เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 2: เลือดวิญญาณของสัตว์ทั้งสี่

Chapter 2: เลือดวิญญาณของสัตว์ทั้งสี่

Chapter 2: เลือดวิญญาณของสัตว์ทั้งสี่


ท่านย่าซี ยิ้มออกมาพร้อมกับดึง ฉินมู่ เข้ามาในหมู่บ้าน – “หยุดมองไปด้านนอกได้แล้ว มานี่ เร็วเข้า ! ผู้ใหญ่บ้าน, เฒ่าหม่า , ทุกคน มานี่ !”

กองไฟถูกจุดขึ้นมาทันทีและได้มีคนแบกผู้ใหญ่บ้านเข้า  เขาถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด – “เจอวิญญาณทั้งสี่แล้วรึยัง ?”

“เจอแล้ว”

เฒ่าหม่า ชายแขนเดียวได้ลากงูสีเขียวมรกตที่ยาวหลายสิบเมตรออกมา  งูนั้นกำลังเลือดไหลแต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อโดน เฒ่าหม่า คว้าเอาไว้แค่เสี้ยววินาทีมันก็ขยับไม่ได้

ในเวลาเดียวกันช่างตีเหล็กที่เป็นใบ้ก็เดินออกมาพร้อมกับนกตัวใหญ่ที่ซึ่งใหญ่กว่าตัวเขาเล็กน้อย ปีกและขาทั้งสองของนกนั้นถูกมัดเอาไว้และเมื่อไหร่ที่มันดิ้นจะเกิดรอยประกายไฟขึ้นมาที่ขนของมัน มันส่งเสียงดังน่ารำคาญตอนมันดิ้นซึ่งดูน่ากลัวอย่างมาก

ชายตาบอดแบกเต่ายักษ์ที่ตัวใหญ่ยิ่งกว่าโต๊ะมา  คงมีแค่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเต่านี่มีชีวิตมานานแค่ไหน สำหรับกระดองของมันแล้วได้เปลี่ยนเป็นสีทองตามอายุที่มันอยู่มา  ขาทั้งสี่ด้านของมันซ่อนอยู่ด้านในกระดอง จะมีกงเล็บยื่นออกมาเรื่อยๆและเมื่อไหร่ก็ตามที่มันทำ ฉินมู่ จะเห็นไอน้ำพุ่งออกมาจากล่างตัวของมัน  ไอน้ำนี้ดูเหมือนจะแรงพอที่จะทำให้มันลอยตัวและหนีไปได้

เหตุผลเดียวที่เต่านี่ทำแบบนั้นไม่ได้เพราะชายตาบอดนั้นเอาตะขอเกี่ยวจมูกมันไว้อยู่

“มังกรเขียว, พยัคฆ์ขาว, วิหคสีชาดและเต่าทมิฬ  แม้ว่าพวกเราจะหาเลือดของวิญญาณทั้งสี่ไม่ได้แต่เราก็ใช้ได้เลือดของมังกรอสรพิษเขียว, เสือกระดูกเหล็ก, นกสายฟ้าและเต่าทองคำมาแทนได้  พวกมันคงพอทดแทนได้แน่”

ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าให้คนฆ่าสัตว์  คนฆ่าสัตว์ยิ้มและใช้มือและแขนของตัวเองเอื้อมไปด้านหน้า  เขาคือคนที่มีแค่ร่างกายส่วนบนเท่านั้น ส่วนด้านล่างของเขาได้โดนสับออกไปไม่มีเหลือ

มีถังวางไว้ที่หน้าสัตว์ทั้งสี่ตัว เขาจัดการเชือดพวกมันทีละตัวๆ  คนฆ่าสัตว์ปล่อยให้เลือดของสัตว์พวกนั้นไหลออกมาและไม่นานเลือดสดๆของสัตว์พวกนั้นก็ไหลออกมาจนหมดตัว

“หมอ” – หัวหน้าหมู่บ้านตะโกนขึ้น

หมอของหมู่บ้านก้าวออกมา  เขาไม่มีหน้า  จมูก,ผิวบนหน้าและปากครึ่งหนึ่งดูเหมือนจะโดนคนตัดออกไป เขาคือคนที่น่าเกลียดและน่ากลัวที่สุดในหมู่บ้านแต่ ฉินมู่ รู้สึกว่าปู่หมอนี้ใจดีที่สุด

หมอก้าวออกมและหยิบใบไม้สีแดงสี่ใบออกมา บนใบไม้แต่ละใบนั้นมีไข่แมลงสีขาวอยู่ข้างบน  หมอหยิบมันลงใส่ถังแต่ละใบ ในเวลาแค่หนึ่งวินาทีก็ได้มีตัวอ่อนฟักออกมาจากไข่พวกนั้น มันไต่มาพักอยู่บนใบไม้และดื่มเลือดในถัง

ยิ่งมันกินเลือดมากเท่าไหร่ยิ่งตัวโตมากเท่านั้น  เลือดในถังทั้งสี่หายไปอย่างรวดเร็วเหลือทิ้งไว้แค่หนอนตัวอ้วนอยู่ในถัง

หมอหยิบเอาโฟมคริสตัลที่รวมตัวกันเป็นก้อนเกลือใส่ลงไปในถังและ ฉินมู่ ก็เห็นหนอนทั้งสี่นั้นหดตัวไปอย่างรวดเร็ว  สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เขาต้องเดาะลิ้นด้วยความแปลกใจ

ต่อมาหมอได้หยิบหนอนทั้งสี่ขึ้นมา หนอนแต่ละตัวนั้นมีขนาดแค่ประมาณฝ่ามือคน  เขาหยิบเอาแก้วสีขาวออกมาจากนั้นจึง  บีบหนอนพวกนั้นดูอย่างแรงจนทำให้มันกรีดร้องออกมา  เลือดสีเหลืองใสราวกับคริสตัลไหลออกมาจากปากของมันเติมไปที่แก้วพวกนั้น

เขาทำแบบเดิมกับหนอนอีกสามตัว หมอนั้นได้บีบเอาเลือดจากท้องหนอนแต่ละตัว จากนั้นจึงเอาหนอนทั้งสี่วางไว้ตรงหน้า ฉินมู่ พร้อมกับส่ายหน้า – “มีเพียงเลือดวิญญาณที่มากขนาดนี้เท่านั้นที่จะสามารถทำการชำระล้างได้ พวกมันไม่ใช่สัตว์อสูรวิญญาณที่แท้จริงอยู่แล้ว”

“มู่เอ๋อ มีคลังสมบัติอยู่ 7 อันในร่างกายมนุษย์ แก่นวิญญาณ, ธาตุทั้งห้า, ทิศทางทั้งหก, ดวงดาวทั้งเจ็ด , นภาสวรรค์, ชีวิตและความตาย, และบันไดสู่สวรรค์   เจ็ดคลังสมบัตินี้ถูกปิดผนึกไว้แน่นหนาเหมือนกับสมบัติที่ถูกซ่อนเอาไว้อย่างดี ดังนั้นแล้วพวกมันหมายถึงสมบัติระดับสวรรค์ทั้งเจ็ด”

“สมบัติระดับสวรรค์ทั้งเจ็ดปกติจะถูกปิดผนึกไว้และจำเป็นต้องให้นักรบนั้นปลดมันด้วยตัวเอง” – หัวหน้าหมู่บ้านพูดขึ้นมา  ออร่าของเขานั้นแผ่ออกมาราวกับแสงจากกองไฟที่เต้นมาตรงหน้าของเขา – “กำแพงคือสิ่งที่ขวางกั้นนักรบที่พยายามปลุกสมบัติเหล่านั้น  นี่คือหนึ่งในสมบัติเหล่านั้น  กำแพงแก่นวิญญาณ, กำแพงธาตุทั้งห้า, กำแพงทิศทางทั้งหก, กำแพงดวงดาวทั้งเจ็ด, กำแพงนภาสวรรค์, กำแพงแห่งชีวิตและความตาย,และกำแพงของบันไดสวรรค์  การฝ่ากำแพงพวกนี้ไปนั้นเรียกว่าการทลายกำแพง”

ปู่หม่า ลูบหัว ฉินมู่ ด้วยความเอ็นดูและยิ้มออกมา – “มันเป็นไปไม่ได้ที่คนจะบ่มเพราะได้ถ้ากำแพงพวกนั้นทำลายไม่ได้  บางคนน่ะได้รับการอวยพรจากสวรรค์  ในตอนที่คนแบบนั้นเกิดมากำแพงแก่นวิญญาณของพวกเขาจะพังทลายไปแล้วและทำการปลดผนึกสมบัติแก่นวิญญาณสวรรค์ไปด้วย  ภาวะที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าร่างวิญญาณซึ่งเป็นของขวัญที่สวรรค์มอบให้โดยมันเหมาะกับการบ่มเพาะที่สุด  คนที่มีร่างวิญญาณนั้นจะมีพรสวรรค์เหนือกว่าคนธรรมดาทำให้พวกเขาบ่มเพาะได้เร็วกว่าคนอื่นสองเท่า”

“มีสี่ธาตุสำหรับแก่นวิญญาณซึ่งหมายถึงร่างวิญญาณเองก็มีสี่แบบ : ร่างวิญญาณมังกรเขียว, ร่างวิญญาณพยัคฆ์ขาว, ร่างวิญญาณวิหคสีชาด, และร่างวิญญาณเต่าทมิฬ  เลือดของสัตว์วิญญาณทั้งสี่นี้จำเป็นในการใช้เพื่อตรวจสอบว่าคนๆนั้นมีร่างวิญญาณแบบไหน”

“ถ้าเจ้ามีร่างวิญญาณมังกรเขียว เจ้าก็จะปลุกพลังฉีของมังกรเขียวได้ขึ้นจากการดื่มเลือดวิญญาณของมังกรเขียวเข้าไปเหมือนกับ เฒ่าหม่า” - หมอพูด

ชายแขนเดียว เฒ่าหม่า ถอดเสื้อออกและไปยืนอยู่ต่อหน้า ฉินมู่  เขาหันหลังให้เด็กน้อยก่อนที่จะตะโกนออกมาดังๆ

ฉินมู่ เห็นพลังฉีสีเขียวปะทุกออกมาจากหลังของเฒ่าหม่า  จากกระดูกสันหลังจนไปถึงด้านหลังหัวนั้นมีพลังฉีสีเขียวค่อยก่อตัวกันขึ้นมาเป็นมังกร  มันมีทั้งเกร็ดและเคราอีกทั้งผมของมังกรโผล่ออกมา  กงเล็บมังกรนั้นงอกออกมาจากแขนข้างเดียวของเขา ในขณะที่มีกงเล็บอีกสองข้างโผล่มารอบขาของเขา

“นี่คือร่างวิญญาณมังกรเขียว” - เฒ่าหม่า ใส่เสื้อกลับคืน – “ยัยแก่ซี นั้นมีร่างวิญญาณพยัคฆ์ขาว”

ท่านย่าซี กรอกตาและพูดขึ้น – “ข้าไม่ถอดเสื้อผ้าให้พวกเฒ่าดูข้าหรอก  ข้าจะแสดงให้ ฉินมู่ เห็นเป็นรูปร่างพลังฉีแทน”

ร่างของ ท่านย่าซี เริ่มสั่นขึ้นเบาๆพร้อมกับมีเสือขาวรูปร่างโหดร้ายโผล่ออกมาด้านหลังของเธอ มันคำรามออกมาเสียงดังสนั่น

“ทุกคนในหมู่บ้านนั้นมีร่างวิญญาณ เมื่อก่อนเรานั้นโด่งดังแต่ตอนนี้เราก็แค่พวกผู้เฒ่าและคนพิการเท่านั้น”

ท่านย่าซี ยิ้มออกมา – “ ไม่มีอะไรที่เรากลุ่มผู้เฒ่าจะให้เจ้าได้ แก้วเลือดพวกนี้มาจากวิญญาณที่แตกต่างกันซึ่งเป็นกุญแจในการปลุกร่างวิญญาณ  มันก็เหมือนกับร่างมังกรเขียว ถ้าเจ้ามีร่างมังกรขาว เจ้าก็ดื่มเลือดของพยัคฆ์ขาวเพื่อปลุกพลังฉีของพยัคฆ์ขาวภายในแก่นวิญญาณของเจ้า  ถ้าเจ้ามีร่างวิญญาณวิหคสีชาด เจ้าก็ดื่มเลือดของวิหคสีชาดเพื่อปลุกพลังฉีของวิหคสีชาดภายในแก่นวิญญาณของเจ้าและร่างวิญญาณเต่าเองก็เช่นกัน

“เอาล่ะดื่มซะ”

ผู้ใหญ่บ้าน, ท่านย่าซี,และทุกคนต่างก็มองมาที่ ฉินมู่ พร้อมกับเผยสีหน้าคาดหวังออกมา

หัวใจของ ฉินมู่ เต้นรัว  แม้ว่าเขาจะดื่มเครื่องดื่มแปลกๆไปนับไม่ถ้วนอีกทั้งยังเรียนรู้วิธีจำแนกสมุนไพรจากหมอแต่มันก็ยังไม่เคยแปลกขนาดนี้มาก่อน

ฉินมู่ ยกแก้วหนึ่งขึ้นมา  เพราะแก้วที่ถืออยู่นั้นเป็นเลือดวิญญาณของวิหคสีชาดทำให้ของเหลวด้านในนั้นร้อน  เขาดื่มมันเข้าไปรวดเดียวและรู้สึกได้ว่าความร้อนเริ่มแผ่ซ่านจากลำคอไปถึงแขนและขาของเขา จากนั้นจึงไปที่กระดูกของเขา  เขารู้สึกเหมือนมีไฟปะทุขึ้นในตัวราวกับเลือดเขากำลังเดือด

หลังจากนั้นสักพักการเผาไหม้ก็ได้หายไป

“ไอ้ใบ้ เขามีร่างวิญญาณวิหคสีชาดหรือไม่ ?” – ผู้ใหญ่บ้านถามออกมา

ช่างตีเหล็กใบ้ส่ายหน้า

“เอาต่อ ฉินมู่” – ผู้ใหญ่บ้านพูดขึ้น

ฉินมู่ จับแก้วที่สองที่เป็นเลือดวิญญาณของพยัคฆ์ขาวขึ้นมาดื่ม  มันรู้สึกเหมือนกับกินน้ำเหล็กที่มีสนิม,รสชาติอย่างกับทองแดงและมีกลิ่นแปลกๆในปาก  เขารู้สึกเหมือนข้างในโดนกัดกร่อนแต่ไม่นานอาการเหล่านั้นจะหายไป

“เขาไม่ได้มีร่างวิญญาณพยัคฆ์ขาว” - ท่านย่าซี ส่ายหน้าด้วยความผิดหวังเล็กน้อย

“ฉินมู่ แก้วที่สาม” – ผู้ใหญ่บ้านพูดด้วยท่าทีจริงจัง

ฉินมู่ ดื่มแก้ที่สามที่มีเลือดวิญญาณของมังกรเขียวเข้าไป  แก้วนี้ทำให้เขารู้สึกว่าเลือดในกล้ามเนื้อของเขาเริ่มกระเพื่อม  อีกทั้งเขายังรู้สึกอึดอัดในอวัยวะภายในของตัวเองแต่ความรู้สึกนี้ไม่นานก็หายเช่นกัน

เฒ่าหม่า ส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง – “เขาไม่ได้มีร่างวิญญาณมังกรเขียว”

“ถ้าอย่างนั้นแล้วเขาคงมีร่างวิญญาณเต่าดำ” – หมอเผยรอยยิ้มที่ยากจะเห็นได้ออกมาซึ่งดูชั่วร้ายกว่าปกติ

ฉินมู่ ดื่มเลือดแก้วสุดท้ายเข้าไป  ร่างกายของเขาเบาขึ้นราวกับขนนกในตอนที่เขาดื่มมัน มันรู้สึกราวเขาจมอยู่ในน้ำแต่ก็เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่ความรู้สึกมันคงอยู่แค่ไม่นาน

“เขาไม่ได้มีร่างวิญญาณเต่าดำ” - หมอส่ายหน้า

ชาวบ้านที่อยู่รอบๆกองไฟนั้นเงียบลง ตอนนั้นเองคนฆ่าสัตว์ก็ได้พูดขึ้นมา – “ถ้าอย่างนั้นเขาก็เป็นแค่คนธรรมดา”

ท่านย่าซี ร้องออกมาทันทีและพยายามมที่จะพูด – “เราทุกผู้เฒ่าและพิการ  ฉินมู่ คงมีชีวิตต่อไปไม่ได้แน่ถ้าเราตายไปแล้ว ที่นี่มันอันตรายมาก  เขาคงรอดได้ไม่ถึงวัน ..”

ฉินมู่ จับมือ ท่านย่าซี และพูดขึ้นอย่างสุภาพ – “อย่าร้องเลยย่า  ท่าและปู่ๆย่าๆทุกคนน่ะคือคนดี  ไม่มีใครตายหรอก....”

“คนดีงั้นหรือ ? ฮี่ฮี่..” - เฒ่าหม่า หัวเราะกับตัวเอง – “เราน่ะต้องถูกบังคับให้มาอยู่ในดินแดนหายนะแห่งนี้พยายามดื้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอด   ดินแดนแห่งนี้มันอันตรายเกินไป แน่นอนว่า มู่เอ๋อ คงยากที่จะรอดไปได้ถ้าไม่มีเรา เราควรส่งเขาออกจากดินแดนนี้ให้เร็วที่สุดมันคงจะปลอดภัยกว่า....”

“เขาจะโดนพบเจอและโดนฆ่าถ้าเราส่งตัวเขาออกไป  เพราะเขานั้นถือว่าเป็นพวกเดียวกับเราแล้ว เขาจะตายด้วยเช่นกัน” - คนฆ่าสัตว์ พูดขึ้นอย่างเย็นชา

หมู่บ้านคนพิการเริ่มกลับมาเงียบกันอีกครั้ง

ทันใดนั้นผู้ใหญ่บ้านก็พูดขึ้น –“  ดี”

ท่านย่าซี งุนงงและถามขึ้นมา – “มีอะไรดีงั้นรึ ?”

หัวหน้าหมู่บ้านยิ้ม – “ข้าหมายถึงส่วนบ่มเพาะของเขามันดี --- ไม่สิมันยอดเยี่ยมต่างหาก”

คนฆ่าสัตว์,หมอและคนที่เหลือในหมู่บ้านต่างก็มองหน้าเขาด้วยท่าทีงงไม่เข้าใจว่าทำไมส่วนบ่มเพาะของ ฉินมู่ ถึงดีได้  หัวหน้าหมู่บ้านยิ้มและอธิบาย – “ข้าเดาว่า มู่เอ๋อ นั้นมีส่วนบ่มเพาะแบบอื่น ต้องมีความแข็งแกร่งจากการบ่มเพาะทั้งสี่รวมกัน --- ร่างราชันย์ !”

“ร่างราชันย์งั้นรึ ?” – ท่านย่าซี และคนที่เหลือต่างก็ตกใจ ทุกคนนั้นเป็นคนที่มีประสบการณ์,ความรู้แต่พวกเขาไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน

“ใช่ ร่างราชันย์”

ผู้ใหญ่บ้านยิ้ม – “มันยากที่เลือดวิญญาณธรรมดานั้นจะปลุกร่างราชันย์ขึ้นมาได้  เลือดจากสัตว์อสูรทั้งสี่ที่ยิ่งใหญ่ต้องถูกรวบรวมมาเพื่อให้ร่างราชันย์เผยตัวออกมา  ไม่มีอสูรวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ทั้งสี่อยู่ในดินแดนหายนะแห่งนี้แล้ว แต่มันไม่น่ายากเกินไปที่จะหาลูกหลานของมัน  คอยจับพวกสัตว์อสูรไปเรื่อยๆและกลั่นเลือดมันออกมา  เมื่อ ฉินมู่ ดื่มเลือดพวกนั้นเข้าไปมากพอ ร่างราชันย์ของเขานั้นจะตื่นขึ้นมาเอง”

ทุกคนนั้นเชื่อในตัวผู้ใหญ่บ้า  ดังนั้นจึงดีใจเมื่อได้ยินแบบนั้น –“พรุ่งนี้ข้าจะไปกับไอ้ด้วนเพื่อจับเสือ ! รีบนอนซะ มู่เอ๋อ  ข้าจะเอาเลือดมาให้เจ้ากินอีกในวันพรุ่งนี้ !”

เมื่อทุกคนแยกย้ายกันแล้ว หมอและปู่ใบ้ก็ได้พาผู้ใหญ่บ้านกลับไปที่ห้อง  หลังจากที่ปู่ใบ้กลับไปแล้ว หมอที่ยังอยู่ในห้องอยู่นั้นก็พูดขึ้นเบาๆ – “ร่างราชันย์นั้นไม่ได้มีอยู่จริง”

ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า – “ข้าพูดโดยไม่คิดแต่ถ้าข้าไม่พูดอะไรออกไปมันคงยากที่ทุกคนจะมีชีวิตอยู่ต่อได้”

หมอไม่รู้จะตอบกลับยังไง ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็มีประวัติศาสตร์ของตัวเองแต่พวกเขาถูกบังคับให้มาอยู่ที่นี่เพื่อให้อยู่รอดไปได้ ความเศร้าที่ทุกคนมีนั้นได้เป็นภาระอันหนักหน่วง  ฉินมู่ นั้นเป็นเหตุผลที่ทำไมทุกคนถึงมีชีวิตต่อมาได้ถึงขนาดนี้

ปรากฏว่าเด็กสุขภาพดีคนหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงความเศร้าที่ทุกคนมีไป  เพราะพวกเขาเลี้ยงดู ฉินมู่ มา พวกเขาจึงถือว่าเด็กน้อยนี่คือลูกหลานที่ล้ำค่าที่สุดในครอบครัวของพวกเขา   ฉินมู่ นั้นคือผู้ที่รวมจิตใจของทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวได้

ถ้าชาวบ้านรู้ว่า ฉินมู่ นั้นเป็นแค่เด็กน้อยธรรมดาและไม่สามารถอยู่รอดจากดินแดนหายนะแห่งนี้ได้ด้วยตัวเอง ทุกคนคงควบคุมตัวเองและคิดอะไรไม่ออกเป็นแน่

หมอไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร – “ท่านปิดความจริงจากคนอื่นไปตลอดไม่ได้หรอก ทุกคนจะต้องตายและทิ้ง ฉินมู่ เอาไว้”

“นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่บอกเขาว่าร่างราชันย์นั้นไม่มีจริง  เก็บความลับนี้ไว้กับเราไปตลอดกาล” – ผู้ใหญ่บ้านพูดด้วยท่าทีจริงจัง – “ให้เขาเชื่อว่าเขาเป็นเพียงคนเดียวที่มีร่างราชันย์ !”

หมออึ้งพร้อมกับมองดูหน้าผู้ใหญ่บ้าน  ด้วยแสงที่มาจากตะเกียง หน้าของผู้ใหญ่บ้านดูเหมือนจะบิดเบี้ยวเล็กน้อยในตอนที่ยิ้ม – “ข้าอยากเห็นว่าถ้าคนธรรมดาที่มีความเชื่อมันที่หาใครเทียบไม่ได้นั้นจะทำสิ่งที่แม้แต่เราคนที่มีร่างวิญญาณยังทำไม่ได้ !”

หมอมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่า – “ร่างมนุษย์....สู่ร่างราชันย์งั้นหรือ ?”

ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า – “ตราบใดที่มีความเชื่อ ร่างมนุษย์นั้นก็จะเปลี่ยนเป็นร่างราชันย์ได้ !”

 

 

 

 

 

 

 

 

จบบทที่ Chapter 2: เลือดวิญญาณของสัตว์ทั้งสี่

คัดลอกลิงก์แล้ว