เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 110 ธีมของวันนี้คือ ถ่ายแบบส่วนตัว!

ตอนที่ 110 ธีมของวันนี้คือ ถ่ายแบบส่วนตัว!

ตอนที่ 110 ธีมของวันนี้คือ ถ่ายแบบส่วนตัว!


“พี่เจียงคะ ฉันจับฟีลได้แล้ว พี่ดูหน่อยว่าแบบนี้โอเคไหม?” ชิว อวี่หนง ลองแอ่นสะโพกขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับโค้งเอวลงต่ำ

“ครั้งนี้ใช้ได้แล้ว” หลินเจียง ถือกล้องรัวชัตเตอร์เก็บภาพจากหลายๆ มุมไปหลายรูป

“พี่เจียง แล้วจืออี้เขาโค้งได้เก่งเท่าฉันไหมคะ?”

“รายนั้นเขามีประสบการณ์จริงแล้ว คุณเพิ่งหัดใหม่ จะเอามาเทียบกันได้ยังไง”

ชิว อวี่หนง เบะปากอย่างไม่ยอมแพ้ “โธ่ พี่เจียง พูดแบบนี้เหมือนฉันอ่อนหัดมากเลยนะ”

“รอคุณมีประสบการณ์จริงเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็เป็นเองโดยธรรมชาติ”

“อ๋อ...” ชิว อวี่หนง รู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา ทุกคนต่างก็โตๆ กันแล้ว บางเรื่องมันก็ห้ามกันไม่ได้จริงๆ พี่เจียง ห้ามใจตัวเองไม่ได้ เธอก็เหมือนกัน

“พี่เจียงคะ ถ่ายรูปเฉยๆ มันจะเวิร์คเหรอ? ชาวเน็ตเขาจะชอบดูกันเหรอคะ?”

“ก็ไม่จำเป็นต้องเต้นทุกครั้งนี่ นานๆ ทีโพสต์รูปถ่ายส่วนตัวบ้างก็ไม่มีปัญหา”

“รูปถ่ายส่วนตัว...” ชิว อวี่หนง ครุ่นคิด “พี่เจียงคะ ฉันว่าฝีมือถ่ายรูปของพี่ต้องสุดยอดมากแน่ๆ เลย”

“แล้วจะเอายังไงต่อ?”

“ฉันอยากถ่ายรูปแนวไพรเวทเก็บไว้ พี่ช่วยถ่ายให้หน่อยได้ไหมคะ?” ภาพถ่ายแนวนี้กำลังเป็นที่นิยมในอินเทอร์เน็ต สาวๆ หลายคนก็นิยมถ่ายเก็บไว้บ้าง ชิว อวี่หนง มีความคิดแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก

“ได้ งั้นวันนี้ก็เน้นถ่ายรูปส่วนตัวไปเลย”

“ฉันอยากถ่ายแบบใส่ชุดชั้นในค่ะ”

หา? ไหนบอกจะถ่ายคลิปตลกไง ไหงมาเล่นไม้นี้ล่ะ?

ถ้าไม่มีบริการหลังการขาย(1)ให้กันแบบนี้ งานแบบนี้ไม่มีใครอยากจะทำหรอกนะ

ชิว อวี่หนง หัวเราะคิกคัก “ฉันซื้อมาเพียบเลยนะ พี่เจียงไปดูสิว่าชอบชุดไหน ฉันก็จะใส่ชุดนั้นถ่ายให้ พี่ช่วยจัดมุมจัดท่าให้ฉันหน่อย ตอนนี้ไม่รีบถ่าย รอแก่กว่านี้ก็ไม่มีโอกาสแล้วนะ”

“ถ้าพูดแบบนี้ ผมก็หายง่วงเลยสิ”

“เมื่อกี้พี่ยังทิ่มฉันอยู่เลย จะง่วงได้ยังไงกันคะ ในฐานะช่างภาพมืออาชีพ ทำแบบนี้มันไม่โปรเลยนะ”

“ช่างภาพโปรๆ เขาลงมือปฏิบัติกันโดยตรงแล้ว ป่านนี้อาจจะกำลังนัวกันดุเดือด ยิ่งกว่าต้าเหมากับเอ้อเหมา(2)ซัดกันซะอีก”

“หา? แบบนี้ก็ได้เหรอคะ?”

“แน่นอนสิ ช่างภาพไม่คิดเงิน นางแบบก็ไม่คิดเงิน แลกเปลี่ยนกันอย่างเท่าเทียม วิน-วินทั้งคู่ วงการนี้เขาก็เล่นกันแบบนี้แหละ”

“โห พี่เจียง พี่รู้เยอะจังเลย อยู่กับพี่แล้วเหมือนได้เปิดโลกทัศน์จริงๆ ทำให้ฉันเข้าใจอะไรๆ มากขึ้นเยอะเลย”

“ระดับผมยังไม่ถึงขั้นทำให้คุณเปิดโลกทัศน์ได้หรอก แต่ถ้าจะบอกว่าทำให้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น อันนี้พอทำได้อยู่”

“คิกๆ... งั้นพี่ก็ช่วยฉันเลือกหน่อยสิคะ ดูว่าชุดไหนสวย”

หลินเจียง เหลือบมอง ชิว อวี่หนง แวบหนึ่ง “ข้างในยังใส่ลายการ์ตูนอยู่รึเปล่า?”

“ไม่แล้วค่ะ พี่บอกว่ามันไม่สวย ฉันก็ไม่ใส่อีกเลย นี่เป็นแบบที่พี่ช่วยเลือกให้ไงคะ หรือจะให้ฉันใส่กลับไปเป็นแบบเดิม?”

“ถ้าจะถ่ายแนวไพรเวทก็ไม่จำเป็นต้องเซ็กซี่ เน้นความเป็นธรรมชาติ”

“งั้นวันนี้ถ่ายแนวเซ็กซี่ก่อน วันหลังค่อยเอาลายการ์ตูนมาถ่ายแนวคิวท์ๆ สไตล์น่ารักๆ หน่อย”

“ได้” พูดจบ หลินเจียง ก็หยิบชุดชั้นในสีดำออกมาส่งให้ ชิว อวี่หนง เธอรับแล้วเดินเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า การเดินทางสู่โลกแห่งการถ่ายภาพไพรเวทของทั้งสองจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

การถ่ายทำครั้งนี้กินเวลากว่าสองชั่วโมงเต็ม หลังจากถ่ายเสร็จ ความรู้สึกแรกของ หลินเจียง ก็คือ วงการถ่ายภาพส่วนตัวสามารถมีวิธีการแลกเปลี่ยนแบบนี้ได้ ไม่แปลกใจเลยที่นางแบบกับช่างภาพแนวนี้จะมีวิธีแลกเปลี่ยนแบบที่ว่า… ชวนให้ตบะแตกจริงๆ

“พี่เจียงคะ... พี่ยังไหวไหม?” ชิว อวี่หนง ถามเสียงแผ่ว

“ผมยังไหว แต่น้องชายผมอาจจะไม่ค่อยไหวเท่าไหร่”

“แล้วจะทำยังไงดีคะ?” ชิว อวี่หนง เอ่ยปากลองเชิง “จะให้ฉันช่วยหน่อยไหม?”

จะรับผิดชอบทั้งก่อนและหลังการขายเลยเหรอ?

“คุณแน่ใจนะ?”

“ฉะ...ฉันไม่เคยลอง...” เสียงของ ชิว อวี่หนง เบาราวกับยุงบิน “แต่ฉันเคยแอบดูมา... เหมือนจะใช้วิธีอื่นก็ได้”

“ช่างมันเถอะน่า ความยับยั้งชั่งใจแค่นี้ผมยังมีอยู่” หลินเจียง ไม่ชอบบังคับขืนใจใคร อีกอย่าง…เขาก็มีคนคอยให้บริการหลังการขายอยู่แล้ว

“พี่เจียง... พี่รังเกียจฉันเหรอคะ?”

“หา? มีเหรอ?”

“มีสิ ฉันรู้สึกได้ว่าพี่กำลังรังเกียจฉัน อะไรๆ ก็สู้ไม่ได้” ชิว อวี่หนง พูดอย่างน้อยใจ “จืออี้เก่งกว่าฉันมากเลยใช่ไหมคะ?”

“อย่ามาสืบมั่วซั่วสิ ตั้งใจถ่ายคลิปของคุณไปเถอะ”

“ฮึ่ม”

เมื่อฟ้าเริ่มมืด ทั้งสองก็หยุดถ่ายและเตรียมตัวไปหาอะไรทาน วันนี้คงพอแค่นี้

ระหว่างทานอาหาร ฉิน ยางยาง ก็ส่งข้อความมาเตือนให้ หลินเจียง ระวังเรื่องอาหารการกิน หลังทานเสร็จ ชิว อวี่หนง ก็ขับรถกลับไป

หลินเจียง กลับถึงบ้าน เขาหยิบกระดาษมาสามแผ่น เขียนชื่อ สวีหลิน, เจียง เสี่ยวฉี และหลี่ จืออี้ ลงไป เตรียมจะจับสลากหาคนมา ‘ให้บริการหลังการขาย

เขาหลับตาคลำไปมาสองสามครั้ง สุดท้ายก็หยิบขึ้นมาหนึ่งใบ เปิดดูเป็น เจียง เสี่ยวฉี หลินเจียง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ถ่ายรูปกล้องตัวใหม่แล้วส่งให้เธอ

หลินเจียง: นี่กล้องที่ผมซื้อมาใหม่ สวยไหม?

ไม่ถึงนาที ข้อความจาก เจียง เสี่ยวฉี ก็เด้งขึ้นมา

เจียง เสี่ยวฉี: สวยคะ! พี่เจียงให้ฉันไปดูได้ไหมคะ ถ่ายรูปออกมาต้องสวยมากแน่ๆ เลย

มีคนแบบนี้เสมอ คนที่จะเข้าใจความหมายของคุณได้ในทันที

หลินเจียง: ได้เดี๋ยวไปรับ มาดูกล้อง…

เจียง เสี่ยวฉี: [จุ๊บๆ.JPG]

เจียง เสี่ยวฉี: พี่เจียงอยู่ไหนคะ? เดี๋ยวฉันไปหาเอง

เจียง เสี่ยวฉี: แบบนี้ฉันจะได้บอกที่บ้านว่าไปค้างบ้านเพื่อนร่วมงาน คืนนี้น่าจะไม่ต้องกลับแล้วค่ะ

หลินเจียง: ก็แค่มาดูกล้องใหม่ ไม่ต้องถึงกับค้างคืนหรอก

เจียง เสี่ยวฉี: พี่เจียงขี้แกล้ง! ฉันงอนแล้วนะ!

หลินเจียง ไม่ตอบกลับ แต่ส่งโลเคชันไปให้แทน เจียง เสี่ยวฉี ส่งอีโมติคอนรูปจูบกลับมา แล้วบอกว่าอีกเดี๋ยวก็จะถึง

รอไม่ถึงชั่วโมง กริ่งประตูก็ดังขึ้น เจียง เสี่ยวฉี สะพายกระเป๋ามายืนรออยู่ที่หน้าประตู

เธอสวมกระโปรงยาวตัวหนึ่งยาวคลุมข้อเท้ากับรองเท้าผ้าใบสีขาว ท่อนบนเป็นเสื้อยืดสีขาว ดูเหมือนเด็กสาวข้างบ้านที่เพิ่งแตกเนื้อสาวไม่มีผิด

“พี่เจียงคะ! นี่คือบ้านหรูราคาหลายร้อยล้านเหรอคะ? ใหญ่เกินไปแล้ว!” เจียง เสี่ยวฉี ก้าวเข้ามาพลางกวาดตามองไปรอบๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ “บ้านพวกเราทั้งซอยรวมกันยังไม่ถึงหนึ่งในสามของห้องนั่งเล่นบ้านพี่เลยมั้ง”

“ก็แค่บ้านหลังหนึ่ง อยู่คนเดียวมันก็โล่งๆ ไปหน่อย”

“คิกๆ พี่เจียงกลัวเหรอคะ? เลยเรียกฉันมาอยู่เป็นเพื่อน?”

“จะเข้าใจแบบนั้นก็ได้”

เจียง เสี่ยวฉี กระโดดเข้ากอดคอ หลินเจียง สองขาเกี่ยวรัดรอบเอวเขาไว้แน่น

“คืนนี้ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนพี่ทั้งคืนเลย แบบนี้พี่ก็จะได้ไม่กลัวแล้ว”

...ณ ที่นี้ขอละเว้น 23,804 ตัวอักษร...

ณ โครงการซิ่วสุ่ยหมิงจวี ตึก 4 ห้อง 1101

เฉิน จิ้งเสียน กำลังนั่งจ้องดูบัญชีในคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ร้านบะหมี่สาขาใหม่จะเปิดวันพรุ่งนี้แล้ว เธอสามารถตรวจสอบบัญชีของร้านผ่านระบบออนไลน์ได้ ซึ่งจะช่วยให้วิเคราะห์สถานการณ์และพบปัญหาได้ทันท่วงที

กริ๊ง... กริ๊ง... กริ๊ง—

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นสายจาก เฉิน จิ้งเจีย น้องสาวของเธอ

“พี่คะ หนูอยู่ในลิฟต์แล้ว ช่วยกดลิฟต์ให้หน่อย”

“รู้แล้วๆ” เฉิน จิ้งเสียน รับคำ วางสายแล้วกดปุ่มเรียกลิฟต์ ขณะเดียวกันก็เดินไปเปิดประตูเตรียมรองเท้าแตะไว้ให้

ไม่นาน เฉิน จิ้งเจีย ก็เดินเข้ามา ในมือหอบหิ้วผลไม้มาเต็มสองแขน

“มาก็มาสิ จะซื้อของพวกนี้มาทำไมให้สิ้นเปลือง”

“พี่สาวสุดที่รักของหนูอยู่ตัวคนเดียวทั้งคน น้องมาหาก็ต้องซื้อของมาฝากสิ จะให้มามือเปล่าได้ไง”

เฉิน จิ้งเสียน ไม่ได้คิดอะไรมาก ปกติน้องสาวมาหาก็ซื้อของมาฝากเป็นประจำ เพียงแต่ครั้งนี้มันดูเยอะกว่าปกติเท่านั้น

“หาเรื่องไร้สาระจริงๆ” เฉิน จิ้งเสียน บ่นอุบแล้วหันกลับไปนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ต่อ

“ในตู้เย็นมีของกิน อยากกินอะไรก็หยิบเองแล้วกัน”

“อื้ม”

เฉิน จิ้งเจีย พยักหน้ารับ ทุกอย่างในบ้านหลังนี้ยังคงเหมือนเดิม แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อดีตสามีของเธอ…

ควักเงินสองล้านกว่ามาช่วยพี่สาวโปะบ้านจนหมดหนี้

“ยุ่งอะไรอยู่เหรอพี่?” เฉิน จิ้งเจีย เดินเข้าไปถาม

“ดูบัญชีน่ะ ก่อนหน้านี้มันรกมาก ต้องจัดให้เป็นระบบหน่อย”

“หืม? ทำไมรายการมีแต่บะหมี่ล่ะ?”

“ก็ร้านบะหมี่ จะให้ขายอะไรถ้าไม่ใช่บะหมี่”

เฉิน จิ้งเจีย ถึงบางอ้อ “นี่มันบัญชีร้านของ หลินเจียง นี่นา?”

“อืม”

“ร้านเขาก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ไม่เห็นต้องทำให้มันซับซ้อนขนาดนี้เลย”

“นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เขาเปิดร้านใหม่ฝั่งตรงข้าม พื้นที่ตั้ง 300 กว่าตารางเมตร พรุ่งนี้จะเปิดแล้ว ฉันก็ต้องช่วยเขาจัดการเรื่องพวกนี้ให้เรียบร้อย”

“หา? 300 ตารางเมตร? ต้องใช้เงินไม่น้อยเลยนะนั่น”

“ก็คงราวๆ ล้านสองล้านล่ะมั้ง แต่สำหรับเขาแล้ว เงินแค่นี้ก็แค่เก้าโคตัวเดียว(3)

“ก็จริง...” เฉิน จิ้งเจีย ตอบเสียงแผ่ว

บ้านราคาเป็นร้อยล้านยังซื้อได้ ลงทุนทีเดียวสิบล้าน ตอนนี้ใช้เงินล้านสองล้านขยายร้าน คงไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรสำหรับเขาจริงๆ

“พี่คะ ช่วงนี้พี่ได้ติดต่อกับ หลินเจียง บ่อยไหม?”

“ก็เรื่อยๆ นะ ถ้าไม่ยุ่งก็จะแวะไปดูหน่อย ยังไงก็ต้องช่วยเขาทำบัญชีนี่”

“คือว่า...” เฉิน จิ้งเจีย อึกอัก

เฉิน จิ้งเสียน จึงละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์มามองน้องสาว

“เธอจะพูดอะไร?”

“เมื่อวานฉันเจอ หลินเจียง มา” เฉิน จิ้งเจีย เปลี่ยนน้ำเสียงแบบคุยอย่างจริงจัง

“เจอเขาแล้ว?” เฉิน จิ้งเสียน หยุดมือ “พวกเธอสองคนไม่ได้ทะเลาะกันใช่ไหม?”

“ไม่ได้ทะเลาะค่ะ”

“ก็คงงั้นแหละ เขาคงไม่มีอารมณ์ไปทะเลาะกับเธอหรอก”

“เมื่อวาน... ฉันบอกเขาว่าอยากจะกลับไปคืนดีกับเขา แต่เขาไม่ยอม”

“หา?! เธอไปขอเขาคืนดีเหรอ?” ชั่วขณะหนึ่ง เฉิน จิ้งเสียน ถึงกับพูดไม่ออก

“อืม... แต่เขาปฏิเสธ น่าจะยังโกรธฉันอยู่” เฉิน จิ้งเจีย จับมือพี่สาว “พี่กับเขาติดต่อกันบ่อย แถมยังช่วยงานเขาอยู่ ช่วยพูดดีๆ กับเขาให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?”

“เธอฝันกลางวันอยู่รึไง?” ในฐานะพี่สาว เฉิน จิ้งเสียน ตอกกลับไปอย่างไม่ไว้หน้า

“ตอนงานแต่งงานหาเรื่องให้เขาแจกอั่งเปาญาติฝั่งเรา ไม่ให้ก็จะไม่แต่งงานด้วย ทำให้เขาเสียหน้าต่อหน้าคนตั้งมากมาย ตอนนี้กลับมาบอกว่าอยากจะคืนดี เธอคิดอะไรอยู่กันแน่ จิ้งเจีย?”

“พี่คะ... พี่ก็อย่าว่าฉันเลย ฉันยอมรับว่าทำไม่ถูก ตอนนั้นฉันยังเด็กไป ถ้าไม่ใช่เพราะ สวี ลี่ลี่ คอยเป่าหูเรื่องแย่ๆ ของ หลินเจียง ฉันก็คงไม่ทำเรื่องแบบนั้นลงไป”

“หน้าตาเหมือนซาลาเปา ก็อย่าไปโทษหมาที่มันตามสิ!(4) พวกเธอสองคนมันก็คนประเภทเดียวกัน ถ้าเธอไม่มีความคิดแบบนั้นอยู่ในหัว ต่อให้ยัยนั่นพูดเป็นหมื่นประโยคล้านประโยคก็ไม่มีประโยชน์”

“ฉันยอมรับว่าตอนนั้นฉันรังเกียจที่ หลินเจียง จน กลัวว่าเขาจะทำให้ฉันมีชีวิตที่ดีไม่ได้ พอบวกกับคำยุยงของ สวี ลี่ลี่ ก็เลยทำเรื่องโง่ๆ ในงานแต่งงานลงไป แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าผิด พี่ก็อย่าซ้ำเติมฉันเลยนะ” เฉิน จิ้งเจีย พูดด้วยความรู้สึกผิด

“ฟังที่เธอพูดออกมาสิ!” เฉิน จิ้งเสียน โกรธจนไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่า “รังเกียจที่เขาจน? แล้วเมื่อก่อนเธอไปทำอะไรอยู่? เขาจะจนแค่ไหน รายได้ต่อปีของเขาก็ยังเยอะกว่าเธอไม่ใช่เหรอ?”

มีหลายอย่างที่ เฉิน จิ้งเสียน ไม่อยากพูดออกมา ในเมื่อหย่ากันไปแล้ว เฉิน จิ้งเจีย ก็ยังเป็นน้องสาวของเธอ แค่รักษาสภาพที่เป็นอยู่ก็ดีแล้ว

แต่ตอนนี้... น้องสาวเธอกลับมาบอกว่าอยากจะคืนดี กล้าพูดออกมาได้ยังไง?

“แล้วอะไรคือกลัวแต่งกับเขาแล้วต้องลำบาก? ใครบ้างที่ไม่เคยลำบาก? ไม่ลำบากแล้วจะเอาเงินมาจากไหน? หรือจะไปหาเศรษฐีแก่ๆ เกาะเขากิน?”

เฉิน จิ้งเสียน ยิ่งพูดยิ่งขึ้น เธอระบายความโกรธที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาทั้งหมด

“เธอไปดูพวกคนรวยพวกนั้นสิ ใครบ้างที่ไม่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมา? เขี้ยวลากดินกันทั้งนั้น มีเล่ห์เหลี่ยมแบบไหนที่ไม่เคยเจอ เขาจะยอมให้เธอมาเกาะแบ่งเงินง่ายๆ เหรอ?”

“โธ่พี่คะ อย่างน้อยฉันก็เป็นน้องพี่นะ อย่ามาพูดจากันแบบนี้สิ ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นซะหน่อย”

“งั้นพี่ขอถามคำเดียว ถ้า หลินเจียง ไม่มีเงิน เดือนหนึ่งหาได้แค่หมื่นแปดพันเหมือนเดิม เธอยังจะคิดคืนดีกับเขาอยู่ไหม?”

เฉิน จิ้งเจีย เงียบไป สำหรับบางคำถาม ความเงียบคือคำตอบที่ดีที่สุด

“จะบอกอะไรให้นะ ด้วยเงื่อนไขของ หลินเจียง ตอนนี้ เขาจะหาดาราระดับปลายแถวมาควงก็ยังได้สบายๆ เธอสวยกว่าคนอื่น หรือหุ่นดีกว่าคนอื่นตรงไหน?”

“เอาฉันไปเทียบกับดารา มันก็เกินไปหน่อย”

“งั้นไม่พูดถึงดารา พูดถึงนักศึกษาสาวๆ ก็ได้ ด้วยฐานะของเขาตอนนี้ จะหาเด็กสาวอายุยี่สิบต้นๆ มาควงสักคนมันยากตรงไหน? แล้วดูเธอสิ เธอมีอะไรไปสู้กับเขา?” เฉิน จิ้งเสียน โกรธจนแทบจะกลอกตามองบน ความอัดอั้นตันใจที่เก็บมานานได้ระเบิดออกมาในที่สุด

“ฉันไม่รู้จะพูดยังไงกับเธอแล้วนะ ฉันเป็นพี่เธอ บางคำที่มันฟังไม่ดีก็พูดออกมาไม่ได้ แต่เธอน่าจะรู้ว่าฉันหมายถึงอะไร”

“พี่ก็แค่อยากจะบอกว่าฉันเป็นพวกเห็นแก่เงิน เป็นยัยชาเขียว ฉันรู้หมดแหละ” เฉิน จิ้งเจีย กลับมองโลกในแง่ดีอย่างน่าประหลาด ไม่ได้หลีกเลี่ยงหัวข้อนี้

“แต่ยังไงซะ ฉันกับ หลินเจียง ก็คบกันมาหลายปี ถึงจะหย่ากันแล้ว ก็ใช่ว่าจะไม่มีความรู้สึกต่อกันเลยสักนิด พ่อแม่เรากับแม่เขาก็เข้ากันได้ดี ถ้าเราสองคนกลับมาคืนดีกัน มันก็แฮปปี้เอนดิ้งไม่ใช่เหรอคะ?”

“นิสัยของ หลินเจียง เธอรู้จักดีกว่าฉัน ในเมื่อเรื่องมันเดินมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหวนกลับไปคืนดีกัน” ท่าทีของ เฉิน จิ้งเสียน อ่อนลง

“ถึงเธอจะไม่เด็กแล้ว แต่ก็ยังไม่ถือว่าแก่ ที่สำคัญคือไม่มีลูก การแต่งงานของพวกเธอก็ไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ มันไม่ส่งผลกระทบต่อการหาคนใหม่ของเธอหรอก อย่าไปคิดเรื่องของ หลินเจียง เลย หาคนใหม่เถอะ”

“แต่ในใจฉันยังลืมเขาไม่ได้ ฉันอยากจะดีกับเขาจริงๆ พี่ช่วยไปพูดกับเขาให้หน่อยได้ไหม? ฉันยอมขอโทษเขาทุกอย่าง แม้แต่ทำสัญญาเรื่องทรัพย์สินก่อนแต่งงานก็ได้ จะให้เอาแม่เขามาอยู่ด้วยก็ไม่มีปัญหา” เฉิน จิ้งเจีย คิดมาอย่างรอบคอบแล้ว

ต่อให้ไปหาคนรวยคนอื่น เขาก็ต้องให้ทำสัญญาเรื่องทรัพย์สินอยู่ดี สิ่งที่เธอจะได้ก็แค่ชีวิตหรูหรากับเงินค่าขนมเดือนละแสนกว่า

ถ้า หลินเจียง จะทำแบบเดียวกัน ถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็พอรับได้ ที่สำคัญคือ หลินเจียง ยังหนุ่ม เธอกับเขามีพื้นฐานทางความรู้สึกร่วมกัน อนาคตยังสามารถมีลูกด้วยกันได้ เมื่อนั้นทุกอย่างจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเอง หากยังมัวแต่มองผลประโยชน์ระยะสั้น ก็คงโง่เต็มทีแล้ว

“ฉันไม่มีทางไปพูดเรื่องนี้ให้เธอเด็ดขาด เลิกคิดได้เลย”

“พี่คะ~”

“เรื่องอื่นคุยได้ แต่เรื่องนี้ห้ามพูด”

“ก็ได้ค่ะ...” เฉิน จิ้งเจีย ลุกขึ้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก “งั้นฉันไปล้างผลไม้ให้พี่นะ อย่าโกรธฉันเลยนะ”

เฉิน จิ้งเสียน โกรธจนอกกระเพื่อมขึ้นลง เมื่ออารมณ์สงบลงเล็กน้อย เธอก็ถึงกับตกใจในความคิดของตัวเอง...

เมื่อกี้ฉันตื่นเต้นเกินไปรึเปล่า?

เฉิน จิ้งเสียน ไม่ทันได้สังเกตเลยว่า ความคิดของเธอได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบๆ แล้ว... ในตอนแรก ในฐานะพี่ภรรยา เธอย่อมหวังให้น้องสาวกับน้องเขยคืนดีกัน

แต่ตอนนี้... เธอไม่ได้คิดแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว

…………

(1)[บริการหลังการขาย (售后) – เป็นคำศัพท์ทางธุรกิจ แต่ในบริบทนี้เป็นคำสองแง่สองง่ามที่ชัดเจน หมายถึงกิจกรรมทางเพศหลังจากไปเดทหรือเที่ยวด้วยกัน]

(2)[ต้าเหมากับเอ้อเหมา (大毛和二毛) – เป็นสแลงที่คนจีนใช้เรียก รัสเซีย (大毛 - ต้าเหมา) และยูเครน (二毛 - เอ้อเหมา) ในที่นี้เป็นการอ้างอิงถึง….(คงเข้าใจกันและผู้แปลไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาเกี่ยวครับ) สรุปคือ เพื่อเปรียบเทียบความดุเดือด]

(3)[เก้าโคตัวเดียว (九牛一毛) – เป็นสำนวนหมายถึง สิ่งที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งหมด เหมือนกับขนเส้นเดียวบนวัวเก้าตัว]

(4)[หน้าตาเหมือนซาลาเปา ก็อย่าไปโทษหมาที่ตาม (长个包子样,就别怪狗跟着) – เป็นสำนวนพื้นบ้าน มีความหมายว่า หากตัวเองมีข้อบกพร่องหรือสร้างช่องโหว่ให้เกิดปัญหา ก็อย่าไปโทษคนอื่นที่เข้ามาหาผลประโยชน์หรือสร้างความเดือดร้อนให้ครับ]

จบบทที่ ตอนที่ 110 ธีมของวันนี้คือ ถ่ายแบบส่วนตัว!

คัดลอกลิงก์แล้ว