- หน้าแรก
- ต้าถัง: เริ่มต้นก็ไร้เทียมทานในฐานะเจ้าของที่ดิน
- บทที่ 511 อยากได้ซูอี้
บทที่ 511 อยากได้ซูอี้
บทที่ 511 อยากได้ซูอี้
“ในเมื่อพูดกันขนาดนี้แล้ว งั้นมีเงินเท่าไหร่ก็จ่ายคืนมาเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็เขียนใบสัญญาไว้ แล้วค่อย ๆ ทยอยคืนในภายหลัง!” ซูอี้เอ่ยขึ้น
“ขอรับ! ข้าน้อยจะไปเตรียมเดี๋ยวนี้เลย!” จั่วปินรีบรับปาก
รวมแล้วได้เงินมาสิบหมื่นกว้าน ส่วนที่เหลือเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายของครอบครัว
ซูอี้ไม่ได้ไล่ต้อนพวกเขาจนหมดสิ้น ได้เท่าไหร่ก็รับเท่านั้น ครั้งนี้จุดประสงค์หลักคือเพื่อข่มขวัญพวกที่มาหาเรื่องเขา ขอแค่เห็นว่ามีคนต้องสูญเสียหนัก ๆ คนส่วนใหญ่ก็คงจะไม่ถูกองค์หญิงไป๋เหอชักใยอีกแล้ว
ซูอี้เขียนใบสัญญาขึ้นมาใหม่หนึ่งฉบับ แล้วพาทุกคนกับใบสัญญาไปยังบ้านหลังต่อไป
อีกสี่คนที่ยังติดหนี้อยู่ ก็ไม่กล้าปฏิเสธแล้ว มีเงินเท่าไหร่ก็พยายามควักออกมาจ่ายหนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ซูอี้ตั้งใจทำให้เป็นข่าวใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ทุกคนรับรู้
ในช่วงไม่กี่วันนี้ ขุนนางและคหบดีมากมายต่างเข้มงวดกับบุตรหลานในบ้าน ห้ามไปหาเรื่องซูอี้โดยเด็ดขาด
วันนี้ในวังมีการจัดงานเลี้ยง ขุนนางมากมายที่อยู่ใกล้เคียงก็ต้องไปร่วมงานด้วย แม้แต่กษัตริย์และครอบครัวของสามรัฐคาบสมุทรก็อยู่ในรายชื่อผู้ได้รับเชิญ
แน่นอนว่าซูอี้ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เขาและองค์หญิงทั้งสองจึงเดินทางไปด้วยกัน
ในงานเลี้ยงนั้น หลี่ซื่อหมินดูผ่าเผยและกระปรี้กระเปร่าเป็นอย่างยิ่ง
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ตีเมืองถู่ป๋อและสามรัฐคาบสมุทรได้สำเร็จเท่านั้น แต่ยังทำให้ทูเจวี๋ยที่น่าหวาดหวั่นที่สุดต้องพ่ายแพ้จนหมดท่า
ขอเพียงต้าถังยังคงแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาตามชายแดนที่มีมาแต่ก่อนก็จะถูกกำจัดไปทีละอย่าง
ซูอี้และเหล่าองค์หญิงไม่ได้นั่งในตำแหน่งที่เด่นชัดนัก แต่เลือกที่จะนั่งอยู่ในตำแหน่งกลาง ๆ ค่อนไปด้านหลัง
อาหารในงานเลี้ยงอร่อยมาก เหล้าก็เป็นเหล้าชั้นดีที่เก็บไว้มานานหลายปี หลังจากผ่านการบ่มมาหลายปีดีกรีเหล้าก็สูงมาก รสชาติดีเยี่ยม
ซูอี้ องค์หญิงเกาหยาง และหลี่ลี่จื้อต่างพูดคุยกันไปกินไป
หลี่ซื่อหมินกล่าวคำพูดทั่ว ๆ ไปเล็กน้อย จากนั้นก็ตั้งใจแสดงอำนาจให้กษัตริย์ของรัฐที่ล่มสลายเหล่านี้ได้เห็น เพื่อให้พวกเขารู้ถึงความยิ่งใหญ่ของต้าถัง และไม่มีวันกล้าคิดก่อการกบฏอีก
เหล่าขุนนางต่างพากันโห่ร้องว่าฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถ
ระหว่างที่กำลังกินอาหารอยู่นั้น สายตาของหลี่ซื่อหมินก็ไปหยุดอยู่ที่ตัวองค์หญิงไป๋เหอ เพราะการชักใยของนาง ทำให้พวกคุณชายจอมเสเพลหลายคนไปหาเรื่องซูอี้ เรื่องนี้กลายเป็นที่โจษจันไปทั่วเมืองฉางอัน แน่นอนว่าหลี่ซื่อหมินก็ได้รับรู้เรื่องนี้แล้วเช่นกัน
“ได้ยินว่าองค์หญิงไป๋เหอยังไม่มีคู่ครอง เมืองฉางอันของเรามีบุรุษหนุ่มที่ยอดเยี่ยมมากมาย ไม่ทราบว่ามีผู้ใดถูกใจหรือไม่?
เจิ้นสามารถเป็นผู้คลุมถุงชนให้เจ้าได้!” หลี่ซื่อหมินกล่าว
พอองค์หญิงไป๋เหอได้ยินแล้ว มือของนางก็สั่นเทาเล็กน้อย จนทำให้เหล้าในจอกหกออกมาไม่น้อย
เหล่าขุนนางที่อยู่ในที่นั้นต่างหันไปมององค์หญิงไป๋เหอ เมื่อถูกผู้คนมากมายจ้องมอง องค์หญิงไป๋เหอก็ได้แต่ก้มหน้าและไม่ได้กล่าววาจาใด ๆ
กษัตริย์โกกูรยอรีบเอ่ยปากว่า “ขอบพระทัยฝ่าบาท แต่ไป๋เหอมีนิสัยดื้อรั้น ข้าน้อยพยายามโน้มน้าวมาหลายครั้งแล้ว แต่เกรงว่าผู้ที่นางจะมองเห็นค่า คงจะทำให้ฝ่าบาทผิดหวังแล้ว!”
“ฮ่า ๆ ๆ สมกับคำที่ว่า ‘หญิงเมื่อเติบใหญ่ก็ควรออกเรือน’ ขุนนางมากมายที่อยู่ในที่นี้ บุตรหลานในบ้านล้วนแต่ยอดเยี่ยม หากมีผู้ใดอายุที่เหมาะสม ก็สามารถมาทำความรู้จักกันได้
สตรีนั้นแต่งงานเร็วหน่อยก็ดี!” หลี่ซื่อหมินกล่าว
ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างรู้ความหมายของหลี่ซื่อหมินดีว่าต้องการที่จะให้ซูอี้ได้ระบายความโกรธ
ขอแค่ให้องค์หญิงไป๋เหอแต่งงานออกไป ในภายหลังก็ไม่สามารถออกไปพบปะกับพวกคุณชายจอมเสเพลได้อย่างตามใจชอบ และเรื่องที่จะหาเรื่องซูอี้ก็จะหมดไปอย่างแน่นอน
แต่หัวมันเผือกร้อนนี้เหล่าขุนนางต่างก็ไม่มีใครกล้ารับไว้ เพราะเป็นองค์หญิงของรัฐข้าศึกที่ล่มสลายไปแล้ว หากจัดการไม่ดีก็จะนำพาเรื่องใหญ่หลวงมาให้
ดังนั้นพอฝ่าบาทคิดจะคลุมถุงชนให้พวกเขากับองค์หญิง ขุนนางทุกคนต่างก้มหน้าลง ไม่กล้าที่จะมองหลี่ซื่อหมิน
หากตกไปอยู่ที่บ้านผู้ใดแล้ว ก็จะไม่สามารถปฏิเสธได้ ต้องจำใจรับเอาไว้เท่านั้น
ถ้าหากต้องเลี้ยงดูบรรพบุรุษเช่นนี้ไว้ในบ้าน เกรงว่าจะต้องเดือดร้อนไปทั่วทั้งบ้านแน่
“ฝ่าบาทถามเจ้าแล้วนะ! ยังไม่รีบตอบอีก!” หัวหน้าขันทีข้างกายฝ่าบาทตะโกนขึ้น
เพราะฝ่าบาทเอ่ยปากถามถึงเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าอย่างไรองค์หญิงไป๋เหอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ การที่นางเอาแต่เงียบเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นความผิดขั้นอุกอาจแล้ว
“หม่อมฉันมีคนที่ถูกใจแล้วจริง ๆ เพียงแต่เกรงว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงยินยอม จึงได้แต่รอเพียงลำพัง
หากไม่สามารถแต่งงานกับคนผู้นั้นได้ หม่อมฉันขออยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิต” องค์หญิงไป๋เหอเอ่ยขึ้น
“ขอเพียงอยู่ในต้าถัง เรื่องแค่นี้เจิ้นก็สามารถรับปากได้ ขอเพียงเจ้าเอ่ยนามคนผู้นั้นออกมา เจิ้นก็จะคลุมถุงชนให้เจ้า และยังจะพระราชทานเครื่องแต่งงานที่ล้ำค่าให้เจ้าชุดหนึ่งด้วย” หลี่ซื่อหมินกล่าวอย่างมั่นใจ
“ในเมื่อเจ้ามีคนที่ถูกใจแล้ว ก็รีบเอ่ยนามออกมาเถอะ ฝ่าบาททรงรับปากว่าจะคลุมถุงชนให้เจ้าแล้ว!” กษัตริย์โกกูรยอรีบกล่าว
องค์หญิงไป๋เหอยังคงไม่ไหวติง และไม่ต้องการเอ่ยนามคนที่ตนเองชอบออกมา
ในช่วงเวลานี้ฟางเสวียนหลิงจำต้องก้าวออกไปพูด
“ในเมื่อฝ่าบาททรงรับปากแล้ว ย่อมทำตามที่ตรัสไว้แน่นอน เจ้าบอกออกมาได้เลย ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหนุ่มผู้มีความสามารถจากบ้านใด ขอเพียงฝ่าบาทเป็นผู้คลุมถุงชนให้ เจ้าก็จะสมหวังอย่างแน่นอน!”
“นี่เป็นเรื่องจริงหรือ? ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะมีคู่หมั้นอยู่แล้ว หากฝ่าบาทสามารถคลุมถุงชนให้ได้ หม่อมฉันเป็นแค่ภรรยาน้อยก็ยินดี!” องค์หญิงไป๋เหอเอ่ยขึ้น
“ฮ่าฮ่าฮ่า องค์หญิงไป๋เหอไม่จำเป็นต้องเหนียมอายไปหรอกนะ สุดท้ายแล้วผู้ใดที่มีโชคดีถึงขนาดได้รับความรักใคร่จากองค์หญิงไป๋เหอ ก็แค่บอกออกมาเท่านั้น!” เฉิงเหย่าจินก็ช่วยเสริม
“ใช่แล้ว ๆ ฝ่าบาทกำลังรออยู่นะ รีบพูดออกมาเถอะ!”
ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็พากันเร่งเร้า
“งั้นก็ได้! ในเมื่อฝ่าบาททรงตรัสวาจาศักดิ์สิทธิ์และสามารถเป็นที่พึ่งให้หม่อมฉันได้ งั้นหม่อมฉันก็จะพูดตรง ๆ” องค์หญิงไป๋เหอหยุดเล็กน้อยแล้วเอ่ยทีละคำ “คนที่หม่อมฉันถูกใจคือซูอี้!”
ซูอี้ที่กำลังกินอาหารอยู่ พอได้ยินชื่อตนเองแล้ว ก็ถึงกับสำลัก
สำลักจนหน้าแดงก่ำ ใช้ความพยายามอย่างมากถึงได้หายใจโล่ง
“แค่ก ๆ ๆ…”
ซูอี้แทบจะหายใจไม่ทัน เขารู้สึกมึนงงในสมองไปชั่วขณะ
แผนการนี้ช่างโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว ไม่ว่าองค์หญิงไป๋เหอจะจริงจังหรือไม่ แต่นี่ก็คือการแก้แค้นที่โจ่งแจ้ง และบรรลุเป้าหมายแล้วอย่างแน่นอน
สถานการณ์ในที่นั้นเงียบงันลงทันที จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตกลงพื้น
ทุกคนต่างมองซูอี้อย่างตกตะลึง
เดิมทีคิดว่าองค์หญิงไป๋เหอเกลียดชังซูอี้อย่างมาก คาดไม่ถึงเลยว่าจะคิดแต่งงานกับเขา
ทั้งสองคนเกิดเรื่องอะไรกันแน่ องค์หญิงไป๋เหอถึงได้กล่าววาจาเช่นนี้ต่อหน้าคนจำนวนมาก
“ฮ่า ๆ องค์หญิงไป๋เหอพูดล้อเล่นเก่งเกินไปแล้วนะ แต่ในโอกาสเช่นนี้ไม่เหมาะสมเลย” ซูอี้หัวเราะแห้ง ๆ กล่าว
“หม่อมฉันไม่กล้าล้อเล่นต่อหน้าฝ่าบาทหรอก คำพูดที่กล่าวออกมาเป็นความจริงทุกประการ
หรือว่าเรื่องราวระหว่างเราสองคน ท่านลืมไปแล้วหรือ?” องค์หญิงไป๋เหอเอ่ยขึ้น
“เรื่องระหว่างเราทั้งสองคนล้วนใสสะอาดไร้มลทิน!” ซูอี้กล่าวอย่างไม่เข้าใจ
“หึ ซูอี้ข้าคิดว่าท่านเป็นบุรุษที่มีความรับผิดชอบ แต่คาดไม่ถึงเลยว่าเรื่องที่ทำลงไปกลับไม่กล้ารับ!
ข้ามองคนผิดไปจริง ๆ!” องค์หญิงไป๋เหอกล่าวอย่างขุ่นเคือง
“ข้าไม่ได้ทำอะไรกับเจ้าเลยนะ เจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหล!” ซูอี้ก็เริ่มรู้สึกโกรธเล็กน้อย
ต่อหน้าเหล่าขุนนางมากมายและฝ่าบาท องค์หญิงไป๋เหอถึงกับใส่ร้ายเขาอย่างไม่มีสาเหตุ
ยิ่งไปกว่านั้นองค์หญิงผู้เป็นภรรยาทั้งสองก็ยังอยู่ข้างกายเขาด้วย หากเกิดความเข้าใจผิดขึ้นมา ก็ยากที่จะอธิบายได้แล้ว