เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ภาค 1 บทที่ 23 เมื่อผลเก็บเกี่ยวได้รับความเสียหาย

ภาค 1 บทที่ 23 เมื่อผลเก็บเกี่ยวได้รับความเสียหาย

ภาค 1 บทที่ 23 เมื่อผลเก็บเกี่ยวได้รับความเสียหาย


28บทที่ 23 เมื่อผลเก็บเกี่ยวได้รับความเสียหาย

สำนักกระบี่วิญญาณมิได้จัดงานชุมนุมคัดเลือกเซียนมานานนับร้อยปี ดังนั้นเมื่อจัดงานขึ้น พวกเขาก็จะได้ศิษย์อัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ที่คนต้องตะลึง

หลังจากออกจากหมู่บ้านดอกท้อ มีผู้เข้าร่วมทดสอบทั้งหมดสิบเจ็ดคนที่สามารถเดินมาถึงช่วงสุดท้ายของเส้นทางนี้จากการพึ่งใบบุญของหวังลู่ จนถึงตอนนี้ก็มีเพียงสิบห้าคนที่ผ่านด่าน นอกจากเวรตะไลสองตัวที่ยอมแพ้ตั้งแต่เริ่มต้น แม้แต่ไห่อวิ๋นฟาน จูฉิน หวังจงและคนอื่นๆ ต่างก็คลานออกมาจากหลุมน้ำแข็งอย่างยากลำบากแล้วเดินจนไปถึงจุดหมายหลังจากแผ่นฟ้าและพื้นดินแยกออกจากกัน

เพียงกระบี่เดียว ทั้งสี่ดินแดนก็ถูกทะลวง เส้นทางบรรลุเซียนถูกตัดขาดเป็นสองท่อน คนอื่นๆ ทั้งหมดล้วนผ่านด่านอย่างไม่มีเงื่อนไข...

อุบัติเหตุที่ทำให้คนปีติยินดีนี้สร้างความหวาดกลัวและตื่นเต้นให้กับผู้เข้าร่วมโดยแท้ ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง สำนักกระบี่วิญญาณฝ่ายในกำลังวุ่นวายโกลาหล หากปัญหาของหมู่บ้านดอกท้อก่อนหน้าเป็นเพียงโรคกลากเกลื้อน ภาพการเก็บเกี่ยวอันอุดมสมบูรณ์นี้คงเป็นความทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากโรคกระดูกและประสาท เหตุการณ์เช่นนี้แม้แต่ผู้อาวุโสแห่งยอดเขาเร้นลับก็มิอาจตัดสินใจเองได้ สุดท้ายก็ทะเลาะกันวุ่นวายจนเรื่องไปถึงยอดเขาประกายดาวของเจ้าสำนักกระบี่วิญญาณ

ภายในกระท่อมหลังเล็กของบนยอดเขาประกายดาว ผู้อาวุโสทั้งเก้าแห่งหอกระบี่สวรรค์นั่งเบียดเสียดชุมนุมกันอยู่ในห้องของเจ้าสำนัก

หัวหน้าผู้อาวุโส ซึ่งก็คือเจ้าสำนักเฟิงอิ๋น ยังคงหลับตาสงบจิตนิ่งเงียบไม่พูดอะไรสักคำ ตรงข้ามกับผู้อาวุโสรองหลิวเสี่ยนที่ไม่อาจระงับความโกรธแค้นชิงชัง ตบไปที่พนักพิงเก้าอี้ไม่หยุดพร้อมคำรามออกมาด้วยความฉุนเฉียว

“ข้าถึงได้บอกว่าอย่าปล่อยให้สตรีนางนี้ยุ่งกับงานชุมนุม! ทั้งๆ ที่สมองโง่เง่าของนางมีปัญหา! แต่พวกท่านก็ยังให้ท้ายส่งเสริม ซ้ำยังเห็นดีเห็นงามเชื่อมั่นในการออกแบบอันเปี่ยมไปด้วยมนุษยธรรมอะไรนั่นของนาง! สุดท้ายก็เกิดปัญหาจนได้! ไหนพวกท่านว่ามาสิว่าตอนนี้จะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร!?!”

ผู้อาวุโสแต่ละคนต่างแสดงสีหน้าแตกต่างกันออกไป ทว่ากลับไม่มีใครยอมรับผิดชอบกับปัญหาที่สุดแสนจะเละเทะนี้

มีเพียงหญิงสาวร่าเริงที่ไร้ตำแหน่งนางหนึ่งไกล่เกลี่ยด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์พี่รองใจเย็นก่อนเถอะ ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด อย่างน้อยเราก็ยังเป็นศิษย์ชั้นในร่วมอาจารย์ ดังนั้นท่านต้องควบคุมสติระงับอารมณ์เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีนะ อย่างไรตอนนี้ต่อให้โทษศิษย์พี่ห้าขนาดไหนก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น”

เมื่อเห็นดวงหน้างดงามที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มใบนั้น หลิวเสี่ยนก็ไม่สามารถโต้กลับไปอย่างรุนแรงได้ ได้แต่ส่ายศีรษะบ่น “ศิษย์น้องหญิงเจ้าก็พูดง่ายสิ เพราะตอนนี้มิใช่เจ้าที่เป็นคนปวดหัว...”

สาวน้อยแอบหัวเราะ “ฮิๆ ใครใช้ให้ท่านเป็นผู้อาวุโสของยอดเขาเร้นลับล่ะ ข้าเป็นแค่ผู้อาวุโสยอดเขาเสรี หากเป็นข้า ข้าว่าท่านเก็บไว้ทั้งหมดให้จบๆ ไปเลยดีกว่า สำนักกระบี่วิญญาณมีคนน้อยอยู่พอดี เพิ่มสิบห้าคนนี้เข้ามาสำนักจะได้ครึกครื้นขึ้นมาบ้าง”

หลิวเสี่ยนเลิกคิ้วจ้องไปยังนาง “ศิษย์น้องหญิงเจ้าอย่าทำเป็นเรื่องเล่น! ในช่วงร้อยปีมานี้จำนวนศิษย์ชั้นในของยอดเขาเร้นลับของข้าไม่เคยเกินสามสิบสี่คน แต่ตอนนี้กลับมีคนใหม่โผล่มาถึงสิบห้าคน หากข้ารับเข้ามาทั้งหมด มิใช่หายนะหรอกหรือ! แผนที่วางไว้ขั้นต้นคือมีสิบกว่าคนเดินมาถึงจุดหมายก็ถือว่าไม่เลวแล้ว จากนั้นเราก็อาจจะเลือกคนที่ดีที่สุด จากในกลุ่มสักสามสี่คน... แต่ดูสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นทำ! ตอนนี้แก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว!”

ผู้อาวุโสหกลู่หลีที่หลับตาสงบจิตอยู่ตลอดค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นแล้วกล่าวช้าๆ “เรื่องอื่นไม่พูดถึง ทรัพยากรของสำนักไม่อาจรองรับศิษย์ชั้นในจำนวนสิบห้าคนได้ แม้ว่าฐานะความเป็นอยู่สำนักกระบี่วิญญาณของเราจะมีเงิน แต่ก็ไม่อาจใช้อย่างสิ้นเปลืองได้”

หลิวเสี่ยนพยักหน้ารัวกล่าวกับศิษย์น้องหญิงหวาอวิ๋นว่า “ดูสิ! แม้แต่ศิษย์น้องลู่หลียังกล่าวเช่นนี้ ศิษย์น้องเล็กเจ้ายังมีอะไรจะโต้แย้งอีก?”

ศิษย์น้องเล็กแลบลิ้น “คนที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหารเงินได้เปล่งวาจาออกมาขนาดนี้แล้ว คนที่อาศัยเขากินอย่างข้ายังจะพูดอะไรได้อีก? หากข้าทำให้ศิษย์พี่หลีโมโห แล้วเกิดหักงบประจำปีของยอดเขาเสรีขึ้นมาข้าก็ซวยสิ”

ลู่หลีทั้งฉุนทั้งขำกล่าวว่า “ศิษย์น้องเล็กดูเจ้าพูดเข้าสิ ข้าจำไม่ได้ว่าเคยหักงบของเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่? ตอนที่เจ้าขอเงิน ข้าเคยพูดว่าไม่ให้หรือ?”

“เหอะ ล่าสุดที่ข้าขอซื้อเพชรประกายดาว ท่านมิได้ปฏิเสธข้าหรอกหรือ?”

“…ใครจะเอาเงินส่วนกลางของสำนักไปให้เจ้าซื้อเครื่องประดับส่วนตัวกัน!?”

“อะแฮ่ม!”

ตอนนั้นเอง ในที่สุดผู้อาวุโสที่มีอำนาจสูงสุดก็ไม่สามารถทนดูต่อไปได้

“พอแล้ว พวกเจ้าหยุดทะเลาะกันสักที เรื่องนี้ไม่อาจละเลยโดยที่ไม่ได้รับการแก้ไข ทว่าจะแก้ไขอย่างไรนั้น เราจำเป็นต้องใช้วิธีที่มีประสิทธิภาพและใช้ได้จริง ข้าเห็นด้วยอย่างยิ่งที่พวกเจ้าบอกว่าไม่อาจรับทั้งสิบห้าคนนี้เข้ายอดเขาเร้นลับทั้งหมด แต่หลังจากนั้นล่ะ? อย่างไรซะก็ต้องมีสักวิธี”

ผู้อาวุโสหลายคนรู้สึกลำบากใจไม่น้อย ทำได้เพียงมองหน้ากันไปมา วิธีหรือ? ใครก็มีวิธีทั้งนั้นแหละ แต่ก็ไม่มีใครเชื่อมั่นว่าจะสามารถโน้มน้าวให้ทุกคนในที่นี้ยอมรับได้

ในที่สุดก็เป็นผู้อาวุโสหกที่ปริปากเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า “จากที่ข้าคำนวณไว้ การที่จะให้ทั้งสิบห้าคนนี้อยู่ในยอดเขาเร้นลับเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่นอน...แต่ถ้าหากเพิ่มเข้าไปในยอดเขาเสรีก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ทรัพยากรของสำนักย่อมเพียงพอ”

ไม่ว่าจะสำนักไหน ทรัพยากรของสำนักชั้นในและชั้นนอกล้วนแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน และสำนักกระบี่วิญญาณที่มีคนอยู่เพียงจำนวนน้อยนิดก็ใช้นโยบายอันยอดเยี่ยมนี้เช่นเดียวกัน ในขณะที่ศิษย์ชั้นในมีเพียงยี่สิบสี่คน แต่ศิษย์ชั้นนอกกลับมีมากถึงสองร้อยกว่าคน ดังนั้นทรัพยากรที่ได้รับจะแตกต่างกันกว่าสิบเท่า

แม้ว่าสำนักกระบี่วิญญาณจะรองรับค่าใช้จ่ายสำหรับศิษย์ชั้นนอกทั้งสิบห้าคนได้ แต่ศิษย์น้องเล็กบางคนที่เป็นผู้อาวุโสของยอดเขาเสรีอย่างหวาอวิ๋นกลับไม่พอใจยิ่ง

“ตาเฒ่าหกหน้าเหม็นท่านหมายความว่าอะไร? ท่านคิดว่ายอดเขาเสรีของข้าเป็นถังขยะรึ!?”

ลู่หลีรีบโบกมือไปมาแล้วอธิบายอย่างร้อนรน “ข้าเพียงแต่เสนอตัวอย่างจากมุมมองด้านทรัพยากรของสำนักเท่านั้น ศิษย์น้องโปรดอย่าได้เข้าใจผิดเป็นอื่น…”

ตอนนี้เองศิษย์น้องเล็กที่เพิ่งแสดงสีหน้าบึ้งตึงออกไปก็นั่งลงแล้วกล่าวว่า “ถ้าจะให้ข้าพูด ไหนๆ หลายร้อยปีมานี้งานชุมนุมคัดเลือกเซียนก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในการหาศิษย์ใหม่เลย เราก็เตะสิบห้าคนนี้ลงจากเขาไปเลยสิ”

ลู่หลีที่ยั่วหวาอวิ๋นโมโหเมื่อครู่ก็กล่าวเสริมอย่างเห็นด้วย “อืม นั่นจะทำให้สำนักเราประหยัดทรัพยากรได้ไม่น้อยเลยทีเดียว...”

“พวกเจ้าเลิกเสนอวิธีไร้สาระได้แล้ว เตะสิบห้าคนนี้ลงเขา? พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไร? ตามกฎแล้วพวกเขาต่างทำภารกิจบนเส้นทางบรรลุเซียนสำเร็จอย่างสมบูรณ์ มิหนำซ้ำยังตั้งอกตั้งใจเดินจนถึงยอดเขาเร้นลับ!”

ผู้อาวุโสฝ่ายวินัยฟางเฮ่อชี้ไปยังหวาอวิ๋นและลู่หลีด้วยความเกรี้ยวโกรธ “หากเราเป็นพรรคมารนอกรีตหรือสำนักเล็กปลายแถวก็คงไม่เป็นไร แต่หากสำนักกระบี่วิญญาณของเรากระทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ นี่ถือเป็นการสร้างความอัปยศให้แก่ปฐมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักอย่างแท้จริง!”

หวาอวิ๋นแลบลิ้นปลิ้นตา แต่ก็มิกล้ายอกย้อนผู้อาวุโสฝ่ายวินัยที่มีอำนาจแทบจะเทียบเท่าศิษย์พี่เจ้าสำนัก ทว่าผ่านไปเพียงครู่เดียวนางก็เอียงศีรษะบ่นงึมงำเบาๆ “ตาแก่หัวรั้นที่มุ่งมั่นจะอยู่คนเดียวไปจนตาย...”

ได้ยินดังนั้นฟางเฮ่อก็โกรธจนควันออกหู

เคราะห์ดีที่เจ้าสำนักเอ่ยแทรกขึ้นทันที “เหอะๆ ตอนนี้เดือนร้อนกันถ้วนหน้า เราไม่สามารถเก็บพวกเขาไว้ และก็ไม่สามารถรับเข้าสำนักชั้นในด้วย แล้วทีนี้จะทำอย่างไรต่อไปดี?”

ผู้อาวุโสรองหลิวเสี่ยนจึงกล่าวอย่างไม่เกรงใจ “เป็นเพราะศิษย์พี่เจ้าสำนักเองให้ท้ายศิษย์น้องห้าจนเกินไป  ดังนั้นท่านต้องหาทางออกให้กับเรื่องนี้!”

“เหอะๆ หากพูดถึงทางออก จริงๆ แล้วก็มีอยู่วิธีหนึ่ง และยังเป็นวิธีที่ง่ายมากอีกด้วย หากสิบห้าคนมากเกินไป เราก็แค่คัดเฉพาะคนที่เหมาะสมไว้ก็พอ”

ผู้อาวุโสฝ่ายวินัยมุ่นคิ้ว “เจ้าสำนัก นี่มันผิดกฎ ตามหลักพวกเขาผ่านด่านแล้ว ฉะนั้นจึงไม่ควรสร้างเรื่องให้ยุ่งยากขึ้น...”

“อย่างไรกฎก็ต้องถูกอธิบายโดยมนุษย์ สำหรับข้า สิบห้าคนนี้ยังไม่ผ่านการทดสอบของเส้นทางบรรลุเซียน เนื่องจากช่วงท้ายของเส้นทางถูกทำลายอย่างรุนแรงด้วยพลังภายนอกที่มิอาจต้านทานได้ ดังนั้นข้ามั่นใจว่าพวกเขายังไม่ทันได้ทำแบบทดสอบแน่นอน”

ฟางเฮ่อตะลึงอ้าปากค้าง “นี่เป็นวิธีที่ไร้เหตุผลอย่างแท้จริง”

หลิวเสี่ยนปรบมือเห็นด้วยกับข้อเสนอของเจ้าสำนัก “ไร้เหตุผลตรงไหน? นี่คือคำชี้แนะที่ล้ำเลิศชัดๆ! เส้นทางบรรลุเซียนครั้งนี้ถูกแก้แล้วแก้อีก เจ้าสำนักไม่ให้พวกเขากลับไปเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นก็ถือว่าใจกว้างมากแล้ว”

ในผู้อาวุโสทั้งสิบแห่งหอกระบี่สวรรค์ (ตอนนี้เหลือเพียงเก้า) เมื่อผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งและสองลงมติเดียวกัน คนอื่นจะพูดอะไรได้อีก? ดังนั้นการประชุมผู้อาวุโสครั้งนี้จึงจบลงด้วยประการฉะนี้

ครึ่งวันหลังจากนั้น ผู้อาวุโสหอกระบี่สวรรค์ก็รวมตัวกันที่ยอดเขาเร้นลับเพื่อพิจารณาและตัดสินผู้เข้าร่วมทดสอบทั้งสิบห้าที่ผ่านด่าน

——

ผู้เข้าร่วมสิบห้าคนที่กำลังรวมตัวอยู่ในหอเมฆาเร้นลับของยอดเขาเร้นลับส่วนใหญ่ต่างรู้สึกไม่พอใจ

แน่นอนว่านี่ก็คือปฏิกิริยาปกติของมนุษย์หลังจากที่รู้สึกปีติยินดีที่ประตูสู่เซียนกำลังเปิดอ้าต้อนรับพวกเขา แต่จู่ๆ ก็ได้รับแจ้งว่าจะมีการทดสอบเพิ่มเติม ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมองไปยังผู้คุมสอบครั้งนี้แล้ว มาตรฐานต้องสูงกว่าปกติและความเป็นไปได้ที่จะผ่านด่านต้องน้อยมากแน่ๆ! เหมือนคืนวันเข้าหอที่เจ้าบ่าวถอดกางเกงแล้วงัดปืนส่วนตัวออกมาเพื่อทำให้การสมรสเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่เมื่อเขาเลิกผ้าคลุมศีรษะขึ้นกลับเห็นพ่อตากำลังยิ้มจนใบหน้าย่นยับพร้อมกับแบมือขอค่าสินสอดจำนวนมหาศาล ไม่แปลกใจที่คนจะไม่พอใจ

อย่างไรก็ตาม จะยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม โวยวายอย่างไรสุดท้ายพวกเขาก็ต้องยอมรับความจริงอยู่ดี เพราะขนาดคนที่มีสิทธิ์โวยวายเต็มที่อย่างคนคนนั้นยังนิ่งเงียบ คนอื่นๆ ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะประท้วง

ความเงียบขรึมของหวังลู่ทำให้คนจำนวนมากหมดโอกาสใช้สถานการณ์ที่ไม่เป็นธรรมนี้เป็นข้ออ้างในการประท้วง เนื่องจากในบรรดาคนทั้งสิบห้าคน มีเพียงหวังลู่เท่านั้นที่ผ่านทุกการทดสอบอย่างแท้จริง ส่วนคนอื่นล้วนอาศัยเขาทั้งสิ้น แต่กลับมีชื่อของหวังลู่ติดอยู่บนใบรายชื่อการทดสอบเพิ่มเติม ไม่รู้เหมือนกันว่าคนของสำนักกระบี่วิญญาณกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ หรือไม่ได้คิดจะรับเด็กใหม่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว?

สำนักกระบี่วิญญาณกำลังคิดอะไรอยู่ หวังลู่ไม่รู้และขี้เกียจคิด สำหรับคนที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมอย่างเขา บททดสอบที่สำนักกระบี่วิญญาณโยนมาให้ยากเท่าไหร่ ผู้ชนะก็จะยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรซะรากวิญญาณสวรรค์ก็อยู่นี่แล้ว ใครจะกล้าปฏิเสธเขา?

ดังนั้น ในขณะที่คนอื่นกำลังรวมตัวหารือเกี่ยวกับแผนการตอบโต้อยู่ที่ลานหน้าหอเมฆาเร้นลับนั้น หวังลู่กลับยืนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งมองดูพวกเขาด้วยสายตาเฉยชา หอเมฆาเร้นลับยังไม่เปิด แบบทดสอบก็ยังมิได้ประกาศชัดเจน ขนาดนักผจญภัยมืออาชีพอย่างเขาก็ยังจับทิศทางของด่านถัดไปไม่ได้ ปรึกษาหารือกันแล้วได้อะไรขึ้นมา? เป็นการกระทำที่ปลอบใจตัวเองโดยแท้...

แต่อย่างไรก็ตาม เขากลับรู้สึกว่าเส้นทางข้างหน้าเต็มไปด้วยทางคดเคี้ยวและยากลำบาก บางทีอาจจะมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นก็ได้...

——

ในขณะที่เด็กหนุ่มสาวกำลังคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานาอยู่ตรงหน้าลาน เวลาก็เคลื่อนผ่านไปช้าๆ แต่ประตูของหอเมฆาเร้นลับกลับยังไม่เปิดสักที ดังนั้นผู้คนจึงไม่มีทางเลือกนอกจากรออยู่ด้านนอกอย่างแห้งเหี่ยวโดยที่ไม่รู้จะทำอะไร

ส่วนภายในหอเมฆาเร้นลับ บรรดาผู้อาวุโสแห่งหอกระบี่สวรรค์ต่างเริ่มกระวนกระวาย คนอื่นๆ ก็มากันครบหมดแล้ว และกำลังรอให้การทดลอบเพิ่มเติมเริ่ม เหลือแต่เจ้าสำนักเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่มา!

แม้ว่าทุกสายอาชีพจะมีธรรมเนียมปฏิบัติที่ว่า ยิ่งตำแหน่งสูงก็ยิ่งมาสายได้เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ปรมาจารย์แห่งเต๋าอย่างเฟิงอิ๋นกลับไม่เคยทำกิริยาบ้าบอเช่นนั้น ความตรงต่อเวลาของเขาทำให้คนหลายสำนักพ่ายแพ้ราบคาบ (โดยเฉพาะอดีตผู้อาวุโสห้าแห่งหอกระบี่สวรรค์) ทว่าครั้งนี้เจ้าสำนักกลับมาสายถึงครึ่งชั่วยาม ทำให้ทุกคนในนั้นสับสนงุนงงอย่างยิ่ง

ผู้อาวุโสสี่โจวหมิงที่มีนิสัยค่อนข้างใจร้อน หันไปสั่งศิษย์ใกล้ชิดของตัวเองว่า “หลิวหลี เจ้าไปดูซิว่าเจ้าสำนักกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ รีบไปเชิญท่านมา”

ศิษย์หญิงที่ยืนอยู่ข้างกายคนหนึ่งยิ้มรับผงกศีรษะ พุ่งทะยานออกไปทันทีด้วยความเร็วแสง

ครึ่งก้านธูปต่อมา ศิษย์หญิงก็บินกลับมา “รายงานท่านอาจารย์ ศิษย์หาท่านเจ้าสำนักไม่พบ”

“…เจ้าไปหาที่ไหน?”

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อตะกี้ท่านอาจารย์มิได้บอกนี่นา”

“เจ้า...” โจวหมิงอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก สุดท้ายก็ได้แต่พยักหน้าอย่างอับจนปัญญา “เอาเถอะ นั่งลงได้แล้ว”

“เจ้าค่ะ!”

............................................

 

จบบทที่ ภาค 1 บทที่ 23 เมื่อผลเก็บเกี่ยวได้รับความเสียหาย

คัดลอกลิงก์แล้ว