เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ภาค 1 ตอนที่ 25 อย่าดูถูกของสะสมนะ!

ภาค 1 ตอนที่ 25 อย่าดูถูกของสะสมนะ!

ภาค 1 ตอนที่ 25 อย่าดูถูกของสะสมนะ!


ตอนที่ 25 อย่าดูถูกของสะสมนะ!

เมื่อเด็กสาวเปิดริมฝีปากแดงระเรื่อแล้วอ่านรายชื่อจากม้วนกระดาษจบ รอยยิ้มเจิดจรัสที่ฉายบนใบหน้าของนางก็ยังคงไม่หายไป

ในขณะที่บรรดาผู้ทดสอบที่ยืนอยู่หน้าห้องโถงกลับรู้สึกราวกับถูกกระบี่น้ำค้างแข็งนิลฟันฉับเข้าที่ศีรษะจนสติดับวิญญาณแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี

ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างคาดเดารายชื่อของคนที่ผ่านเกณฑ์ไว้แล้วในใจ และไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีชื่อของหวังลู่กับผู้โชคดีอีกสองคน ในสองคนนั้นไห่อวิ๋นฟานได้รับคะแนนเสียงสูงสูด ตามติดมาด้วยจูฉิน และหวังจงตามลำดับ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะอยู่เหนือความคาดหมายจนน่าตกใจเยี่ยงนี้

คนที่โดดเด่นได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดไม่ผ่านด่านสักคน ไห่อวิ๋นฟานไม่เท่าไหร่ แม้แต่หวังลู่ก็ยังถูกเขี่ยทิ้ง ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน!?

ความสะเทือนตกใจกดทับอาการดีใจ จูฉินและหวังจงที่มีรายชื่ออยู่บนกระดาษแม้แต่จะยิ้มก็ยังยิ้มไม่ออก คนหนึ่งหยิกขาตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่วนอีกคนพุ่งเอาหัวโหม่งต้นไม้จนมีเสียงกิ่งไม้ใบไม้เสียดสีกันดังสวบสาบ

มีเพียงเหวินเป่าที่มีรายชื่ออยู่อันดับแรกเท่านั้นที่ยังคงตบมือหัวเราะร่าอย่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสา “เย้! ข้าถูกเลือก!”

จากนั้นเขาก็หายใจไม่ออก เป็นลมล้มคว่ำลงกับพื้น

ส่วนคนอื่นๆ นั้น ส่วนใหญ่กำลังอยู่ในอาการไม่เข้าใจและเฝ้ารอดูต่อไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เนื่องจากใบรายชื่อดังกล่าวดูเหมือนไม่ค่อยสมเหตุสมผลและยากจะทำใจเชื่อได้ หรือนี่จะไม่ใช่รายชื่อจริง อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของแบบทดสอบเพิ่มเติมที่เอาไว้ทดสอบจิตใจ

ความจริงแล้ว ไม่เพียงแต่คนที่อยู่หน้าห้องโถงเท่านั้น กระทั่งบรรดาอาวุโสในห้องโถงก็ยังงุนงงกับใบรายชื่อนี้ไม่ต่างกัน

สาเหตุที่ไห่อวิ๋นฟานและหวังลู่ตกรอบล้วนแล้วแต่มีเหตุผลของแต่ละคน ในบรรดาสามคนที่ถูกเลือก...เหวินเป่าและจูฉินไม่พูดถึง แต่หวังจงคนนั้นแทบจะไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำของสำนักกระบี่วิญญาณด้วยซ้ำ แม้ว่ารากวิญญาณจะไม่เลว แต่คุณสมบัติในด้านอื่นของเขานั้นย่ำแย่เหลือทน

แต่ไม่รู้ผีแกล้งหรือโชคดี หวังจงได้รับความโปรดปรานจากเจ้าสำนัก! ตามหลักแล้วผู้อาวุโสทั้งเก้าแห่งหอกระบี่สวรรค์นั้นต่างมีสถานะเท่าเทียมกัน แม้ว่าผู้อาวุโสหนึ่งหรือสองคนจะมีความลำเอียงแต่นั่นแทบไม่มีผลใดๆ แต่ตอนที่หัวหน้าผู้อาวุโสเอ่ยปากว่าเขาสนใจหวังจง ขอเพียงมีเขาในใบรายชื่อเท่านั้นก็ถือว่าบรรลุสำเร็จผล

คนนอกห้องโถงไม่มีทางรู้อย่างแน่นอนว่าจะมีความเห็นที่ลำเอียงเช่นนี้เกิดขึ้นในสำนักชั้นสูงอย่างสำนักกระบี่วิญญาณ ยังคงสับสนมึนงงกับความจริงเท็จของใบรายชื่ออย่างยิ่งยวด

แน่นอนว่ายังมีคนที่มิได้ไร้เดียงสาขนาดนั้น

“พี่หวังลู่ เรื่องนี้...ท่านคิดเห็นอย่างไร?”

สีหน้าของไห่อวิ๋นฟานหม่นลงเมื่อถามคำถามนี้ คนรอบข้างอาจจะคิดว่ายังมีความหวัง แต่เขากลับรู้สึกด้วยสัญชาตญาณว่าใบรายชื่อของดรุณีนางนั้นเป็นของแท้แน่นอน

พูดอีกอย่างก็คือ นี่คือผลตัดสินสุดท้าย! เขากับหวังลู่ต่างตกรอบด้วยกันทั้งคู่ ผิดกับจูฉิน หวังจง และเหวินเป่าที่ได้ก้าวสู่เส้นทางบำเพ็ญตน!

หวังลู่เองก็รู้สึกงุนงงกับผลการตัดสินนี้เช่นเดียวกัน

“เวร! เกิดอะไรขึ้นกับโครงเรื่องนี้! เริ่มต้นด้วยความอิ่มเอมเปรมสุข แต่กลับจบด้วยโศกนาฏกรรมของตัวเอก... อารมณ์ศิลปินถือเป็นโรคชนิดหนึ่งไม่รู้หรือไรพวกเทพเซียนทั้งหลาย!”

ใจของไห่อวิ๋นฟานยิ่งหม่นลงอีก ปฏิกิริยาของหวังลู่ยืนยันความรู้สึกตามสัญชาตญาณของตนอย่างไม่ต้องสงสัย เช่นนั้นแล้ว...

“ต้องประท้วงหรือไม่พี่หวังลู่?”

“ไม่เพียงแต่ประท้วงเท่านั้น เราควรรวบรวมกองทัพสื่อเพื่อปฏิบัติการเผยแพร่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดลงบนสื่อทุกชนิดจนดังกระฉ่อน ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดอย่างข้า จะเกณฑ์ผู้คลั่งไคล้ที่ติดตามอยู่ทั้งสี่สิบล้านคนให้บดขยี้สำนักนี้จนตาย!”

“หา? พี่หวังลู่ท่านใจเย็นก่อน...”

“โอ๊ะ แค่ล้อเล่นเท่านั้นล่ะ” กล่าวถึงตรงนี้หวังลู่ก็เผยรอยยิ้มอันนิ่งสงบที่ทำให้ไห่อวิ๋นฟานชื่มชมอย่างสุดซึ้งด้วยใจจริง

“อันที่จริงเป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน”

“ดีรึ!?” ไห่อวิ๋นฟานตาถลนขณะที่กำลังถอดรหัสคำว่า ‘ดี’ ที่ติดอยู่บนใบหน้าหวังลู่

“ไห่น้อย เหตุการณ์ตรงหน้าฉากนี้ ศัพท์วิชาการเรียกว่าเป็นโครงเรื่องที่ใช้ความอาภัพโศกศัลย์และอัดอั้นตันใจที่ไม่มีเหตุผลเป็นตัวเปิดเรื่อง เพื่อที่สุดท้ายตัวเอกจะได้มีอนาคตที่สุกใส เจ้าและข้าตกรอบด้วยคะแนนในระดับที่สูงลิ่ว ซึ่งคล้ายกับตัวเอกอาภัพที่ถูกถอนหมั้นอย่างโหดร้าย แต่ยิ่งเศร้าเท่าไหร่ อนาคตก็จะยิ่งสวยงามเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงตกรอบงานชุมนุมคัดเลือกเซียนอะไรนั่น ดีที่สุดต้องโดนฆ่ายกครัว หลุมศพของบรรพบุรุษถูกขุดขึ้นมา ผู้หญิงในบ้านถูกลงแขก ตอนจบของเรื่องก็จะยิ่งดี! อนาคตของเจ้าและข้าต้องได้เป็นเซียนอมตะที่ยิ่งใหญ่เหนือทุกคนอย่างแน่นอน!”

“พี่หวังลู่ตื่นก่อน!”

เห็นหวังลู่ที่ดูเหมือนตกอยู่ในความคิดบ้าคลั่งอันไม่มีเหตุผลแล้ว ไห่อวิ๋นฟานก็ตกใจเช่นกัน และในเวลานั้นเองก็มีเสียงถอนหายใจครั้งหนึ่งดังมาจากข้างๆ

“ท่าทางดูไม่ได้เลยนะ พี่หวังลู่ดูจากท่าทางสบายๆ ไม่เคยกังวลเรื่องอะไรเลยของท่าน ไม่ควรจะตกใจถึงจะถูกสิ”

หวังลู่หันศีรษะกลับไปอย่างแปลกใจ “เจ้าคือใคร?”

“จูฉินแห่งประเทศต้าหมิง” เด็กหนุ่มประสานมือแล้วกล่าวต่อไปว่า “ท่านเคยดูแลข้าครั้งหนึ่งตอนอยู่ในหมู่บ้านดอกท้อ”

หวังลู่ร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง “จำได้แล้ว เจ้าคือคนที่หลอกล่อเด็กรับใช้ของข้าไปนี่เอง”

จูฉินสะอึกพูดไม่ออก ตอนนั้นเข้าเป็นเพื่อนกับหวังจงและยุให้เขาเป็นอิสระไม่เป็นข้าใคร แม้วิธีการจะไม่สะอาด แต่ยามนั้นหวังลู่อยู่สูงเกินไป สูงจนไม่มีใครสามารถทัดเทียมได้ ดังนั้นจึงต้องใช้ประโยชน์หวังจงเท่านั้น

“นอกจากนี้ เป็นท่านอีกเช่นกัน ที่ทำให้ข้าสามารถข้ามขุนเขาวายุน้ำแข็งจนมาถึงที่นี่ได้ ความสำเร็จทั้งหมดของข้าจูฉินในวันนี้ล้วนต้องขอบคุณความช่วยเหลือของพี่หวังลู่จริงๆ”

หวังลู่หัวเราะหึๆ

“บนเส้นทางบรรลุเซียน ทุกคนไม่เว้นแม้แต่ข้าล้วนแต่คอยมองตามหลังท่านเท่านั้น พี่หวังลู่ บอกตามตรง ในใจข้านอกจากนับถือท่านแล้วมันยังอัดแน่นไปด้วยความริษยา ท่านและข้าต่างก็เป็นคนต้าหมิง ข้าเป็นรัชทายาท ส่วนท่านเป็นเพียงลูกชาวนา ทว่าบนเส้นทางบรรลุเซียนนี้ข้ากลับไม่สามารถเทียบท่านได้เลย”

แม้ว่าคำพูดของเขาจะทำให้คนรู้สึกซาบซึ้งประทับใจ แต่หวังลู่ยังคงหัวเราะอยู่อย่างนั้น

จูฉินไม่ใส่ใจกับปฏิกิริยานั้น พูดต่อไปว่า “แต่ผลการตัดสินนี้...เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงจริงๆ เส้นทางแห่งการมีอายุวัฒนะเป็นเรื่องไม่แน่นอน แต่พี่หวังลู่ สำหรับข้าแล้ว อัญมณีความเก่งกาจและเฉลียวฉลาดของท่านไม่มีทางถูกกลบฝังแน่นอน ดังนั้นมองความจริงหน่อย แพ้ชนะเป็นเรื่องปกติในการแข่งขัน จากความสามารถของท่าน อย่างไรก็ต้องประสบความสำเร็จไม่ว่าด้านใดก็ด้านหนึ่งอยู่แล้ว อีกอย่างนอกจากสำนักกระบี่วิญญาณแล้วข้างนอกยังมีสำนักฝึกเซียนอีกมากมายนับไม่หวาดไม่ไหว บนวิถีเซียนอย่างไรท่านและข้าก็ย่อมต้องได้พบกันอีกครั้งอยู่แล้ว”

“หึๆ” หวังลู่ยังคงหัวเราะไม่หยุด

การแสดงของจูฉินทุ่มเทสุดๆ แต่นักแสดงที่เป็นมืออาชีพกว่าเขา หวังลู่เคยเห็นมานักต่อนักแล้ว

“…ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงคำพูดจากใจของข้าในฐานะผู้เข้าร่วมทดสอบคนหนึ่งเท่านั้น หวังว่าพี่หวังลู่จะมิเข้าใจผิดเป็นอื่น”

หวังลู่พยักหน้า “สุดท้ายผลงานจะเป็นตัวตัดสินสินะ ไม่ต้องห่วง ข้าเข้าใจดี”

จูฉินขมวดคิ้ว อดเอ่ยต่อไปอีกไม่ได้ว่า “พี่หวังลู่ แล้ว... ในอนาคตหากไม่อาจเดินบนทางเซียน ท่านก็สามารถเข้ารับราชการเป็นขุนนางในประเทศต้าหมิงได้ ได้ยินมาว่าท่านได้รับการศึกษาสูง เชี่ยวชาญวรรณกรรม อัจฉริยะถึงขั้นสามารถสอบจ้วงหยวนได้ แม้ว่าข้าไม่อาจสืบทอดราชบัลลังก์ได้ แต่เรื่องบางเรื่องก็พอทำได้อยู่”

หวังลู่ขำพรืด “เจ้ากำลังรับสมัครลูกสมุนรึ? อา... ถ้าเจ้ายอมแบ่งคู่บำเพ็ญให้ข้า นั่นถึงจะแสดงถึงความจริงใจหน่อย ถึงตอนนั้นจะให้ข้าช่วยทำงานก็ได้ เจ้าคิดว่าอย่างไร? แบ่งเมียเจ้าให้ข้าขี่สิ ไม่ต้องกังวลว่าตอนนี้เจ้าจะยังเด็กเกินไป ให้ข้าจองไว้ก่อนก็ได้”

จูฉินรู้สึกราวกับบังเอิญกินก้อนขี้หมาในงานเลี้ยงหรูหรา แล้วเผลอกลืนเข้าไปด้วยความเคยชิน

หวังลู่ก็คือหวังลู่ เพียงประโยคเดียวก็สามารถทำให้คำพูดอันแสนมีน้ำใจของเขากลายเป็นก้อนขี้หมา...เอาเถอะ พี่หวังลู่ เข้าจะจำไว้

และในขณะที่ทุกคนมุ่งความสนใจไปยังร่างของหวังลู่และจูฉินนั้น เด็กสาวสดใสหน้าห้องโถงผู้นั้นก็หันศีรษะกลับไปทางด้านห้องโถงทันที คล้ายกำลังฟังเสียงกระซิบจากผู้อาวุโส ครู่เดียวก็ทำเสียงอืออาตอบรับอยู่หลายคำ แล้วหันไปทางหวังลู่และไห่อวิ๋นฟาน

“คือว่า...ท่านอาจารย์ขอให้ข้าบอกสาเหตุที่พวกเจ้าทั้งสองไม่ผ่านการคัดเลือก แม้ว่าที่ผ่านมาสำนักกระบี่วิญญาณจะไม่จำเป็นต้องมานั่งอธิบายในสิ่งที่ตัดสินไปแล้ว แต่สถานการณ์ของเจ้าทั้งสองพิเศษยิ่ง... คนแรกคือองค์ชายไห่อวิ๋นฟาน ตามผลการประเมินจากดวงตาแห่งจิตของผู้อาวุโส รากวิญญาณของเจ้าคือลมและน้ำ เป็นรากวิญญาณระดับสาม หากพูดถึงคุณสมบัติเพียงอย่างเดียว...ก็อยู่ในระดับที่ยอดเขาเร้นลับต้องการ ยิ่งไปกว่านั้นจิตใจ สติปัญญา รวมไปถึงคุณสมบัติด้านอื่นๆ ของเจ้าก็ยังเกินมาตรฐานอีกด้วย...”

ฟังถึงตรงนี้ ไห่อวิ๋นฟานอดถามขึ้นไม่ได้ว่า “แล้วเหตุใด...ข้าจึงไม่ถูกเลือก? เพราะคนอื่นเก่งกว่า หรือเพราะพื้นที่ของสำนักกระบี่วิญญาณไม่พอ?”

เด็กสาวชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกระทืบเท้าด้วยความโมโหเล็กน้อย “เจ้าอย่าเพิ่งขัดข้าสิ กว่าข้าจะจำสิ่งที่อาจารย์พูดได้มิใช่เรื่องง่ายนะ เห็นหรือไม่ว่าตอนนี้ข้าลืมหมดแล้ว! เจ้าไปเดาเหตุผลเอาเองเถอะ!”

“ขะ...ขออภัย” ไห่อวิ๋นฟานรีบสำนึกรับผิด

เด็กสาวหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์ หูของนางกระดิกเบาๆ ดูเหมือนกำลังฟังเสียงกระซิบจากเหล่าอาจารย์ในห้องโถงอีกครั้ง

“อ้อ เหตุผลสำคัญที่เจ้าไม่ถูกเลือกคือพื้นฐานรากวิญญาณของเจ้าไม่เข้ากับกระบวนการฝึกของสำนักกระบี่วิญญาณ รากวิญญาณลมน้ำมีพลังหยินมากเกินไป และสำนักกระบี่วิญญาณไม่มีการวิชาที่เหมาะสมกับมัน”

ไห่อวิ๋นฟานกะพริบตาปริบๆ “หา?”

“มิใช่ว่าฝึกไม่ได้ แต่วิชาที่สำนักกระบี่วิญญาณมีอยู่ตอนนี้สามารถดึงศักยภาพของเจ้าออกมาได้เพียงแปดส่วนเท่านั้น เกรงว่าจะสิ้นเปลืองเวลาของเจ้าเปล่าๆ”

ไห่อวิ๋นฟานไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือขำดี “อันที่จริงข้าก็ไม่ได้เป็นคนตระหนี่ขนาดนั้น”

เด็กสาวกล่าวอย่างจริงจังว่า “ไม่เหมือนกันหรอกนะ เพราะรากวิญญาณระดับสาม...เป็นระดับที่ต่ำสุดของการบรรลุสู่เซียนอมตะ ขาดเพียงนิดเดียวก็อาจทำให้หมดวาสนาบนวิถีเซียนได้ นับประสาอะไรกับแปดส่วนเช่นเจ้า?”

ไห่อวิ๋นฟานขมวดคิ้ว “ระดับต่ำที่สุดของการบรรลุ? เรื่องนี้ขอวางไว้ก่อน โลกบำเพ็ญเซียน... จุดประสงค์ย่อมต้องเป็นการค้นหาทางแห่งเซียนอยู่แล้ว แต่มีคนที่บรรลุจริงๆ หรือไม่?”

เด็กสาวกล่าว “หลังจากกลียุคครั้งก่อนก็ยังไม่เคยมี เนื่องจากตามหลักแล้วแค่มีรากวิญญาณระดับสามก็สามารถบรรลุเซียนได้ แต่ความจริงระหว่างการบำเพ็ญนั้นอาจจะมีสารพันปัญหาเกิดขึ้นจนกลายเป็นอุปสรรค ทำให้ไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้ ดังนั้นต่อให้เป็นรากวิญญาณสวรรค์ก็ตาม...จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครบรรลุเช่นกัน”

หญิงสาวกล่าวต่อ “แต่เพราะว่า...นี่คืองานชุมนุมคัดเลือกเซียน และสำนักกระบี่วิญญาณก็เป็นสำนักของการบำเพ็ญเซียน เราจะรับคนที่ไม่อาจบรรลุเข้ามาทำไม? ทำงานจิปาถะรึ? ต่อให้หลายพันปีมานี้ยังไม่เคยมีใครบรรลุกลายเป็นเซียนมาก่อน แต่หากปล่อยปละ ลดมาตรฐานตัวเองลง เช่นนั้นสำนักกระบี่วิญญาณก็ไม่ต่างอะไรกับสำนักปลายแถวเหล่านั้นหรอก แม้ว่าคนของเราจะน้อย แต่อุดมการณ์เราแน่วแน่”

ทุกคนในที่นี้ต่างอึ้งกับคำพูดของนาง

ในระยะไม่กี่ปีมานี้ ไม่เพียงแต่โลกบำเพ็ญเซียนเท่านั้น กระทั่งในสายตาของคนในแดนมนุษย์ สำนักกระบี่วิญญาณคือสำนักที่มีดีแต่ชื่อ ใช้ชีวิตแบบรอวันตายไปวันๆ คิดไม่ถึงว่าจะยังมีอุดมการณ์และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าเพียงนี้!

ไห่อวิ๋นฟานประทับใจจนแทบหลั่งน้ำตา มารดาเถอะ นี่กะฝังข้าให้ตายใช่หรือไม่!?

“อย่างไรก็ตาม...คุณสมบัติในด้านอื่นๆ ของเจ้าดีเกินไป หากสะบั้นวาสนาเซียนก็เห็นทีจะน่าเสียดายเกินไป ดังนั้นทางเราหารือกันแล้วว่าจะให้เขียนจดหมายแนะนำไปยังสำนักเซียนหมื่นยุทธ ที่นั่นเป็นสำนักที่มีวิชายุทธกว้างขวางที่สุดบนโลกบำเพ็ญเซียน ไม่ว่าจะเป็นรากวิญญาณแปลกพิสดารหายากแค่ไหน ล้วนสามารถได้รับการฝึกที่เหมาะสมจากที่นี่ นอกจากนี้พวกเขายังไม่จุกจิกเลือกมาก ไร้ศีลธรรมจรรยายิ่ง เหมาะกับเจ้ามากกว่าสำนักกระบี่วิญญาณของเรา”

“สำนักเซียน...หมื่นยุทธ” ไห่อวิ๋นฟานพึมพำกับตัวเอง ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียในใจอย่างรวดเร็ว

หากมีจดหมายแนะนำของสำนักกระบี่วิญญาณล่ะก็มีผลแน่นอน ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน สำนักเซียนหมื่นยุทธย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่เท่าสำนักเซิ่งจิง แต่ก็ยังอยู่ในสำดับสองสามในกลุ่มห้าสำนักชั้นยอด และมีอาณาเขตติดกับสำนักคุนหลุน นอกจากนี้หากสามารถขุดศักยภาพในการบำเพ็ญเซียนของตนออกมาได้ อย่างไรก็ย่อมดีกว่าตัวเลขแปดส่วนของสำนักกระบี่วิญญาณอยู่แล้ว

ผลของการชั่งน้ำหนักออกมาอย่างเป็นเอกฉันท์ ทว่าลึกๆ แล้วไห่อวิ๋นฟานกลับมีฟางความลังเลเส้นหนึ่งผุดขึ้นอย่างไม่สามารถอธิบายได้ แม้จะรู้สึกว่าตนไม่น่าจะคิดผิดที่เลือกสำนักเซียนหมื่นยุทธ แต่ในอนาคตข้างหน้า จะมีความเสียใจเสี้ยวเล็กๆ ผุดออกมาหรือไม่...?

เมื่อคิดเช่นนี้ ไห่อวิ๋นฟานจึงตัดสินใจมองไปทางหวังลู่

“พี่หวังลู่ หากเป็นท่าน...”

แต่ยังไม่ทันที่หวังลู่จะได้ตอบ เด็กสาวจากสำนักกระบี่วิญญาณก็กล่าวต่อไปว่า “ส่วนผู้ทดสอบอีกท่าน คุณภาพจิตใจและสติปัญญา...สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เหนือกว่าองค์ชายไห่อวิ๋นฟานยิ่ง สำหรับรากวิญญาณ...อืม เหมือนที่เจ้าเดาเอาไว้ มันคือรากวิญญาณสวรรค์”

รากวิญญาณสวรรค์!?

“นอกจากนี้...” ยิ่งพูดรอยยิ้มก็ยิ่งกว้างขึ้น “ยังเป็นรากวิญญาณนภาที่หาได้ยากที่สุดในบรรดารากวิญญาณสวรรค์ทั้งหมดด้วยนะ”

รากวิญญาณนภา? คนส่วนใหญ่ในที่นั้นยังไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อนี้

“อืม อันที่จริงข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน ท่านอาจารย์เพิ่งบอกข้าเมื่อครู่นี้นี่เอง... รากวิญญาณนภานั้น

ในตำนานบอกว่าเป็นรากวิญญาณที่จักรพรรดิเซียนฉินสื่อหวงและปฐมกษัตริย์เต๋อเซิ่งมี จักรพรรดิเซียนฉินสื่อหวงเป็นผู้รวบรวมอาณาจักรเก้าแคว้น ในขณะที่ปฐมกษัติย์เต๋อเซิ่งเป็นผู้นำที่ทำให้อาณาจักรเก้าแคว้นคว้าชัยชนะจากมหาสงครามเทพปิศาจ...”

ในอดีตกาล จักรพรรดิเซียนฉินสื่อหวง และปฐมกษัตริย์เต๋อเซิ่ง... ถือเป็นผู้บำเพ็ญเซียนที่ถูกยอมรับว่าแข็งแกร่งที่สุดบนโลกบำเพ็ญเซียน หลังกลียุคผ่านไป พวกเขาก็ได้รับความเคารพยำเกรงจากผู้คนมากยิ่งขึ้น หากถามว่ารากวิญญาณที่พวกเขามีแข็งแกร่งขนาดไหน กลัวว่าจะเหนือกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะสามารถจินตนาการได้....

เมื่อตะลึงเสร็จก็ถึงคราวของความสงสัย หากรากวิญญาณของหวังลู่เทียบได้กับเซียนผู้ยิ่งใหญ่สองท่านนั้น และมีจิตใจ สติปัญญา และคุณสมบัติด้านอื่นๆ สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เช่นนั้นแล้ว... สำนักกระบี่วิญญาณมีเหตุผลอะไรที่ไม่เลือกเขา? หรือว่าอีกประเดี๋ยวจะเขียนจดหมายแนะนำไปยังสำนักเซิ่งจิง?

“ไม่ใช่หรอก เรื่องนี้... อธิบายยากมาก...” เด็กสาวยิ่งพูดก็ยิ่งเหงื่อตก “ท่านอาจารย์~ ข้าไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้ว ท่านมาอธิบายกับพวกเขาเองเถอะ!”

จากนั้นเด็กสาวก็กุมศีรษะราวกับเจ็บปวดอย่างรุนแรง “รู้แล้ว รู้แล้ว อย่าตะโกนใส่ข้าสิ...”

“อืม พูดง่ายๆ ก็คือ พื้นฐานของรากวิญญาณมิใช่ว่ายิ่งหายาก ยิ่งแข็งแกร่งก็จะยิ่งดี ตรงกันข้าม ระดับของรากวิญญาณสูงเท่าไหร่ การฝึกก็จะยิ่งมีข้อจำกัดมากขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่นรากวิญญาณสวรรค์ธาตุไฟ ก็ไม่อาจฝึกวิชาที่เกี่ยวกับธาตุน้ำได้ แม้ว่าจะฝืนฝึกก็เสียเวลาเปลืองแรงเปล่า เพราะแม้แต่ขั้นสร้างฐานก็ยังไม่อาจฝึกจนสำเร็จได้  สำหรับพลังของธาตุไฟนั้น มีเพียงระดับสูงสุดซึ่งก็มีอยู่จำนวนน้อยนิดเท่านั้นจึงจะสามารถแสดงศักยภาพของมันทั้งหมดออกมา นอกจากนี้แล้วระหว่างการบำเพ็ญต้องใช้วัตถุดิบวิเศษจำพวกสมุนไพรและแร่ต่างๆ จำนวนมาก กระทั่งอาวุธธรรมก็ยังมีข้อจำกัดในการใช้ที่เข้มงวด ดังนั้นโลกบำเพ็ญเซียนตอนนี้ มีเพียงสำนักที่สูงกว่าระดับหนึ่งเท่านั้นจึงจะมีปัญญาบ่มเพาะผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณสวรรค์”

พูดถึงตรงนี้ คนจำนวนไม่น้อยดูเหมือนเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว

เด็กสาวกล่าวต่อ “แต่นี่ใช้ได้กับเฉพาะรากวิญญาณสวรรค์ไม่กี่ประเภทที่ค่อนข้างธรรมดาและพบเห็นได้บ่อยเท่านั้น นับตั้งแต่หลังกลียุคครั้งแรกเป็นต้นมา สำนักบำเพ็ญเซียนจำนวนมากหากไม่ปิดตัวลง ก็ถูกปล่อยทิ้งร้างเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของพลังวิญญาณฟ้าดิน ทำให้วิธีบ่มเพาะรากวิญญาณบางอย่างสูญหายไปอย่างสมบูรณ์ ดังเช่นผู้อาวุโสผู้โดดเดี่ยวของสำนักเซิ่งจิง ทั้งๆ ที่มีรากวิญญาณพิบัติที่หายากยิ่ง แต่กลับต้องเจอกับข้อจำกัดหลายๆ อย่าง สามร้อยปีผ่านไปก็ยังไม่อาจบรรลุกลายเป็นเซียน... รากวิญญาณพิบัติก็เป็นเช่นนี้แล ส่วนรากวิญญาณนภายิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้กระทั่งก่อนกลียุค ก็ยังไม่มีวิชาที่เข้ากันได้สืบทอดลงมาเลย ตำนานเล่าว่าจักรพรรดิเซียนฉินสื่อหวงและปฐมกษัตริย์เต๋อเซิ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาของโลกเทพเซียนถึงก้าวเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญตนได้ และปฐมกษัตริย์เต๋อเซิ่งนั้นยิ่งมีบันทึกว่าเขาเคยไปขอรับวิถีธรรมที่เขาคุนหลุน ในระยะเวลาสิบปีเขาได้ทดลองมาแล้วหลายหมื่นวิธี แต่พลังเซียนก็ยังไม่อาจสถิตอยู่ในตัวได้ทั้งหมด ดังนั้น...”

หลังจากที่หยุดไปครู่หนึ่ง เด็กสาวก็กล่าวความจริงอันแสนโหดร้ายออกมาอย่างสงบว่า “ดังนั้นไม่เพียงแต่สำนักกระบี่วิญญาณเท่านั้น ทุกวันนี้โลกบำเพ็ญเซียนก็ยังไม่มีสำนักใดสามารถบ่มเพาะผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณนภาได้ ไม่ต้องพูดถึงขั้นกำเนิดใหม่หรือขั้นเปลี่ยนวิญญาณอะไรเลย กระทั่งดึงพลังให้เข้ามาสถิตในร่างกายก็ยังทำไม่ได้ รากวิญญาณนภานั้น นับตั้งแต่หลังกลียุคเป็นต้นมาเป็นเพียงของประดับหายาก และเป็นเพียงของสะสมที่มีราคาเท่านั้น...”

........................................

 

จบบทที่ ภาค 1 ตอนที่ 25 อย่าดูถูกของสะสมนะ!

คัดลอกลิงก์แล้ว