- หน้าแรก
- ข้าก็แค่คนธรรมดา แต่ทำไมเหล่าทวยเทพถึงกลัวข้า
- บทที่ 45 การไล่ล่าของราชันย์ดารา
บทที่ 45 การไล่ล่าของราชันย์ดารา
บทที่ 45 การไล่ล่าของราชันย์ดารา
"หวังฮุ่ยเทียน เจ้าใช้แดนลับศักดิ์สิทธิ์เป็นเหยื่อล่อ ใช้อัจฉริยะทั่วหล้าเป็นแมลง ใช้มรดกของผู้ศักดิ์สิทธิ์ควบคุมการเลี้ยงกู่"
"เจ้ายอมรับผิดหรือไม่"
ชายผู้มีร่างกายซูบผอมคนหนึ่งยืนอยู่หน้าผู้ฝึกตนจำนวนมาก ทันทีที่หวังฮุ่ยเทียนเดินออกจากดินแดนต้องห้าม เขาก็เริ่มซักถามทันที
หวังฮุ่ยเทียนหรี่ตามองชายผู้นั้น อีกฝ่ายผอมมาก แต่ดูเหมือนอายุจะไม่ต่างจากตนเองมากนัก ใบหน้าค่อนข้างคุ้นเคย แต่เขากลับจำไม่ได้
"ท่าน เราเคยเจอกันหรือไม่?"
เมื่อชายผู้นั้นเห็นสีหน้าสงสัยบนใบหน้าของหวังฮุ่ยเทียน สีหน้าของเขาก็ยิ่งบ้าคลั่งขึ้น
"ฮ่าๆๆ เจ้าไม่รู้จักข้า เจ้ากล้าไม่รู้จักข้าได้อย่างไร?"
"แปดปีก่อน ใช่แล้ว แปดปีก่อนเจ้าติดตามบิดาไปทำศึกที่ที่ราบภาคเหนือ ยังจำได้หรือไม่?"
"เป็นข้า ข้าเองที่เป็นคนฆ่าพ่อของเจ้า"
"บอกมา เจ้าเอาพลังแห่งโชคชะตาของข้าไปซ่อนไว้ที่ไหน"
ประโยคสุดท้ายเขาแทบจะตะโกนออกมาจนสุดเสียง ทำให้ท้องฟ้าสั่นสะเทือน คำพูดเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและอาฆาตอย่างที่สุด
หวังฮุ่ยเทียนหรี่ตาลง เขารู้จักแล้ว แต่อีกฝ่ายเปลี่ยนไปมากเกินไป เมื่อก่อนสวมชุดขาวสง่างามดูดีมีสกุล แต่ตอนนี้กลับอัปลักษณ์เหมือนศพแห้ง เป็นการยากที่จะเปรียบเทียบทั้งสองคนเข้าด้วยกัน
"โอ้ ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงเรียบเฉยของหวังฮุ่ยเทียน ชายผู้นั้นก็โกรธจนเจ็บตับ เขารู้สึกเหมือนกับว่าหมัดสองข้างของเขาชกเข้ากับปุยนุ่น
"เจ้าไม่ควรเกลียดข้าหรือ? ทำไมเจ้าถึงสงบนิ่งเช่นนี้"
หวังฮุ่ยเทียนหัวเราะเยาะ
"ตระกูลราชาเจิ้นเป่ยของข้า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันออกรบมานับครั้งไม่ถ้วน มีผู้อาวุโสมากมายที่เสียชีวิตในสนามรบ ศัตรูของข้ามีมากกว่าเส้นผมบนหัวข้าเสียอีก ยังไงล่ะ เจ้าจะให้ข้าจำทีละคนหรือ? เจ้าเป็นใครกัน"
ชายผู้นั้นถูกพูดจนพูดไม่ออก แขนในเสื้อคลุมสีดำสั่นอย่างรุนแรง ในขณะนั้นชายร่างกำยำคนหนึ่งเดินออกมาจากข้างๆ เขาไม่อยากฟังคนสองคนนี้เถียงกันเรื่องความแค้นเมื่อแปดปีก่อนอีกต่อไปแล้ว จึงเอ่ยปากตะคอกเสียงดัง
"ราชาเจิ้นเป่ย เจ้าวางแผนหลอกลวงอัจฉริยะของเผ่ามนุษย์ โทษของเจ้าสมควรตาย"
หวังฮุ่ยเทียนเหลือบมองชายที่กำลังพูด อัครเสนาบดีฝ่ายขวาแห่งต้าฉิน หลิงชิ่งเทียน ตบะระดับราชันย์ดารา เชี่ยวชาญการใช้หอกยาว เจ้าคนนี้เคยเป็นแม่ทัพในสนามรบมาก่อน แต่เนื่องจากใช้กลยุทธ์ที่ไร้ความคิดจึงทำให้กองทัพของตนเองพินาศ จึงเปลี่ยนมาเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น มีปีหนึ่งให้เขาไปจัดการกับผู้ลี้ภัยจากความอดอยาก เจ้าคนนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ลี้ภัยหนีไปยังที่อื่นจึงได้สังหารผู้คนไปทั้งแคว้น
ได้รับสมญานามว่าอัครเสนาบดีนักรบ!
กวาดตามองไปรอบๆ นอกจากหลิงชิ่งเทียนแล้ว ยังมีราชันย์ดาราอีกสามคน ราชันวิญญาณอีกเจ็ดแปดคน นอกจากจอมทัพพิทักษ์แคว้นทั้งสี่แล้ว ผู้มีอิทธิพลของต้าฉินก็มากันเกือบครบแล้ว
"หลายปีมานี้พวกท่านที่อยู่ที่นี่ฆ่าอัจฉริยะไปไม่น้อยหรือ? พูดจาดูดีมีหลักการ ก็แค่เพื่อให้หวังจิ่นซวนนั่งบัลลังก์ได้อย่างมั่นคงไม่ใช่หรือ?"
"เจ้าสัตว์เดรัจฉาน วันนี้พวกเรามาไม่ใช่เพื่อมาพูดคุยเหตุผลกับเจ้า"
ซู่ซื่อเจี๋ย เจ้าเมืองแคว้นชาง ชี้นิ้วสองนิ้วไปที่หวังฮุ่ยเทียนและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนพวกนี้ถึงต้องมาพูดจาไร้สาระเพื่อรับมือกับคนที่มีขอบเขตรวมปราณเพียงคนเดียว แค่ใช้มือเปล่าปราบปรามก็สิ้นเรื่องแล้ว
หวังฮุยหรี่ตามองซู่ซื่อเจี๋ย กระบี่ยาวสีเลือดในมือก่อตัวขึ้น
"แล้วพวกเจ้ายังจะมาพูดพล่ามอะไรกันอีก?"
ร่างของเขาสลายตัวออกกลายเป็นร่างแยกนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าใส่ทุกคนพร้อมกัน แสงกระบี่ที่สาดส่องราวกับดวงอาทิตย์ที่เจิดจ้า
แคร้ง...
หยูเหยาชักกระบี่ไผ่เขียวออกมา แล้วพุ่งเข้าใส่ผู้ฝึกตนขอบเขตราชันวิญญาณที่ยืนอยู่บนพื้นคนหนึ่ง แต่ยังไม่ทันจะเข้าใกล้ อีกฝ่ายก็ขี่กระบี่ขึ้นไปร่วมการต่อสู้ที่โกลาหลบนท้องฟ้าแล้ว
นางถืองกระบี่ยาวชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็เล็งไปที่ผู้ฝึกตนขอบเขตทารกวิญญาณอีกคน
“ฆ่า”
ตะโกนเสียงดังแล้วเปลี่ยนทิศทาง แสงสีเขียวบนกระบี่ไผ่ส่องประกาย สายลมแผ่วเบาใต้เท้าช่วยเพิ่มความเร็วให้นางเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันจะพุ่งออกไปได้ครึ่งทางก็ถูกชิงไป๋ฮั่วคว้าคอเสื้อด้านหลังไว้
"ยัยโง่ ไม่หนีแล้วจะรออะไร?"
ในตอนนี้ชิงไป๋ฮั่วตกใจจนหน้าซีดเผือด ผู้ยิ่งใหญ่มากมายลงมือพร้อมกัน พลังวิญญาณปั่นป่วนทำลายล้างฟ้าดิน หากไม่ระวังเพียงเล็กน้อยก็จะถูกคลื่นพลังซัดจนร่างสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน
นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่าอะไรทำให้หยูเหยากล้าหาญถึงขนาดถือกระบี่ไผ่เล่มเดียวแล้วพุ่งขึ้นไป
"ศิษย์พี่อย่ากลัวเลย ศิษย์พี่ของข้าอยู่นี่แล้ว จะปล่อยให้ข้าเสียเปรียบได้อย่างไร?"
นางเพิ่งพูดจบ ลมกระโชกแรงบนท้องฟ้าก็พัดผ่านยอดเขา ทั้งสองคนถูกพัดกระเด็นไปไกลหลายร้อยเมตรบนพื้นดิน เสื้อคลุมยาวของชิงไป๋ฮั่วขาดวิ่นเป็นเศษผ้าจำนวนนับไม่ถ้วน ผมเผ้ากระเซิง ใบหน้าถลอกกับพื้น
"ให้ตายสิ นี่คือปราณกระบี่ของศิษย์พี่เจ้า"
ชิงไป๋ฮั่วกัดฟันแน่น ศัตรูไม่ได้ลงมือกับพวกเรา แต่กลับเป็นคนของตัวเองที่ทำให้นางบาดเจ็บไปทั้งตัว
นางรู้ดีว่าผู้ชายเลวคนนั้นไว้ใจไม่ได้ ผู้รับใช้กระบี่ที่ตามมาข้างหลังก็ไม่รู้ว่าถูกพัดไปไหน! ครั้งนี้ออกมาข้างนอกขาดทุนย่อยยับ
หยูเหยาคลานออกมาจากหล่มโคลนอย่างโซเซ เมื่อครู่นี้นางชนเข้ากับก้อนหิน ตอนนี้รู้สึกมึนหัวเล็กน้อย นางส่ายหัวอย่างแรงแล้วมองหาไปรอบๆ เพื่อหากระบี่ไผ่ที่ไม่รู้ว่าตกอยู่ที่ไหน ปากก็ยังคงพึมพำอยู่
"โอ้ มากันพร้อมหน้าพร้อมตาดีนี่ พวกสวะกลุ่มหนึ่งช่างไม่เจียมตัวเสียจริง"
ในที่สุดหลังจากค้นหาอยู่นาน นางก็ดึงกระบี่ไผ่เขียวที่เหลือเพียงครึ่งท่อนออกมาจากรอยแยกของหิน เมื่อกุมกระบี่ความมั่นใจของนางก็กลับมาอีกครั้ง กวาดตามองไปรอบๆ มีเพียงชิงไป๋ฮั่วที่วิ่งมาหานางอย่างตื่นตระหนก ศัตรูทั้งหมดได้ขี่กระบี่เข้าร่วมสนามรบแล้ว ในที่เกิดเหตุไม่มีใครที่ไม่สามารถขี่กระบี่ได้
นางเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างดุร้าย ในดวงตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร นางยกกระบี่ขึ้นแล้วขว้างขึ้นไปบนฟ้าอย่างแรง
ผมสีขาวของหวังฮุ่ยเทียนปลิวไสวในอากาศ ปราณกระบี่สีแดงฉานก่อตัวเป็นปีกขนาดใหญ่สองข้างบนหลังของเขา เผชิญหน้ากับเหล่าผู้แข็งแกร่งโดยไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย็นชาและจิตสังหาร
"พวกสวะกลุ่มหนึ่งช่างไม่เจียมตัวเสียจริง"
"รอวันที่ข้าสร้างรากฐานได้ ข้าจะทำให้เมืองหลวงต้าฉินนองไปด้วยเลือด"
เขาขยับปีก ร่างของเขาราวกับลำแสงพุ่งหายไปอย่างรวดเร็ว นั่นคือทิศทางของเทือกเขาแสนอสูร
ด้านหลังมีผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วนตามมาติดๆ ท่าไม้ตายที่งดงามต่างๆ ถูกปล่อยออกมาพร้อมกัน แม่น้ำและภูเขาบนพื้นดินถูกระเบิดจนถล่มทลาย หวังฮุ่ยเทียนบินไปพลางฟันกระบี่ไปพลาง มุ่งเป้าสังหารผู้ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ
ณ ตำแหน่งเดิม กระบี่ไผ่เขียวที่หยูเหยาขว้างออกไปบินไปได้หลายสิบเมตรแล้วตกลงบนพื้น นางใช้วิชาตัวเบาดึงกระบี่ไผ่เขียวออกมาแล้วไล่ตามไปข้างหน้า
แต่หลังจากวิ่งไปได้เพียงไม่กี่นาที นางก็หยุดลงอีกครั้ง ศิษย์พี่และผู้ฝึกตนเหล่านั้นเร็วเกินไป นางมองไม่เห็นพวกเขาแล้ว
"ให้ตายสิ ข้าตามพวกเขาไม่ทัน"
ชิงไป๋ฮั่วที่วิ่งตามมาข้างหลังได้ยินคำพูดนี้ก็เหลือบมองบน ปกติแล้วเด็กสาวคนนี้ทั้งเชื่อฟังและน่ารัก ทำไมตบะไม่สูงแต่จิตสังหารกลับรุนแรงขนาดนี้
"เสี่ยวเหยา ศิษย์พี่ของเจ้าจะต้องไม่เป็นอะไรแน่ เรากลับสำนักกันก่อนเถอะ"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หยูเหยาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงสภาพอันน่าสังเวชของยอดเขากระบี่ในปัจจุบัน หัวใจของนางสั่นสะท้าน!
กลับไปไม่ได้ ความผิดนี้แบกรับไม่ไหว
แม้ว่าไผ่บนยอดเขากระบี่จะเป็นนางที่ตัดจริงๆ แม้ว่ายอดเขาเทียนเฟิงจะเป็นนางที่ขุดจนถล่มจริงๆ แต่ด้วยตบะขอบเขตรวมปราณอันน้อยนิดของนางจะรับผลกรรมที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร
ครืน
หวังฮุ่ยเทียนถูกค้อนทุบที่หลัง ร่างของเขาถูกแรงมหาศาลกระแทกเข้าไปในภูเขาลูกหนึ่ง การใช้ปราณกระบี่มากเกินไปทำให้ใบหน้าของเขาพังทลายลงเล็กน้อย ใบหน้าครึ่งหนึ่งเห็นกระดูกขาวโพลนแล้ว
ราชันย์ดาราทั้งสี่คนรับมือยากมาก อีกทั้งบุตรแห่งโชคชะตาที่ถูกสูบพลังจนแห้งเหือดก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ง่ายดาย คนเหล่านี้ต้องการจะทำให้เขาตายอย่างช้าๆ
"ล้อมเขาไว้ เด็กคนนี้ไม่มีกายหยาบและสายเลือด ทั้งร่างประกอบขึ้นจากปราณกระบี่"
"หากต้องการฆ่าเขา มีเพียงต้องใช้ปราณกระบี่ของเขาให้หมดสิ้น หรือไม่ก็ทำลายวิญญาณเทพของเขา"
หวังฮุ่ยเทียนลุกขึ้นยืน มือซ้ายของเขาสลายกลายเป็นผงฝุ่นกลายเป็นปราณกระบี่หมุนวนอยู่รอบตัวเขา
คนเหล่านี้มองทะลุจุดอ่อนของเขาแล้ว!
ต้องการจะกัดกินตนเองทีละน้อย