เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 9: โครงกระดูก

Chapter 9: โครงกระดูก

Chapter 9: โครงกระดูก


ในตอนที่เขาวิ่งพร้อมกับได้ยินเสียงสัตว์อสูร ฉินมู่ เห็นว่าดินแดนตรงหน้าก็เป็นทางชันลงไปที่หุบเขา  มีสิ่งก่อสร้างที่ดูโบราณอยู่ที่นั่นเหมือนกับปราสาทที่พังทลาย

“งั้นนี่คือเศษซากสินะ !” - ฉินมู่ อุทาน

ตรงหน้าของซากนั้นมีประตูหอคอยที่กว้างจนครอบคลุมไปทั้งทางเข้าของหุบเขา  มีเสาอันสง่างามตั้งอยู่บ่งบอกว่านี่คือประตูและยังมีการแกะสลักมังกรพัน ที่เสานั้นด้วย

กลุ่มของสัตว์อสูรได้หันกลับไปที่ประตูนั้นแล้ววิ่งเขาไปที่ซากปรักหักพังแห่งนั้น

ฉินมู่ มองไปที่ข้างบนโดยไม่ตั้งใจและน่องของเขาก็รู้สึกชาขึ้นมา  ความมืดมิดนั้นทะลักลงมาที่หุบเขานี่อย่างกับหมึกดำ !

“มันมาแล้ว !  ” - เขากรีดร้องออกมา

ความมืดมิดไม่นานก็มาถึงที่ประตูก่อนที่จะกลืนกินมัน

เหมือนกับพวกสัตว์เองก็รู้สึกได้ พวกมันเริ่มกรีดร้องออกมาด้วยความหงุดหงิด  พวกมันได้วิ่งไปที่ประตูด้วยความเร็วที่มากว่าเดิม บางตัวถูกชนจากสัตว์อสูรตัวอื่นจนตายเลยก็มี

แน่นอนแล้วว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาใจเย็นอีกต่อไป  ถ้าใครไปถึงซากตรงหน้าไม่ได้ก่อนความมืดจะมาถึง พวกเขาได้ตายแน่ !

ฉินมู่ วิ่งอย่างกับคนบ้าพร้อมกับคว้าเข้าที่หางของเบเฮมอธ เบเฮมอธนั้นเหมือนจะไม่รู้ตัวว่ามีมนุษย์ขี่มันอยู่ ด้วยตัวขนาดที่ใหญ่พอๆกับภุเขามันได้วิ่งผลักสัตว์อสูรทุกตัวที่ขวางทางออกไป

สัตว์อสูรบางตัวได้หลีกทางให้เบเฮมอธก่อนจะคว้าหางของมันไว้เพื่อให้เบเฮมอธนั้นนำมันเข้าไปที่ซากปรักหักพังด้วย

ในตอนที่เขาจับหางของเบเฮมอธอยู่นั้น  ฉินมู่ ได้มองลงไปด้านล่างและพบว่าสัตว์อสูรทุกตัวที่โหดร้ายในตอนกลางวันนั้นตอนนี้กำลังสั่นด้วยความกลัว  พวกมันต่างก็คว้าเอาหางเบเฮมอธเอาไว้ราวกับนี่คือความหวังเดียวของพวกมัน ในตอนที่เขามองไปด้านหลัง เขาก็เห็นเด็กห้าคนไล่ตามเบเฮมอธมาด้วย

ในที่สุดก่อนที่ความมืดจะกลืนกินประตู  เบเฮมอธก็ได้พุ่งเข้ามาในซากปรักหักพังได้

ในเวลาเดียวกันเด็กทั้งห้าคนนั้นก็วิ่งเข้ามาที่ประตูด้วยแต่ในบรรดาห้าคนนั้นมีแค่ 3 คนเท่านั้นที่วิ่งผ่านประตูมาได้ก่อนที่ความมืดจะกลืนกิน   ศิษย์พี่กู่, ศิษย์พี่ฉิง,และเด็กอีกคนรอดมากได้แต่อีกสองคนนั้นช้าไปเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น   ในสองคนนั้นมีคนหนึ่งผ่านมาได้แค่แขนและอีกคนนั้นผ่านมาได้แค่ครึ่งตัวเท่านั้น อีกครึ่งส่วนหลังนั้นโดนความมืดกลืนกินไปแล้ว

เพราะศิ ษย์พี่กู่ นั้นผ่านประตูมาได้ เขาจึงรีบคว้ามือศิษย์น้องอีกสองคนเอาไว้

เขาดึงมันมากหาเขาอย่างแรงจนทำให้เห็นโครงกระดูกสีขาวที่โผล่ออกมาจากความมืดมิด

ก่อนที่ ศิษย์พี่กู่ จะได้คว้าศิษย์น้องคนอื่น เขาก็ล้มลงไปกับพื้น

คนที่รอดมาได้นั้นขนลุก   เนื้อ, เลือดและเสื้อผ้าของเด็กที่ผ่านมาได้แค่ครึ่งตัวตกอยู่ตรงหน้าพวกเขาแต่อีกครึ่งหนึ่งนั้นเหลือเพียงแค่กระดูกโดยส่วนที่เหลือโดนสิ่งที่อยู่ในความมืดกลืนกินไป

“ทำไมถึงมีความมืดนี่อยู่ !”  - ฉิง กรีดร้องออกมา – “มันมีอะไรอยู่ข้างในกันแน่ !”

ศิษย์พี่กู่ พยายามรวบรวมสติและหายใจออกมาสั่นๆ

“ความตายก็เหมือนตะเกียงที่กำลังจะหมดไฟ  ศิษย์น้องของเราสองคนนั้นกล้าหาญอย่างมาก  พวกเขาตายเพราะพยายามจะกำจัดปิศาจ” – เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม – “เด็กปิศาจนั่นจงใจมาที่ซากแห่งนี้ในนาทีสุดท้ายเพื่อใช้ความมืดในการกำจัดเรา !”

“เขาอยู่ในซากแห่งนี้  เขาหนีเราไม่ได้แล้วเมื่อมีความมืดนี้อยู่” – เด็กอีกคนที่รอดมาได้พูดขึ้น   ความหงุดหงิดนั้นแฝงในน้ำเสียงของเขาบ่งบอกได้ถึงความไม่พอใจกับการตายของเพื่อน – “ไปหาตัวเขากันเถอะ ! เราจะแก้แค้นให้ศิษย์น้องด้วยการสับไอ้เด็กปิศาจนั่นเป็นพันๆชิ้น ! ”

“เขาอยู่นั่น !  ” – ศิษย์พี่ฉิง อุทานออกมาเมื่อเห็น ฉินมู่ กระโดดออกมาจากหางของเบเฮมอธ – “เจ้ายังคงพยายามที่จะหลบหนีทั้งๆที่ทำให้ศิษย์น้องของข้าสองคนตายอย่างนั้นหรือ ปิศาจน้อย ?”

ข้อกล่าวหาของเธอทำให้ ฉินมู่ นั้นรำคาญ

“พวกเจ้าเป็นคนที่ไล่ตามข้ามาเอง  การตายของเจ้ามาเป็นความผิดข้าได้ยังไง เมื่อเจ้าเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะไล่ตามข้าจนกระทั่งมืดอย่างนี้ ? ข้าไม่ได้ไปก่อกวนเจ้าเลยแต่เจ้ากลับไล่ตามข้าเพื่อหวังเอาชีวิต  ไม่ใช่ว่าข้าคือคนบริสุทธิ์หรอกรึ ?”

ศิษย์พี่ฉิง กัดฟินแน่น – “เจ้ากล้าดียังไงถึงมาเถียงข้าง เจ้าปิศาจน้อย ... !”

ศิษย์พี่กู่ แสดงสีหน้ามืดหม่นออกมาและเดินออกมาข้างหน้า

“ปิศาจน้อยนั้นเก่งเรื่องการทำให้เราสับสน เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลามาพูดคุยด้วย....เราแค่ต้องฆ่าเขาซะ !”

ทันทีทีเขาพูดจบ ทั้งสามคนก็เตรียมพร้อมเข้าโจมตี

แต่ในตอนที่เข้าโจมตีนั้นก็ได้มีเสียงคำรามเบาๆดังก้องไปทั่วซากบริเวาณนั้น  พวกเขามองไปรอบๆว่ามันดังมาจากที่ไหนและพบกับสิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องตกใจกลัว  สิ่งที่มารวมตัวกันนี้คือสัตว์อสูรนับแสนๆตัว  มีสัตว์อสูรที่ทรงพลังพอที่จะจัดการอาณาเขตของตัวเองได้  สัตว์อสูรทุกตัวมองไปที่เด็กสามคนด้วยท่าทีดุร้ายพร้อมกับสายตาที่แสดงความต้องการฆ่า

เมื่อรู้สึกได้ว่ามีอะไรผิดปกติ ศิษย์พี่กู่ จึงถอยหลังกลับมาซึ่งนี่เป็นการบ่งบอกคนอื่นๆว่าจะไม่เข้าโจมตีและนี่ทำให้พวกสัตว์อสูรรอบๆเงียบลง

ฉินมู่ มองไปที่ฉากที่เกิดขึ้นด้วยท่าทีตกใจ  ในตอนกลางวันนั้นสัตว์อสูรพวกนี้จะสู้กันเองเพื่อแย่งชิงอาณาเขตและล่าเหยื่อแต่ในตอนกลางคืน พวกมันทุกตัวจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มันช่างเป็นฉากที่แปลกประหลาดซะจริง

“รึว่าสัตว์พวกนี้จะตั้งกฎที่ห้ามต่อสู้กันในซากแห่งนี้ ?”

ฉินมู่ กระพริบตากับความคิดที่เขาคิดอยู่  สัตว์อสูรหลายตัวที่อยู่ที่นี่นั้นเป็นศัตรูกันแต่พวกมันกลับไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันเมื่อมาอยู่ในซากแห่งนี้ซึ่งนั่นเป็นสิ่งยืนยันความคิดของเขา  คนในหมู่บ้านนั้นบอกเขาเสมอว่าสัตว์อสูรนั้นฉลาด  ตัดสินจากลิงปิศาจที่มีความสามารถในการพูดแล้ว มีโอกาสเป็นไปได้ที่มันจะสร้างกฎแบบนี้ขึ้นมา

ศิษย์พี่กู่ เองก็ได้ข้อสรุปเหมือนกับ ฉินมู่ และได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมกับกระซิบ – “คืนนี้ยังไม่ต้องเคลื่อนไหวอะไร เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น เราจะฆ่าเขา !”

ศิษย์พี่ฉิง และเด็กอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย

หลังจากที่มองสิ่งรอบข้างดีๆแล้ว ฉินมู่ ก็เห็นว่าซากแห่งนี้นั้นเหมือนกับเมืองที่อยู่ภายในหุบเขา  มีสัตว์อสูรอยู่ทั่วทุกที่ในซากแห่งนี้

---- ทุกที่ยกเว้นแค่ตรงลาน

มีโครงกระดูกมนุษย์เป็นร้อยๆอยู่ที่ตรงลาน  พวกเขาทุกคนใส่เสื้อผ้าที่หรูหราและท่าทางในการตายของพวกเขาก็อยากที่จะบอกว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่ในตอนที่เขาเข้าไปที่ลาน ฉินมู่ ก็ตระหนักได้ถึงบางอย่าง

“คนพวกนี้เป็นผู้หญิงหมด”

สิ่งที่แปลกคือผู้หญิงพวกนี้นั่งขัดสมาธิในตอนที่ตาย  มีโครงกระดูก 15 แถวและแต่ละแถวนั้นมีโครงกระดูกอีก 15 ตัว  ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังทำสมาธิในตอนที่เกิดเรื่องขึ้นจนฆ่าพวกเขาอย่างรวดเร็วจนไม่มีโอกาสที่จะได้หลบหนี

เมื่อมาถึงตรงหน้าลาน ฉินมู่ ค่อยๆสำรวจพื้นที่รอบๆและพบว่าโครงกระดูกที่นั่งอยู่ตรงหน้าแถวแรกนั้นชัดเจนแล้วว่าเป็นผู้นำของโครงกระดูกที่เหลือ

โครงกระดูกทุกตัวรวมถึงผู้นำเองหันหน้าไปทิศทางเดียวกัน

พวกเขาหันไปทางที่ประตูอยู่

“ ศิษย์พี่ ดูนั่น !

ตาของ ศิษย์พี่ฉิง เป็นประกายพร้อมกับชี้ไปที่โครงกระดูกที่ลาน – “  มีสิ่งประดิษฐ์อันล้ำค่าอยู่ในมือโครงกระดูกเหล่านั้น ! โครงกระดูกทุกตัวมีอย่างละอัน !  ”

ศิษยพี่กู่ มองไปยังทางที่เธอบอกและหัวใจเขาก็เริ่มเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น   โครงกระดูกแต่ละตัวมีสิ่งประดิษฐ์ที่แตกต่างกันไปและทุกอันล้วนแต่เป็นอาวุธ

สิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าเหล่านี้ส่องแสงสดใสออกมาราวกับว่ามันเพิ่งถูกหลอมขึ้นมา  ทั้งหมดชัดเจนแล้วว่าเป็นสมบัติ !

สิ่งที่ดูสะดุดตาที่สุดก็คือไข่มุกที่ลอยอยู่ในฝ่ามือของโครงกระดูกที่เป็นผู้นำ มีหมอกหม่นวนเวียนอยู่ในไข่มุกนั้นด้วย

ลานนี้คือคลังสมบัติ !

“ถ้าเราเอาสมบัติเหล่านั้นมาได้ ..” - ศิษย์พี่ฉิง กระซิบ การหายใจของเธอดูเหมือนจะกระสับกระส่าย

แม้แต่คลังสมบัติของผู้อาวุโสของพวกเขาก็ไม่ได้มีของที่ล้ำค่าขนาดนี้ !

ถ้าพวกเขาสามคนได้สมบัติเหล่านี้ไป พวกเขาสามารถตั้งสำนักของตัวเองขึ้นมาได้ถ้าพวกเขาต้องการ !

ศิษย์พี่กู่ มองไปรอบๆและหัวเราะออกมา – “สวรรค์ได้ตอบแทนเราแล้ว ! ศิษย์น้องที่ห้า ไปเอาของเหล่านั้นกลับมานี่”

เด็กน้อยทำตาที่ศิษย์พี่บอกและเข้าไปที่ลาน   ในตอนที่เขาเข้าไปนั้นเขาก็เห็นว่าเปียผมหางม้าของโครงกระดูกนั้นกระพือเบาๆ  ทันใดนั้นพวกมันก็เริ่มยาวขึ้นทีละนิดและเปียผมหนึ่งก็ได้พุ่งเข้ามาหาเขาราวกับมันมีชีวิต

เปียผมนั้นทำให้นึกถึงงูที่คอยยกหัวขึ้นสำรวจเด็กคนนั้น

“ศิษย์พี่กู่ ..”- เสียงของเด็กนั่นเต็มไปด้วยความกลัวในตอนที่เรียกศิษย์พี่ตัวเอง  เขาไม่กล้าที่จะหันหน้าหนีเลย

“เจ้าของสิ่งประดิษฐ์พวกนี้ตายแล้ว  -” ศิษย์พี่กู่ พูดด้วยท่าทีเคร่งขรึม – “ไม่ต้องกังวล น้องห้า ..”

ก่อนที่ ศิษย์พี่กู่ จะพูดจบ เปียผมนั้นก็พุ่งเข้ามาอย่างกับสายฟ้าแล้วแทงเข้าไปในดวงตาของเด็กนั้น  เปียผมอีกอันเองก็พุ่งออกมาด้วยแล้วเจาะเข้าไปในดวงตาอีกข้าง

เด็กนั่นอ้าปากกรีดร้องออกมาแต่กลับไม่มีเสียง

ที่ใกล้ๆเด็กนั่นนั้นมี ฉินมู่ ที่เห็นว่าร่างของเด็กนั่นเหมือนโดนสูบอะไรบางอย่างออกไปแล้วเปลี่ยนกลายเป็นศพที่แห้งกรอล

เปียผมนั้นไมได้หยุดแค่นั้นแต่มันกลับรัดเข้าที่ตัวของเด็กคนนั้น ไม่นานทั้งผิวหนังและกระดูกของศพนั้นก็ละลายเหลือแค่เพียงเสื้อผ้าและรองเท้าตกอยู่ที่พื้น

 

จบบทที่ Chapter 9: โครงกระดูก

คัดลอกลิงก์แล้ว