เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ภาค 1 ตอนที่ 12 สมรภูมิระหว่างย่าบุญธรรมและย่าบุญธรรมหมายเลขสอง

ภาค 1 ตอนที่ 12 สมรภูมิระหว่างย่าบุญธรรมและย่าบุญธรรมหมายเลขสอง

ภาค 1 ตอนที่ 12 สมรภูมิระหว่างย่าบุญธรรมและย่าบุญธรรมหมายเลขสอง


 

หวังลู่มิได้ใช้แรงอะไรมากนักสำหรับการลากเหวินเป่ากลับบ้าน

หลังจากเผชิญกับความเป็นความตายข้างลำธาร เหวินเป่าก็ไม่มีความมั่นใจอะไรทั้งนั้นกับเส้นทางบรรลุเซียนเส้นนี้ มีชีวิตอยู่รอดจนถึงตอนนี้ได้ถือว่าเป็นบุญสวรรค์แล้ว

ดังนั้น ตอนที่หวังลู่ยิ้มแล้วถามเขาว่า “สนใจอยากร่วมพิชิตหมู่บ้านดอกท้อกับเราหรือไม่?” เหวินเป่าก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว

หนึ่งคือเขาไม่มีทางเลือก จุดจบของการเดินทางบนเส้นทางเซียนนี้ พิสูจน์ได้จากกางเกงที่ยังเปียกชื้นอยู่ในขณะนี้

สองคือ...หากมีโอกาสผ่านด่านนี้ไปได้จริงๆ ล่ะ? ลึกๆ แล้วเป้าหมายบนเส้นทางเซียนของเหวินเป่ายังไม่มอดดับไป

แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เขาไม่เข้าใจคือ เหตุใดมนุษย์อัจฉริยะฟ้าประทานอย่างหวังลู่จึงต้องการร่วมมือกับเขา? นอกจากร่างกายที่เต็มไปด้วยก้อนไขมันแล้ว ตนยังมีข้อดีอะไร?

“หึๆ เนื้อหนาๆ นี่แหละคือข้อดี คนอ้วนไม่ตายง่ายๆ”

“หา!?” เหวินเป่าอุทานออกมาด้วยความหวาดกลัวจนแทบจะร้องไห้

“ไม่ต้องกลัว อย่างน้อยด่านนี้ก็ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเอาชีวิตใคร และไม่ได้ให้เราใช้กำลังป่าเถื่อนเดรัจฉานเข้าพิชิต สำนักกระบี่วิญญาณกำลังทดสอบคุณสมบัติที่สำคัญกว่านั้น”

เหวินเป่าฉงนใจนัก “คุณสมบัติที่สำคัญกว่านั้น?”

ข้อนี้ ไห่อวิ๋นฟานเองก็คิดมาตลอด การที่สำนักใหญ่หลายสำนักรับสมัครศิษย์ใหม่ หากสิ่งที่ต้องการวัดมิใช่คุณทักษะความสามารถ จิตใจ ปรีชาฌาน และวาสนาแล้ว.... ยังต้องการอะไรอีก?

และในตอนนั้นเอง หวังลู่ก็เริ่มร่ายแผนภารกิจให้เหวินเป่า “เจ้าอ้วน มีเรื่องหนึ่งที่ต้องพึ่งเจ้า”

“อะไรนะ?” เหวินเป่าพูดด้วยความตกใจ “จะให้ข้าทำอะไร?”

“ก่อนอื่นไปทักทายทุกคนในหมู่บ้าน ส่วนวิธีนั้น... ก็ถามพวกเขาว่าต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือไม่ จำไว้ว่ากิริยาท่าทางต้องเป็นมิตรและจริงใจหน่อย... สุดท้ายมารายงานผลกับข้า ง่ายมากใช่ไหมเล่า?”

——

หลังจากที่ส่งเหวินเป่าออกไปแล้ว หวังลู่ก็ชวนไห่อวิ๋นฟานกินอาหารเที่ยงด้วยกัน ทั้งสองพูดคุยกันเรื่องจิปาถะบนโต๊ะอาหารอย่างผ่อนคลายสบายอารมณ์

ตลอดมื้ออาหารนั้น ไห่อวิ๋นฟานดูเหมือนจะเข้าใจแล้ว “สิ่งสำคัญคืออยู่ที่คนสินะ อย่างนี่นี่เอง ‘ทรัพย์ มิตรสหาย วิชา สถานที่’ มนุษยสัมพันธ์สำคัญเป็นอันดับสอง เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีสำนักไหนกำหนดแบบทดสอบแบบนี้ขึ้นมา”

หวังลู่มีอาการประหลาดใจนิดหน่อย “ไม่เคยมาก่อนหรือ?”

“อย่างน้อยเท่าที่ข้ารู้มา ไม่เคยมีสำนักไหนให้ความสำคัญตรงจุดนี้ เส้นทางบรรลุเซียนเป็นเส้นทางที่ต้องเดินลำพัง ความสัมพันธ์ของคนหากมากเกินไปจะเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญ... เหมือนว่าสำนักส่วนใหญ่ล้วนกล่าวเช่นนี้”

หวังลู่แค่นเสียง “งี่เง่า โลกบำเพ็ญเซียนมิใช่สถานที่ที่คนประสาทจิตผิดปกติก็สามารถอยู่ได้ง่ายๆ ต่อให้ความแข็งแกร่งจะเป็นตัวตัดสินทุกอย่าง แต่ก่อนที่เจ้าจะฝึกฝนจนบรรลุกลายเป็นเซียน ไม่มีทางหลีกเลี่ยงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนได้อย่างแน่นอน เว้นแต่เจ้าจะเป็นเทพอสูรในตำนาน มิเช่นนั้นโลกนี้คงมีแต่ความสงบสุขไร้ศัตรูคู่อาฆาตนานแล้ว จะว่าไป ไห่น้อยเจ้าไม่สนใจออกไปเสี่ยงดวงกับเหวินเป่าหน่อยหรือ? ไม่แน่เจ้าอาจจะได้ภารกิจระดับหนึ่งก็ได้นะ”

“เหอะๆ ช่างเถอะ ขนาดพี่หวังลู่เองยังไม่ยอมลงสนามเลย...แสดงว่าต้องมีเหตุผลอะไรสินะ?”

หวังลู่กล่าว “แน่นอนอยู่แล้ว หากไม่มีข้อมูลเพียงพอ ข้าก็มิอาจสร้างแผนการสมบูรณ์แบบได้ ดังนั้นข้าถึงได้ชวนเจ้าว่าสนใจหรือไม่อย่างไร? หลังจากที่ได้แผนการอันสมบูรณ์แบบแล้วข้าจะไม่ลืมขอบคุณเจ้าแน่นอน”

ไห่อวิ๋นฟานรู้สึกประทับใจสุดซึ้งต่อความจริงใจของหวังลู่ ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาสนใจมากกว่านั้นคือแผนการสมบูรณ์แบบที่หวังลู่บอก... มีความสมบูรณ์แบบก็ต้องมีตำหนิ

“ก็หมายความว่า ในหมู่บ้านดอกท้อ ทุกวลีทุกคำพูดล้วนต้องระมัดระวัง มิเช่นนั้นมีสิทธิ์ทำผิดสูงมากหรือ?”

หวังลู่ยิ้มกล่าว “ใช่แล้ว นี่ก็ตรงกับจุดเด่นของเส้นทางเซียนพอดี บนวิถีของการบำเพ็ญนั้นหากเดินพลาดแม้แต่ก้าวเดียวก็มิอาจหันหลังกลับไปแก้ไขได้ ออกแบบได้ตรงกับชีวิตจริงสุดๆ ใช่หรือไม่!”

ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดอยู่นั้น เหวินเป่าก็กลับมา

“เอ๋ เหตุใดจึงเร็วเพียงนี้?” ไห่อวิ๋นฟานอึ้งไปครู่หนึ่ง ตั้งแต่ที่ถูกหวังลู่เตะออกจากบ้าน จนถึงตอนนี้ก็น่าจะประมาณครึ่งชั่วยามใหญ่ มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ?

เหตุการณ์ใหญ่

“พะ...พี่หวัง!”

เหวินเป่าหยุดชะงักอยู่ตรงหน้าประตูครู่หนึ่งเมื่อตระหนักว่าตนเองได้เรียกหวังลู่ว่าพี่หวัง

“เกิดอะไรขึ้น เจอเรื่องน่าสนใจแล้วใช่หรือไม่?”

“ขะ...ข้าเพิ่งออกจากบ้านได้ไม่นาน ก็ถูกป้าท่านหนึ่งรั้งไว้ บอกว่าข้าคล้ายหลานชายของนางที่ตายไปแล้วอย่างมาก นางพูดจู้จี้อยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ยัดขนมมากมายให้ข้า แล้วยังเชิญข้าไปเป็นแขกที่บ้านนางคืนนี้... ข้าหอบมาหมดไม่ไหว จึงกลับมาก่อน”

เหวินเป่าพูดไปพลางยกห่อผ้าขนาดใหญ่ขึ้นมา

เมื่อเปิดห่อผ้า ขนมก็วางกองพะเนินบนโต๊ะจนคล้ายภูเขาขนาดย่อม ส่งกลิ่นหอมโชยเข้าจมูก

เด็กรับใช้ที่กำลังเก็บโต๊ะก็หันขวับ รู้สึกคุ้นกับขนม “อ๊ะ! นี่คือขนมพิเศษของร้านขนมท่านป้าหลิว เนื่องจากกระบวนการทำยุ่งยากมาก ดังนั้นเวลาปกติจะไม่มีขาย มีเพียงคนที่สนิทสนมเป็นพิเศษเท่านั้นถึงจะได้กินสักชิ้นสองชิ้น แต่นี่...”

หวังลู่ถอนหายใจ “ดูเหมือนนางจะมองว่าเหวินเป่าเป็นหลานของตัวเองจริงๆ แล้ว เจ้าอ้วนนี่มีโชคจริง เพียงครู่เดียวเท่านั้นก็ทำภารกิจระดับสูงสำเร็จ ถ้าข้าจำไม่ผิด ท่านป้าหลิวผู้นั้น ดูเหมือนตอนสาวๆ จะมีความสัมพันธ์อะไรสักอย่างกับผู้นำหมู่บ้าน”

เด็กรับใช้ตกใจสะดุ้ง “คุณชายท่านอย่าพูดจาเลอะเทอะ! ท่านป้าหลิวเป็นคนอ่อนหวานเรียบร้อยนะ”

“คนเรียบร้อยไม่สามารถมีเรื่องชู้สาวหรือ? ตรรกะบ้านไหน? เจ้ารู้หรือไม่ว่าคำพูดของเจ้าละเมิดสิทธิมนุษยชนขนาดไหน”

“หา!?”

“งานเลี้ยงเมื่อคืนเจ้าไม่สังเกตเลยหรือ? ท่านผู้นำหมู่บ้านและท่านป้าหลิวยักคิ้วหลิ่วตาส่งสายตาให้กันไปมา แต่สุดท้ายก็ถูกฝ่าเท้าพิฆาตของฮูหยิน...นี่เป็นรายละเอียดสำคัญเชียวนะ”

เด็กรับใช้เบิกตาอ้าปากค้าง ตอนงานเลี้ยงแค่จะปฏิเสธสุราก็ยังไม่ทันเลย สุราข้าวพื้นบ้านดื่มจนเวียนหัวตาลาย ไหนเลยจะมีแรงไปจับตามองดอกซิ่งแดงยื่นออกนอกกำแพง[1]ของตาแก่ยายเฒ่าทั้งหลายกัน?

หวังลู่ยิ้มเอ่ยกับเหวินเป่า “ยินดีกับเจ้าด้วย เป็นไปได้ว่านี่อาจจะเป็นภารกิจระดับหนึ่ง ที่จะสั่นสะเทือนเส้นเรื่องสำคัญของหมู่บ้านดอกท้อ และหากสามารถทำภารกิจจนจบ...”

แม้จะไม่รู้ว่าเส้นเรื่องหลักระดับหนึ่ง สอง สาม สี่ อะไรนั่นคืออะไร แต่เมื่อฟังหวังลู่พูดอย่างจริงจังเช่นนี้ เหวินเป่าก็ตาลุกวาว “หากสามารถทำจนจบ...?”

“เจ้าก็จะมีย่าบุญธรรมที่ทำขนมเก่งเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนน่ะสิ”

“…”

“ดังนั้น เพื่อย่าบุญธรรมแล้ว มาพยายามทำภารกิจให้ข้าต่อกันเถอะ!”

กล่าวจบ หวังลู่ก็ยกเท้าเตะเหวินเป่าออกไป

——

คืนนั้น คนจำนวนมากเริ่มทยอยเดินออกมาจากแผนที่คลื่นเมฆา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว หลังจากที่ใช้เวลาเดินทางกว่าหนึ่งวันคนส่วนใหญ่ก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรง อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างล้วนแตกต่างจากตอนที่หวังลู่เพิ่งมาถึง ไมตรีและการต้อนรับที่ชาวบ้านดอกท้อมอบให้กับคนมาทีหลัง นับวันจะยิ่งเย็นชาลงเรื่อยๆ

มีอาหารให้กินหรือไม่? มี

มีที่พักหรือไม่? ก็มี

เพียงแต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน ที่ย่ำแย่กว่านั้นคือ เงินของแดนมนุษย์ไม่สามารถใช้ที่นี่ได้?

“นี่คืออะไร?”

“นะ...นี่คือเงินตำลึงทอง”

“ตำลึงทอง…? กินได้หรือไม่?”

“กลืนทองก็เท่ากับฆ่าตัวตายน่ะสิ...”

“เจ้าจะเอายาพิษพรรค์นี้มาซื้อหมั่นโถของร้านข้า? ฝันไปเถอะ!”

“เฮ้! สมองของเจ้าดูเหมือนจะมีปัญหานะ...”

บทสนทนาเช่นนี้พบเห็นบ่อยจนชิน มิได้มีอะไรแปลกใหม่ ชาวบ้านไม่ได้สนใจเงินทองแม้แต่นิด สิ่งนี้ทำให้บรรดาคุณชายผู้ร่ำรวยอวดดีตกอยู่ในสภาพสิ้นหวัง แต่เพียงไม่นานก็มีคนค้นพบเงินที่สามารถใช้ในนี้ได้ ซึ่งนั่นก็คือ การใช้แรงงาน

“อยากกินข้าวหรือ? ง่ายมาก ช่วยข้าถางหญ้าตรงสวนหลังบ้านสิ แล้วตักน้ำให้เต็มโอ่ง”

เพียงแค่ออกแรง ก็จะได้รับรางวัลตอบแทนจากชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นมื้ออาหารบ้านๆ หอมอร่อยของครอบครัวชาวนา หรือห้องนอนอันทรุดโทรมทว่าอบอุ่น พวกเขาล้วนต้องแลกมาด้วยการใช้แรงงานเท่านั้น

ความจริงแล้วกฎนี้ไม่ได้ใช้กับบรรดาคุณชายทั้งหลายที่เข้าร่วมทดสอบเท่านั้น คนในหมู่บ้านดอกท้อเองก็ปฏิบัติตามกฎนี้เช่นเดียวกัน ชาวบ้านนอกจากจะใช้วิธีการแลกเปลี่ยนสิ่งของแล้ว ก็จะใช้แรงงานแลกมาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการ

สำหรับหมู่บ้านที่ยังคงใช้วิธีแลกเปลี่ยนสินค้าจนขนาดเงินยังไม่อาจนำมาใช้ได้เช่นนี้ บรรดาคุณชายทั้งหลายทำได้เพียงก้มหน้าก้มตายอมรับความจริงนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ลูกหลานครอบครัวชนชั้นสูงเหล่านี้ ต้องแบกจอบขึ้นหลังยกหาบขึ้นบ่าเข้าไปอยู่ในวิถีเกษตรกรรมอย่างเต็มตัว หากว่ากันตามที่หวังลู่กล่าว การให้ลูกคนรวยพวกนี้สัมผัสกับชีวิตเกษตรกรรมเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก

ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่หวังลู่ได้รับนั้นเป็นเหมือนการตอกตะปูลงไปบนลูกตาของพวกเขา โดยเฉพาะในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด หวังลู่กลับไม่ต้องทำอะไรนอกจากสั่งให้นักเรียนอย่างเหวินเป่าไปทำภารกิจของเขา

ช่วงสายของวันที่สาม เหวินเป่าก็ได้คำนับเป็นหลานบุญธรรมของท่านป้าหลิวอย่างเป็นทางการ ตามที่หวังลู่ได้เคยกล่าวเอาไว้ ขนาดธงที่ถูกผลักล้มลงก็ยังตั้งยืนได้อีกครั้ง

“งานของเจ้าอ้วนราบรื่นดีนี่ แต่คนอื่นสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวเขาแล้ว ประเดี๋ยวจะมีคนทำตามในไม่ช้า”

หวังลู่เอนตัวลงบนเก้าอี้ยาวข้างโต๊ะอาหาร เอ่ยขึ้นอย่างเอื่อยเฉื่อย “อันที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจปกปิดด่านของหมู่บ้านดอกท้อแต่แรกอยู่แล้ว คนร่วมเคลื่อนไหวยิ่งมากก็ยิ่งดี แต่ถ้าจะให้ดีต้องเปิดภารกิจของชาวบ้านทุกคน ข้าจึงจะสามารถบรรลุแผนการอันสมบูรณ์แบบนี้ได้”

ไห่อวิ๋นฟานกล่าว “แต่หากทำเช่นนี้ มิเท่ากับเป็นการมอบผลประโยชน์ให้คนอื่นหรือ? ข้าไม่สามารถมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งเหมือนพี่หวัง แต่หากวิเคราะห์จากสติปัญญาที่พึงมี ภารกิจที่ท่านว่ามานี้น่าจะมีความพิเศษบางอย่าง เช่นว่า ท่านป้าหลิวไม่มีทางรับหลานบุญธรรมคนที่สองแน่นอน เท่ากับว่าทรัพยากรของนางถูกผูกขาดโดยเหวินเป่า หากแผนการที่สมบูรณ์แบบของพี่หวังต้องพึ่งท่านป้าหลิว ท่านจะทำอย่างไร?”

“นั่นก็เป็นปัญหาของข้าเอง หรือว่า เจ้าก็อยากจะลองทำแผนการสมบูรณ์แบบนี้สักครั้ง?”

ไห่อวิ๋นฟานส่ายศีรษะปฏิเสธ “ข้าไม่เคยต้องการความสมบูรณ์แบบ แค่หาจุดที่เหมาะกับตัวเองได้ก็เพียงพอแล้ว”

“ประโยคนี้ข้าชอบ วันหน้าวันไหนถูกคนคว่ำแล้วข้าจะเอาคำนี้มาใช้บ้าง แต่คิดว่าคงไม่มีวันจนตรอกขนาดนั้นหรอก... เพื่อเป็นการตอบแทนข้าจะบอกความลับเล็กน้อยแก่เจ้า จุดสำคัญของหมู่บ้านดอกท้ออยู่หลังจากนี้ เจ้าคิดว่าภารกิจของเหวินเป่าราบรื่นอย่างนั้นหรือ? คืนนั้นเจ้าอ้วนนั่นต้องวิ่งโร่ร้องไห้กลับมาแน่นอน”

——

“ฮือ! ท่านหวังลู่ผู้ยิ่งใหญ่ช่วยข้าด้วย!”

คืนนั้นเอง เสียงแหกปากร้องไห้ของเหวินเป่าก็ดังลั่นจนคนไม่อาจทนหลับได้

“มารดาเจ้าเถอะ เจ้าร้องไห้หาพระแสงอะไร!”

แม้รู้ว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น แต่คนที่ถูกปลุกขึ้นในยามวิกาล ก็ต้องหงุดหงิดเป็นธรรมดา

เหวินเป่ายังคงร้องไห้ต่อเนื่องไม่หยุด

“ท่านหวังลู่ผู้ยิ่งใหญ่ ข้าเจอปัญหาแล้ว ท่านป้าหลิวนาง...”

หวังลู่พูดขัดจังหวะ “หุบปาก เจ้ายังไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น รอข้าไปหาตะบองมาจัดหน้าให้เจ้าก่อนค่อยว่ากัน!”

“หา!?” เหวินเป่าตะลึงงัน จ้องไปทางหวังลู่ที่เดินไปดึงกลอนประตูออกมาควง เหวินเป่ารีบเช็ดน้ำมูกน้ำตากล่าวขึ้นทันทีว่า “ท่านป้าหลิวและฮูหยินของผู้นำหมู่บ้านตบตีกัน ฮูหยินผู้นำหมู่บ้านสู้ท่านป้าหลิวไม่ไหวก็เลยมาลงที่ข้า นางบอกว่าจะให้ผู้นำหมู่บ้านไล่ข้าออกจากหมู่บ้าน... ท่านหวังลู่ผู้ยิ่งใหญ่ช่วยข้าด้วย!”

“ช่วยน้องสาวเจ้าสิ! ไสหัวออกไปซะ! ปัญหาแค่นี้ยังแก้ไม่ได้ เจ้ามีประโยชน์อะไรบ้าง?”

“ตะ...แต่ว่า นั่นเป็นฮูหยินของผู้นำหมู่บ้านเชียวนะ!”

อาจเป็นเพราะถูกเถ้าแก่เนี้ยโรงเตี๊ยมเตะแรงเกินไป เมล็ดความกลัวนี้จึงถูกฝังลงในใจของเหวินเป่า แม้ว่าหมู่บ้านเล็กๆ อย่างหมู่บ้านดอกท้อจะมีอยู่ในประเทศชางหลางจำนวนมาก และเพียงแค่ขมวดคิ้วเหวินเป่าก็สามารถทำให้ทั้งหมู่บ้านพังราบเป็นหน้ากลอง แต่บนเส้นทางบรรลุเซียนสายนี้ ผู้ที่มักเจออุปสรรคอย่างเหวินเป่าก็ได้แต่ปวารนาตัวเองให้เป็นสิ่งมีชีวิตระดับเดียวกันกับหนอนแมลง

“เจ้าคนใจเสาะ เป็นฮูหยินของผู้นำหมู่บ้านแล้วอย่างไร? กระทั่งผู้ชายของตัวเองยังไม่มีความสามารถควบคุมได้ เป็นตุ๊กตายังจะดีซะกว่า เจ้ากลัวตุ๊กตาทำไม?”

“มิใช่เช่นนั้น...”

“เช่นนี้นี่แหละ! เจ้าคิดว่าภารกิจของหมู่บ้านดอกท้อง่ายดายขนาดนั้นเชียว? คำนับย่าบุญธรรม กินขนมทุกวันจนตัวเจ้ากลายเป็นลูกหนังก็สามารถผ่านด่านได้แล้ว? เจ้ามองนักออกแบบภารกิจนี้ต่ำเกินไปแล้ว! ข้าจะบอกให้ เจ้าน่ะโชคดี ถึงได้มาเจอเหตุการณ์นี้เอาตอนที่ภารกิจคืบหน้าถึงขั้นนี้ เด็กรับใช้ไม่เอาไหนของข้าถูกเด็กเปรตรุ่นราวคราวเดียวกันจัดการไปตั้งแต่สองวันก่อน”

เหวินเป่าได้ยินดังนั้นก็อึ้งตะลึง

“หา?”

“หาห่าอะไร! ข้าเคยบอกแล้ว สิ่งที่หมู่บ้านดอกท้อทดสอบคือความฉลาดอารมณ์ และการวัดความฉลาดทางอารมณ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ได้ดูที่ใครสามารถเอาใจคนได้มากที่สุด แต่ดูที่การเผชิญหน้ากับคนที่เกลียดเรา พูดถึงตรงนี้ ข้าอยากเสริมอีกนิด เป็นเรื่องที่ข้าเดาเอง คนออกแบบหมู่บ้านดอกท้อแห่งนี้น่าจะไม่ค่อยมีคนคบเท่าไหร่”

พูดจบหวังลู่ก็นิ่งไปครู่หนึ่ง แหงนหน้าขึ้นมองฟ้า

อาจจะคิดไปเอง แต่รู้สึกเหมือนเหนือม่านเมฆขึ้นไปมีคนจำนวนมากกำลังหัวเราะลั่นกับคำพูดของตนเอง

“พูดได้ดี!”

“พวกเรารอด่านเคราะห์สวรรค์ของนางมาเป็นเวลามากแล้ว!”

เขาส่ายศีรษะไปมาเพื่อสลัดความคิดนี้ให้หลุดออกจากหัว แล้วกล่าวต่อไปว่า “เจ้าเดินตามเส้นทางของท่านป้าหลิว บททดสอบที่ใหญ่ที่สุดก็คือผู้นำหมู่บ้านและฮูหยิน แก้ปัญหาข้อนี้ได้ ก็ถือว่าทำภารกิจหลักสำเร็จ จากนั้นก็จะสามารถไปทำภารกิจด่านต่อไป ดังนั้นเจ้าจงเช็ดน้ำหูน้ำตาแล้วไสหัวออกไปซะ!”

พูดจบ หวังลู่ก็ยกเท้าขึ้นมาแล้วเตะเหวินเป่าออกไปอีกครั้ง

....................................

 

[1] เป็นสำนวน หญิงสาวแรกรุ่นที่อยากมีคู่ พยายามเสนอตัวเรียกร้องความสนใจ เพื่อให้เพศตรงข้ามสังเกตเห็น และยังหมายถึงหญิงที่มีสามีแล้วแต่ไม่สำรวมตัว คบชู้สู่ชาย

จบบทที่ ภาค 1 ตอนที่ 12 สมรภูมิระหว่างย่าบุญธรรมและย่าบุญธรรมหมายเลขสอง

คัดลอกลิงก์แล้ว