี้ก็รีบๆ ไปหน่อย”
“ทราบแล้วครับ”
หยางเทา กับอีกสามคนเก็บไม้พลองแล้วเดินไปอยู่ตรงหน้า พาน หย่งปิน ก่อนจะตบหน้าเขาไปหนึ่งที “กลับไปบอก หลิน เจี้ยนเซิง ด้วยว่าในละแวกนี้มีท่านหลินอาจจะมีอยู่แค่คนเดียว แต่ก็ไม่ใช่เขา แต่เป็นพี่เจียงของพวกเราต่างหาก”
พูดจบ ทั้งสามคนก็จากไป
ไม่นานนัก ตำรวจสองนายก็ออกมาจากประตูหลัง และเมื่อเห็นหลินเจียง กับอีกสองคนก็รีบวิ่งมา
“คุณตำรวจครับ! ในที่สุดพวกคุณก็มาแล้ว!” หลินเจียง ชี้ไปที่ทั้งสองคนแล้วพูดว่า “สองคนนี้ทุบทำลายคอมพิวเตอร์ในร้านของพวกเรา ทำร้ายพนักงานเสิร์ฟที่ร้านเรา แล้วยังเรียกผมออกมาที่นี่คนเดียวอีก ไม่มีกฎหมายเลยสักนิด!”
พาน หย่งปิน กับหลาง เจิ้งเหลียน ฟังแล้วก็งงไปหมด
“คุณอย่ามาพูดจามั่วๆ นะเฮ่ย! คุณตำรวจครับ! พวกคุณห้ามไปเชื่อเขานะ!”
“ผมไปพูดจามั่วซั่วอะไรกัน!” หลินเจียง มองไปที่ พาน หย่งปิน “คอมพิวเตอร์มันพังไปรึเปล่าล่ะ?”
“ใช่...”
“แล้วก็ไม่ใช่ว่าพวกคุณสองคนเป็นคนเรียกผมออกมาที่นี่เหรอ?”
“ใช่...”
“ในเมื่อคุณก็ยอมรับแล้วยังจะต้องให้ผมพูดอะไรอีกเหรอครับ ตอนนี้ผมจะไปติดต่อกับหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของร้านบะหมี่เสี่ยวเจียงของพวกเราแล้ว พวกคุณสองคนใครก็หนีไม่พ้นแน่”
พาน หย่งปิน นึกถึงการสนทนาของทั้งสองคนเมื่อครู่…
เห็นได้ชัดว่าเป็นตัวเองที่เสียเปรียบ แล้วทำไมความผิดทั้งหมดถึงได้มาตกอยู่ที่ตัวเองได้ล่ะ?
แต่ว่าคอมพิวเตอร์มันก็พังไปจริงๆ แล้วก็เป็นเขาเองที่เรียกอีกฝ่ายออกมาจริงๆ
เมื่อเห็นท่าทางที่งงๆ ของ พาน หย่งปิน หลินเจียง ก็รู้สึกว่าคนคนนี้มีคุณสมบัติของคนตลกอยู่บนตัวบ้าง
เหมือนกับ หลิว หงฉวน ที่เขาเคยเจอมาก่อน... หรือว่านายทัพหน้าในดันเจี้ยนจะตลกแบบนี้กันทุกคนเลยวะ?
“คุณตำรวจครับ! คุณช่วยฟังผมอธิบายหน่อยครับ!” พาน หย่งปิน ที่ได้สติแล้ว รีบพูดทันทีว่า: “ผมยอมรับว่าเป็นผมที่เรียกเขาออกมา แต่เขาก็เรียกเชฟของที่ร้านบะหมี่ออกมาด้วยเหมือนกัน! แล้วก็มากดพวกเราไว้ที่มุมกำแพงเพื่อข่มขู่พวกเรา! พวกเราถึงจะเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงนะครับ!”
“ก็มีแค่พวกคุณสามคนนี่นา ที่ไหนจะมีเชฟกัน?”
สีหน้าของตำรวจจริงจังมาก เขาพยายามจะทำความเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้ถูกตัดตอน
“ก็พอรู้ว่าพวกคุณจะมา เชฟก็เลยไปแล้วไงครับ!”
“คุณไม่ต้องพูดแล้ว พวกเราจะไปดูกล้องวงจรปิด”
พาน หย่งปิน ทั้งคนรู้สึกชาไปเลย... ที่นี่มันไม่มีกล้องวงจรปิดแล้วจะไปทำยังไงกัน?
“คุณตำรวจครับ ที่ร้านของพวกเรามีกล้องวงจรปิด บันทึกฉากเมื่อครู่ไว้ได้ทั้งหมดเลยครับ”
“งั้นก็พาพวกเรากลับไปที่ร้านเถอะ”
ทั้งสองคนก้มหน้าแล้วกลับไปที่ร้าน... จอภาพยังคงแข็งแรงดี ถึงแม้จะตกลงมาทีหนึ่งแต่ก็ยังใช้ได้ หลินเจียง จัดการคอมพิวเตอร์แล้วหาภาพจากกล้องวงจรปิด
“คุณตำรวจครับ คุณดูนี่สิครับ” หลินเจียง ชี้ไปที่คอมพิวเตอร์แล้วพูดว่า “เขายื่นนิ้วชี้มาที่ผมแล้วก็ถือโอกาสผลักคอมพิวเตอร์ลงไป ยังได้ทำร้ายพนักงานเสิร์ฟที่ร้านเราอีกด้วย แล้วก็ยังเรียกผมออกไป”
ตำรวจดูท่าที... จากมุมมองของพวกเขาแล้ว พาน หย่งปิน ไม่ได้ผลัก ดูเหมือนจะแค่แตะเบาๆ เท่านั้นเอง ถึงแม้จะดูไม่ค่อยชัดเจน แต่คอมพิวเตอร์ก็ตกลงไปจริงๆ
“คุณตำรวจครับ! คุณฟังผมอธิบายหน่อยครับ! ผมไม่ได้ทำเรื่องนี้จริงๆ! คนที่ถูกข่มขู่คือพวกเราสองคนต่างหาก! พวกเราถึงจะเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงนะครับ!”
“ภาพจากกล้องวงจรปิดมันก็อยู่ตรงนี้แล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นคุณที่ไปข่มขู่คนอื่น แล้วคุณจะมาเสียหายตรงไหนคุณก็ลองบอกมาสิ?” ตำรวจกล่าวว่า:
“เมื่อกี้ตอนที่ผมกลับมาผมก็ได้ดูเป็นพิเศษแล้วนะ ที่ประตูหลังตรงนั่นของห้างน่ะไม่มีกล้องวงจรปิด คุณก็คงจะเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วถึงได้เรียกเขาไปที่นั่นใช่ไหม ประสบการณ์ของคุณก็ดูจะโชกโชนไม่น้อยจริงๆ นะ”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องมาแต่แล้ว! ไปกับพวกเราเถอะ!”
พาน หย่งปิน จะผลักคอมพิวเตอร์หรือไม่ก็ไม่สำคัญแล้ว แต่การที่เขาไปข่มขู่เจ้าของร้านบะหมี่และยังเรียกคนออกไปคนเดียวอีก นี่ก็ถือว่าเป็นการก่อกวนความสงบแล้ว
ไม่เปิดโอกาสให้ทั้งสองคนได้โต้แย้งอีก ตำรวจก็พาทั้งสองคนออกจากร้านบะหมี่และขึ้นรถตำรวจที่อยู่ข้างนอกไป
“พี่เจียงครับ การที่จัดการพวกเขาไปทีหนึ่งน่าจะโดนขังไปสักสองสามวันได้ แต่ทางฝั่งของ หลิน เจี้ยนเซิง คาดว่าคงจะต้องมีการเคลื่อนไหวแล้วล่ะครับ” หยางเทา เดินออกมาพูด
“นี่ก็เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว แต่พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องขยับ ใครที่เป็นฝ่ายรุกก่อนคนนั้นก็เสียเปรียบ เราก็แค่ทำเรื่องของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว... เห็นกระบวนท่าก็แก้กระบวนท่า(2)” หลินเจียง กล่าวว่า:
“แต่นายก็จำไว้นะว่าไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม ขอแค่พวกเขามา ถ้าผมไม่อยู่ก็ให้รีบแจ้งผมเป็นอันดับแรกเลย”
“ทราบแล้วครับ”
เมื่อเรื่องวุ่นวายเล็กๆ จบลง หลินเจียง ก็โทรหา หวง โหย่วเหวย... ผู้บริหารของเขตในอีกสองสามวันนี้จะมาแล้ว เขาต้องทำความเข้าใจเรื่องในด้านนี้ล่วงหน้าหน่อย
“ท่านประธานหลินครับ! ผมก็กำลังจะโทรหาท่านพอดีเลย”
“มีธุระเหรอครับ?”
“ก็เมื่อสองสามวันก่อนไม่ใช่ว่าผมได้บอกไปแล้วเหรอครับว่าผู้บริหารของทางเขตจะมาตรวจงานน่ะครับ ตอนนี้วันที่ก็กำหนดไว้แล้ว เป็นพรุ่งนี้เช้าตอน 10 โมงครับ แล้วท่านตอนนี้พอจะมีเวลารึเปล่าครับ? ผมอยากจะคุยเรื่องในด้านนี้กับท่านหน่อย”
“ผมก็โทรหาคุณก็จะมาพูดเรื่องนี้แหละครับ พอดีว่าผมอยู่ที่ร้านบะหมี่นะ มาหาผมเถอะ”
“ได้ๆๆ ครับ! เดี๋ยวผมจะไปเดี๋ยวนี้เลยครับ!”
ตึก ตึก ตึก—
เพิ่งจะวางสายไปก็ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงดังตึกๆๆ... เหลียง ซูเหอ ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า หลินเจียง
“เร็วขนาดนี้ก็กลับมาแล้วเหรอ?”
“อย่าไปพูดถึงมันเลยคะ! ต้องให้พี่ชายจัดข้าวสเต็กเนื้อย่างมาปลอบใจสักชามหนึ่งแล้ว!”
“ได้ครับ พอดีที่ริมหน้าต่างมีที่ว่างอยู่พอดีเลย”
“แล้วก็ยังต้องบวกน้ำบ๊วยอีกแก้วหนึ่งด้วยนะ!”
“ไปรออยู่ได้เลยครับ”
“คะ!”
เมื่อเรียกให้ครัวหลังร้านทำข้าวสเต็กเนื้อย่าง หลินเจียง ก็ถือน้ำบ๊วยมาอยู่ตรงหน้า เหลียง ซูเหอ
“ไปเจอเรื่องอะไรมาเหรอครับ ถึงกับต้องให้ข้าวสเต็กเนื้อย่างมาช่วยปลอบใจจิตใจของคุณเลย”
เหลียง ซูเหอ กางมือออก “ก็ไปแล้วไม่เจอคนน่ะสิคะ ไม่มีโอกาสแล้ว”
“ไม่เจอคนก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วนี่ครับ คนอื่นเขาไม่น่าจะมารอคุณเป็นพิเศษหรอก”
“จะบอกว่าไม่เจอคนก็ไม่ค่อยจะถูกต้องเท่าไหร่ แต่เป็นเพราะว่าคนอื่นเขาไม่ได้คิดจะเจอฉันเลยต่างหาก” เหลียง ซูเหอ ดูดน้ำบ๊วยแล้วพูดว่า:
“ตอนที่ฉันไปถึงก็ได้เห็นดีไซเนอร์ของบ้านโม่ซู่กำลังคุยอยู่กับผู้จัดการทั่วไปของห้างอยู่พอดี ดูจากสภาพของพวกเขาแล้วเหมือนจะคุยกันได้ดีมากเลยนะ พอรอให้พวกเขาคุยกันเสร็จฉันถึงจะได้เข้าไปหาเขา แต่เขาก็บอกว่าตัวเองมีธุระต้องทำไม่สนใจฉันเลยด้วยซ้ำ”
“เจอสาวงามอย่างคุณเหลียงของเราแล้วเขาก็ยังไม่สนใจอีกเหรอ?”
“อาจจะเป็นเพราะว่าฉันแต่งตัวเรียบร้อยเกินไป ไม่ได้ร้อนแรงเท่ากับผู้หญิงคนนั้นล่ะมั้งคะ”
“ใครเหรอครับ? ดีไซเนอร์ของบ้านโม่ซู่น่ะเหรอ?”
เหลียง ซูเหอ พยักหน้า “โม่ซู่ดีไซน์ในวงการก็เป็นถึงระดับชั้นนำ และเหมียวซินคนนั้นก็ถนัดเล่นอะไรแบบนั้นพอดี คาดว่าคงจะลงมือก่อนไปแล้วและหลอกให้ หวง โหย่วเหวย ติดกับแล้วล่ะค่ะ”
“เพราะฉะนั้น... คุณก็เลยยอมแพ้แบบนี้เหรอครับ?”
“จะเป็นไปได้อย่างไรกันคะ! พี่ชายของฉันเก่งขนาดนี้ แถมยังเป็นคนในพื้นที่อีก คุณต้องช่วยแก้แค้นให้ฉันนะ!”
“แล้วจะให้แก้แค้นยังไงล่ะครับ?”
ดวงตาของ เหลียง ซูเหอ หรี่ลง เผยให้เห็นแววตาที่เจ้าเล่ห์ “ก็ให้เธอได้เจอกับแผนหนุ่มหล่อยังไงล่ะคะ! ไปเล่นกับความรู้สึกของเธออย่างหนักหน่วง! แล้วก็แก้แค้นให้ฉัน!”
“ผมก็นึกว่าคุณจะให้ผมช่วยจัดการโครงการนี้ให้สำเร็จซะอีก ไม่คิดเลยว่าจะเป็นแผนแบบนี้”
“ฉันเป็นคนบังคับคนอื่นเหรอคะ? โครงการที่ใหญ่ขนาดนี้มันก็เกินความสามารถของคุณแล้ว” เหลียง ซูเหอ กล่าว “พวกเราก็ใช้วิธีเมื่อกี้นี่แหละค่ะ! คุณก็แค่ไปใช้แผนหนุ่มหล่อแล้วก็ไปเล่นกับความรู้สึกของเธออย่างหนักหน่วงให้ฉันได้สะใจหน่อยเถอะนะ!”
“จะไปยุ่งยากขนาดนั้นทำไมกันล่ะครับ? การทำให้คุณสะใจโดยตรงก็พอแล้ว ยังไม่ถึงขั้นต้องมาให้พ่อค้าคนกลางมากินกำไรส่วนต่างแล้ว”
“นั่นไม่ได้นะคะ! คุณต้องช่วยฉันแก้แค้นก่อน ฉันถึงจะยอมให้คุณมาทำให้ฉันสะใจ!”
“ถ้าผมช่วยคุณแก้แค้นแล้ว แถมยังช่วยคุณเอาโครงการมาได้อีกล่ะครับ แล้วคุณจะทำยังไง?”
เหลียง ซูเหอ ปิดปากแล้วหัวเราะพูดว่า “ถ้างั้น...ก็จะให้คุณได้สะใจไปตลอดกาลเลยค่ะ”
“ตกลงกันตามนี้แล้วนะ”
“แน่นอนอยู่แล้วสิคะ! ฉันคนนี้น่ะมีจุดเด่นที่ใหญ่ที่สุดก็คือการพูดแล้วทำตามสัญญา ขอแค่คุณทำได้ฉันก็รับรองว่าจะทำตามสัญญาอย่างแน่นอนคะ!”
เหลียง ซูเหอ เหมือนมั่นใจเต็มที่ว่าเอา หลินเจียง อยู่แน่ เธอยื่นนิ้วก้อยของตัวเองออกมา
“พวกเรามาเกี่ยวก้อยสัญญากัน ถ้าคุณช่วยฉันแก้แค้นไม่ได้ต่อไปออเดอร์ของคุณทั้งหมดก็ต้องมอบให้ฉันทำนะ”
“ไม่มีปัญหาครับ”
ทั้งสองคนยื่นมือออกมาเกี่ยวก้อยสัญญากัน... ผู้ใหญ่มาทำเรื่องแบบนี้ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ
ตอนนั้นเอง ข้าวสเต็กเนื้อย่างก็ถูกนำมาเสิร์ฟ เหลียง ซูเหอ ก็หยิบช้อนขึ้นมา ท่าทางเจริญอาหารเอาเรื่อง…
ทัศนคติของเธอก็ไม่เลวเลยนะ ถึงโครงการจะไม่สำเร็จก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการกินดื่มของเธอ... ส่วนเธอจะทำให้ตัวเขาเองสะใจได้นานแค่ไหนก็คงต้องไปดูที่พละกำลังของเธอแล้วล่ะ
“อ้าว! นี่ไม่ใช่ว่าผู้จัดการเหลียงเหรอ! บังเอิญจังเลยนะคะ!”
เสียงพูดขัดจังหวะการทานอาหารของ เหลียง ซูเหอ ทั้งสองคนก็เอียงศีรษะมองไปและเห็นว่าตรงหน้ามีผู้หญิงคนหนึ่งสวมกระโปรงรัดรูปเดินมา ผมของเธอไม่ยาวมากนัก แค่พอดีถึงไหล่ รูปร่างก็ดูเย้ายวนและเผยให้เห็นเสน่ห์จางๆ
“ผู้จัดการเหมียวก็มาทานข้าวที่นี่ด้วยเหรอคะ นี่เป็นร้านของเพื่อนของฉันเองค่ะ อยากจะทานอะไรก็สั่งได้ตามสบายเลยนะ มื้อนี้ฉันจะจัดให้เอง จะได้ช่วยประหยัดให้คุณหน่อย”
หลินเจียง พิจารณาผู้หญิงตรงหน้าแวบหนึ่ง... น่าจะเป็น เหมียวซิน ที่ เหลียง ซูเหอ พูดถึงนั่นแหละ…
รองเท้าส้นสูงกับกระโปรงสั้น... การแต่งกายชุดนี้ร้อนแรงจริงๆ
“แค่บะหมี่ชามเดียว ไม่ต้องรบกวนผู้จัดการเหลียงให้ต้องมาสิ้นเปลืองแล้วค่ะ โครงการนี้ฉันมุ่งมั่นที่จะชนะอยู่แล้ว และเมื่อบวกกับค่าคอมมิชชั่นแล้วก็จะหาเงินได้ก้อนใหญ่ ควรจะเป็นฉันที่ต้องเลี้ยงผู้จัดการเหลียงถึงจะถูก”
“โครงการมันยังไม่เริ่มเลยนะ แล้วทำไมถึงได้รู้แล้วล่ะคะว่าเป็นของคุณ?” หลินเจียง กล่าว
“แล้วนี่คือผู้ช่วยของคุณเหรอคะ? จ้างคนมายังไงกัน? แค่พูดจาแบบนี้ก็ดูจะไม่เป็นมืออาชีพแล้ว”
เหมียวซิน พิจารณา หลินเจียง พลางพูดอย่างมีนัยยะแฝง
“ผู้จัดการเหลียง...จ้างคนมาไม่ใช่ว่าดูแค่หน้าตาอย่างเดียวใช่ไหมคะ?”
“เขาเป็นเจ้าของร้านบะหมี่น่ะค่ะ ก็เป็นเพื่อนของฉัน”
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง”
เมื่อมอง หลินเจียง อีกครั้งก็รู้สึกว่าเขาดูดีขึ้นเยอะแล้ว... หล่อจริงๆ
“คุณก็ทำธุรกิจร้านอาหาร อุตสาหกรรมนี้คุณไม่เข้าใจหรอกนะ การจะอาศัยแค่ความสัมพันธ์เพื่อมาเอาโครงการ เรื่องในด้านนี้ฉันทำเรียบร้อยไปแล้ว โครงการย่อมต้องเป็นของฉันอยู่แล้ว”
“คนที่คุณไปหาก็น่าจะเป็น หวง โหย่วเหวย ใช่ไหมครับ จะว่าไปก็บังเอิญนะ ผมก็รู้จักเขาเหมือนกัน”
ผู้หญิงสองคนมองไปที่ หลินเจียง พร้อมกันด้วยสีหน้าที่ไม่เหมือนกัน
“แล้วจะรู้จักเขาแล้วจะเป็นยังไงล่ะ? โครงการที่ใหญ่ขนาดนี้คุณคิดว่าตัวเองจะพูดจาแล้วมีน้ำหนักเหรอ?”
“ความสัมพันธ์ของพวกเราสองคนก็ไม่เลวนะครับ ไม่แน่ว่าอาจจะใช้ได้ก็ได้”
“ถ้างั้นก็แล้วแต่คุณแล้วกันค่ะ”
ร้านบะหมี่แห่งนี้เป็นร้านดังในเน็ต เหมียวซิน เดิมทีก็ตั้งใจจะมาลองชิมรสชาติ แต่ในเมื่อทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันเธอก็ไม่คิดจะทานที่นี่แล้ว
“เจ้าของร้านคะ พวกคุณสองคนก็เป็นเพื่อนกัน การตกแต่งร้านบะหมี่ก็น่าจะเป็นเธอที่ออกแบบให้ใช่ไหมคะ”
“คุณเดาถูกแล้วครับ”
“ฉันว่าการตกแต่งมันยังขาดๆ อะไรไปหน่อยนะคะ รายละเอียดหลายอย่างก็ทำได้ไม่สมบูรณ์ รอให้คุณเปิดสาขาเมื่อไหร่ค่อยมาหาฉันแล้วกันนะ เดี๋ยวจะให้ส่วนลดคุณแปดสิบเปอร์เซ็นต์เลย แถมค่าออกแบบก็ยังถูกกว่าเธออีกด้วย”
พูดจบ เหมียวซิน ก็ยื่นนามบัตรมาใบหนึ่ง “จำไว้ว่าต้องมาหาฉันนะ”
เหลียง ซูเหอ กลอกตามองบน ในใจก็เอาแต่บ่นไม่หยุด... ทั้งหน้าแบนทั้งหลังแบน พี่ชายบ้านฉันเขาจะไปสนใจคุณได้ยังไงกัน!
ในตอนนั้นเอง เสียงของ หวง โหย่วเหวย ก็ดังขึ้น “ท่านประธานหลิน!”
เมื่อเห็น หวง โหย่วเหวย มา เหมียวซิน ก็รีบปรับสีหน้าทันที
“ผู้จัดการหวงก็มาทานข้าวด้วยเหรอคะ พอดีเลยว่าฉันก็ทานอยู่ที่นี่ พวกเราไปด้วยกันเถอะค่ะ จะได้ถือโอกาสคุยเรื่องโครงการกันหน่อย”
เมื่อ หวง โหย่วเหวย มาแล้ว เหมียวซิน ก็มีไหวพริบและได้เปลี่ยนความคิดทันที... เมื่อเทียบกับการต้องมาทะเลาะกับพวกเธอแล้วการได้ไปสื่อสารสัมพันธ์กับ หวง โหย่วเหวย นั้นดูจะสำคัญกว่า
“เรื่องพวกนี้เดี๋ยวค่อยพูดครับ พอดีว่าผมมาหาท่านประธานหลิน”
พูดจบ หวง โหย่วเหวย ก็มาอยู่ตรงหน้า หลินเจียง และถามอย่างลองเชิง “ท่านประธานหลินครับ... พวกเราจะไปหาที่ที่คนน้อยๆ พูดคุยกันไหมครับ?”
……………
(1)[ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา (不吃敬酒吃罚酒) – สำนวนนี้แปลตรงตัวว่า ‘ไม่ดื่มสุราคารวะ แต่กลับดื่มสุราลงทัณฑ์’ หมายถึงการไม่ยอมรับการประนีประนอมหรือข้อเสนอดีๆ แต่กลับเลือกที่จะเผชิญหน้าจนต้องถูกลงโทษหรือจัดการด้วยวิธีที่รุนแรง]
(2)[เห็นกระบวนท่าก็แก้กระบวนท่า (見招拆招) – เป็นสำนวนที่มาจากเพลงมวย หมายถึงการแก้ปัญหาไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างยืดหยุ่น โดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า]