- หน้าแรก
- โปรดเรียกฉันว่าเทพนักรบ!
- บทที่ 3
บทที่ 3
บทที่ 3
บทที่ 3
เมืองที่ไฟดับ เว้นแต่แสงไฟจากรถยนต์บนถนน แทบทุกที่ก็จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด อากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ ลมก็แรงขึ้นเรื่อยๆ และมีไอน้ำปะปนอยู่ในอากาศ ซึ่งมีแนวโน้มว่าฝนจะตก
แม้ว่าโม่ชิงชิงจะเชื่องช้าเพียงใด แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเมืองก็ทำให้เธอรู้สึกสังหรณ์ใจว่ามีบางอย่างผิดปกติร้ายแรง เธอรู้สึกว่าวันนี้รถเมล์ที่เธอรออาจจะมาไม่ถึง เวลานี้โม่ชิงชิงจึงต้องพิจารณาเรื่องการค้างคืนแล้ว
เธอคลำกระเป๋าเงินที่มีอยู่สี่ร้อยกว่าหยวน หดตัวสั่นเทาอยู่กลางลมหนาว เธอเบิกตากว้างระมัดระวังหลบหลีกเงาดำที่เดินสวนมา และเดินเลียบไปตามชายคา
ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดทำการ มีบางร้านค้าเล็กๆ เปิดอยู่ แสงเทียนสลัวๆ ลอดออกมาจากในร้าน ส่องสว่างมุมเล็กๆ ที่มืดมิด
โม่ชิงชิงเดินไปประมาณครึ่งถนนก็เจอโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่ง เธอสูดจมูกที่รู้สึกคัดเล็กน้อย แล้วถามผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ซึ่งกำลังกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปว่า "คุณป้าคะ มีห้องว่างไหมคะ?" เธอเห็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้วก็น้ำลายสอ ยิ่งได้กลิ่นหอมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ยิ่งรู้สึกหิวมากขึ้น
เจ้าของร้านเงยหน้าขึ้นมองเธอแล้วพูดว่า "มี" แล้วชี้ไปที่ป้ายราคาห้องพัก
โม่ชิงชิงถามอีกว่า "มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขายไหมคะ?"
เจ้าของร้านมองเธออีกครั้งแล้วพูดว่า “ห่อละสิบหยวน”
โม่ชิงชิงรู้สึกว่าตอนนี้เธอหิวจนกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้สามชาม เธอคิดถึงอาหารเช้าในวันพรุ่งนี้ จึงกางนิ้วออก ทำท่าเป็นเลข "ห้า" แล้วพูดว่า "เอาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปห้าห่อ" เธอมองไปที่น้ำแร่หนึ่งลังที่เปิดอยู่ข้างๆ แล้วพูดว่า "แล้วก็น้ำแร่อีกสองขวด"
เจ้าของร้านให้น้ำแร่และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแก่เธอ และให้โม่ชิงชิงยื่นบัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียน
ค่าห้องพักหกสิบหยวน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปห้าสิบหยวน น้ำแร่สองขวดหกหยวน
เงินในกระเป๋าของโม่ชิงชิงลดลงทันทีถึงหนึ่งในสี่ ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดใจ
หลังจากเจ้าของร้านกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสร็จ เธอก็นำโม่ชิงชิงขึ้นไปยังห้องพักชั้นบน
ห้องพักอยู่บนชั้นสาม ค่อนข้างทรุดโทรม มีเพียงเตียงเดี่ยวหนึ่งเตียงกับผ้าห่มนวมหนาหนึ่งผืน ภายในห้องมีกลิ่นอับ และโถส้วมในห้องน้ำเป็นสีเหลือง ดูสกปรก โชคดีที่กระจกหน้าต่างของห้องยังดี ไม่ลมเข้า และยังมีเหล็กดัดขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือติดตั้งแน่นหนา ไม่ต้องกลัวว่าจะมีขโมยปีนเข้ามาในตอนกลางคืน
โม่ชิงชิงขอให้เถ้าแก่เนี้ยเอาน้ำร้อนมาให้เพื่อชงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองชาม แล้วนำกลับมาที่ห้อง นั่งลงที่โต๊ะ กินบะหมี่โดยมีเทียนสองเล่มที่เถ้าแก้เนี้ยให้มาส่องสว่าง
หลังจากเธอทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสร็จ ก็ล้างหน้าแปรงฟันด้วยอุปกรณ์อาบน้ำใช้แล้วทิ้งที่โรงแรมจัดหาไว้ จากนั่นเธอก็เตรียมตัวขึ้นเตียงนอน
ทันทีที่นอนลง เธอก็ได้ยินเสียงฝนตกหนักกระทบกระจกหน้าต่าง ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้อง จึงลุกขึ้นดึงผ้าม่านออก มองลอดหน้าต่างออกไปเห็นเพียงรถยนต์หลายคันที่เปิดไฟจอดอยู่บนถนนท่ามกลางสายฝนในยามค่ำคืน เสียงแตรรถดังลากยาว
เมื่อเปรียบเทียบกับคนขับรถที่ติดอยู่บนถนนข้างนอก เธอพลันรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้แย่ขนาดนั้น อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่ได้เปียกฝน
โม่ชิงชิงไม่รู้ว่าตอนนี้อู๋เมิ่นเมิ่นเป็นอย่างไรบ้าง เธอหยิบโทรศัพท์ออกมาดูอีกครั้ง เห็นว่าแบตเตอรี่โทรศัพท์เหลือเพียงขีดเดียว และยังคงไม่มีสัญญาณ เธอเกรงว่าแบตเตอรี่โทรศัพท์จะหมด จึงปิดเครื่อง แล้วมุดเข้าไปใต้ผ้าห่มนวมหนา ที่มีกลิ่นแปลกๆ ซึ่งไม่รู้ว่าไม่ได้ซัก หรือคราบซักไม่สะอาดของคนอื่นที่เคยใช้แล้ว
โรงแรมเล็กๆ ที่มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำในตัว ราคาหกสิบหยวน เธอทำได้แค่ทนเอา
โม่ชิงชิงนอนได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงพูดคุยและเสียงฝีเท้าของคนเดินไปมาในทางเดิน เธอฟังดูเหมือนว่าข้างนอกฝนตกและถนนก็ติดขัด คนจำนวนมากที่กลับบ้านไม่ได้จึงต้องหาโรงแรมใกล้ๆ เข้าพัก
เธอฟังไปสักพักก็หลับไป
โม่ชิงชิงหลับไปจนกลางดึก ได้ยินเสียงกรีดร้องแว่วๆ ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที
เธอลืมตา ตั้งใจฟัง ได้ยินเสียงแตรจากรถยนต์และเสียงฝนตกจึงลุกขึ้นนั่งบนเตียง คลำหาไฟแช็กและเทียนไขบนโต๊ะข้างเตียง จุดเทียนไขแล้วถือเดินไปที่หน้าต่างมองออกไปข้างนอก เห็นว่ากระจกหน้าต่างเต็มไปด้วยหยดฝน
เธอแนบหน้ากับกระจกหน้าต่างมองออกไปข้างนอกอย่างละเอียด พบว่าบนถนนใหญ่ข้างนอกมีแสงไฟจากรถยนต์มากมายส่องสว่างอยู่ เต็มไปหมดทั้งข้างหน้าและข้างหลัง เหมือนว่าคนขับรถเหล่านั้นยังคงติดอยู่บนถนน
โม่ชิงชิงรู้สึกประหลาดใจ ทำไมไม่มีตำรวจจราจรมาช่วยระบายการจราจร?
เธอแค่ประหลาดใจ แต่หาคำตอบไม่ได้ จึงปีนกลับขึ้นเตียงนอนต่อ
เธอไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน จนได้ยินเสียง "อ๊าก——" ดังลั่นมาจากชั้นล่าง
โม่ชิงชิงสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เธอรีบลุกขึ้นดึงผ้าม่านออกมองออกไปข้างนอก ก็เห็นว่าท้องฟ้าข้างนอกสว่างแล้ว ฝนก็หยุดตกแล้ว มีพืชสีเขียวสดใสกำลังโบกสะบัดในลมยามเช้า
นั่นคือต้นหญ้าสีเขียวเล็กๆ สูงประมาณสิบเซนติเมตร ลำต้นอ่อนสีเขียวอ่อนมีตาดอกอยู่ด้านบน ตาดอกยังมีหนวดนุ่มๆ โผล่ออกมา รากสีเหลืองอ่อนแตกออกมาจากเมล็ดที่บิดเบี้ยวเล็กน้อยและหยั่งรากอย่างดื้อดึงบนขอบหน้าต่างที่ปูกระเบื้องไว้
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ หากมีใครมาบอกเธอว่ากระเบื้องเรียบลื่นโดยไม่ต้องใช้ดิน ก็สามารถปลูกหญ้าได้เพียงแค่มีน้ำ เธอจะไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด
แต่ตอนนี้ ต้นกล้าสีเขียวเล็กๆ นี้อยู่ตรงหน้าแล้ว หนวดเล็กๆ เริ่มคลี่ออกและเติบโตขึ้นไปในสายลม แสดงให้เห็นถึงพลังชีวิตที่พุ่งพล่าน รอยร้าวบนกระเบื้องที่เคยเรียบเนียนก็ค่อยๆ ขยายออกไปตามรากที่หยั่งลึกเข้าไปในกระเบื้องขณะที่มันเติบโต
โม่ชิงชิงแหกปากกรีดร้อง "อ๊า—" ดังลั่นประหนึ่งเสียงร้องโซปราโน
เจ้าต้นหญ้าบ้าบอนี่! มันตามหลอกหลอนมาถึงนี่เลย!
โม่ชิงชิงคาดการณ์ได้เลยว่ามันจะทะลุกระจกหน้าต่างเข้ามาอย่างรวดเร็ว และจะยึดครองห้องนี้เหมือนกับที่มันยึดครองห้องของอู๋เมิ่นเมิ่น
หลังโม่ชิงชิงกรีดร้อง เธอก็รีบที่สุดเท่าที่จะทำได้ หยิบไฟแช็ก มีดพก และเทียนสองเล่มที่เหลือเพียงปลายเล็กน้อยใส่กระเป๋าเสื้อ กอดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสามห่อและน้ำสองขวดแล้ววิ่งลงบันไดไป
เธอวิ่งไปถึงหน้าประตูใหญ่ และภาพที่เห็นทำให้เธอหยุดชะงัก
มีทะเลเห็ดที่กว้างใหญ่ไพศาลปรากฏอยู่ตรงหน้าเธอ
บนทางเท้า ใต้ต้นไม้พุ่ม บนหลังคารถ บนถนน ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยเห็ดหลากสีสันและขนาดแตกต่างกัน
เห็ดเหล่านี้ดื้อดึงยิ่งกว่าหญ้าที่เธอเคยเห็นเสียอีก
เห็ดบางดอกใหญ่กว่าเขียง เหมือนร่มที่กางออกขึ้นบนหลังคารถ บางดอกเปล่งแสงสีน้ำเงินเรืองรอง มองแวบแรกคล้ายแมงกะพรุนเรืองแสง บางดอกมีขนาดเล็กมาก แต่เบียดเสียดกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ยาวเป็นแผ่น ดูแล้วขนลุกไปทั้งตัว
บนถนนใหญ่ไม่ได้มีแต่เห็ดเท่านั้น แต่ยังปะปนไปด้วยพืชรูปร่างแปลกๆ มากมาย พวกมันเติบโตอย่างรวดเร็ว เพียงแค่คืนเดียวก็ท่วมยางรถยนต์จมอยู่ในพงหญ้าแล้ว
พืชแปลกๆ เหล่านี้เติบโตพร้อมกับเห็ดหลังจากฝนตกเมื่อคืน มันเหมือนตำนานสาวงามในฤดูใบไม้ผลิจากหนังสือเรียนชั้นประถมที่โปรยเมล็ดพืชทุกชนิดลงบนโลกมนุษย์
หากเป็นเพียงเท่านี้ก็คงไม่เป็นไร เพราะมันเป็นทิวทัศน์อันแปลกตาของโลกมนุษย์
ทว่าห่างจากเธอไม่ถึงห้าหกเมตร ตรงประตูทางเข้า มีศพชายคนหนึ่งคว่ำหน้าอยู่บนพื้น ตัวเปียกโชกไปด้วยน้ำ และมีเห็ดขึ้นเต็มหลัง ศีรษะ และขา
โม่ชิงชิงรู้สึกว่าทั้งชีวิตนี้เธอคงไม่อยากกินเห็ดอีกต่อไปแล้ว
เท้าของเธอเหมือนถูกตรึงอยู่ที่ประตู เธอถือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำในมือข้างหนึ่ง อีกข้างถูตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างแรง แล้วยังหยิกตัวเองอย่างแรง นี่ไม่ใช่การฝันไปหรือตาฝาดไปจริงๆ
จากนั้นก็มีเสียงกรีดร้องดัง "อ๊าก——" ดังขึ้นจากด้านหลัง
โม่ชิงชิงหันกลับไป เห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งมองออกไปข้างนอกด้วยความตกใจ เธอหันกลับมามองชายคนนั้นแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ถูกภาพตรงหน้าทำให้กรีดร้องออกมา ก็ถือเป็นพัฒนาการที่ดีแล้ว
แขกที่มาพักเริ่มทยอยลงมาจากชั้นบน และมีบางคนถูกภาพตรงหน้าทำให้ตกใจจนกรีดร้อง "อ๊า——" ออกมาเป็นครั้งคราว
สถานการณ์นี้เกินความเข้าใจของโม่ชิงชิง แต่เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน
เธอเดินออกจากประตูร้านแล้วมองออกไปข้างนอก เห็นคนจำนวนมากยืนอยู่ใต้ชายคา แต่ละคนมีสีหน้าหวาดกลัวไม่สบายใจ เธอเดินตามสายตาของพวกเขาไป มองไปยังถนนไกลๆ เห็นคนบางคนนอนคว่ำอยู่บนฝากระโปรงรถ บางคนนอนอยู่ข้างรถ บางคนนอนคว่ำอยู่บนถนน คนเหล่านี้ไม่เคลื่อนไหวเลย ปล่อยให้เห็ดและพืชงอกขึ้นเต็มตัว แทบทุกระยะก็จะมีคนหนึ่งหรือสองคน
ประตูรถยนต์บางคันเปิดอยู่ เธอสามารถมองเห็นรากของพืชที่งอกบนรถแทงทะลุหลังคารถลงมาถึงเบาะนั่งและยังแทงทะลุเบาะนั่งอีกด้วย เนื่องจากใต้ท้องรถถูกปกคลุมด้วยเห็ดและพืช เธอจึงไม่แน่ใจว่ารากเหล่านั้นทะลุโครงรถหรือไม่
โม่ชิงชิงมองเห็นสถานการณ์ภายนอกชัดเจนแล้ว เธอไม่รู้ว่าตัวเองจะไปไหนได้อีกหลังออกจากโรงแรมเล็กๆ แห่งนี้ คนอื่นอาจยังมีบ้านให้กลับ แต่เธอไม่มีบ้านเลย
โม่ชิงชิงอุ้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำแร่กลับเข้าไปในโรงแรมเล็กๆ เพื่อขอน้ำร้อนจากเจ้าของร้านมาต้มบะหมี่
เจ้าของร้านกล่าวว่า "น้ำประปาหยุดแล้ว ไม่มีน้ำแล้วค่ะ"
โม่ชิงชิงเหลือบมองเตาถ่านก้อนในห้องเล็กๆ ด้านหลัง เห็นว่ามีไฟอยู่ จึงพูดว่า "งั้นฉันขอซื้อน้ำแร่อีกสองขวดมาต้มบะหมี่ค่ะ"
แต่เจ้าของร้านไม่ขายให้เธอ
โม่ชิงชิงเดิมทีอยากจะใช้น้ำแร่สองขวดที่มีอยู่ของตัวเองมาต้มบะหมี่ แต่ก็เสียดาย จึงได้แต่แกะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้วกินบะหมี่แห้งกับน้ำแร่ พอเธอกินไปได้ครึ่งหนึ่ง ก็รู้สึกแปลกๆ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นคนจำนวนไม่น้อยกำลังมองเธออยู่ เธอรู้สึกงงงวย มองพวกเขาไปอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ
จนกระทั่งชายวัยกลางคนอายุสามสี่สิบปีคนหนึ่งถามเธอว่า "เธอกินข้าวลงเหรอ ทั้งที่ข้างนอกมีศพแบบนั้น?"
โม่ชิงชิงพลันรู้สึกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี้ไม่น่ากินแล้ว
แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี้เธอซื้อมาห่อละสิบหยวน เมื่อวานต้องมีคนอีกหลายคนที่เหมือนเธอที่หาอาหารไม่ได้และยังหิวจนถึงตอนนี้แน่นอน ถ้าเธอถือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเดินออกไปข้างนอก แล้วเกิดมีคนมาแย่งไปล่ะจะทำยังไง? สู้กินลงท้องไปให้หมดเลยดีกว่า
โม่ชิงชิงเสียดายเงินและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จึงตัดสินใจกรองภาพศพข้างนอกออกจากความคิด แล้วกัดบะหมี่แห้งต่อไป เธอกินไปสองห่อในรวดเดียว แล้วบีบซองบะหมี่ที่เหลือให้แบนยัดใส่กระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตขนเป็ด ส่วนน้ำที่ยังไม่ได้เปิดขวดก็ยัดใส่กระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตขนเป็ดอีกข้างหนึ่ง มือซ้ายถือขวดน้ำแร่ที่เหลือครึ่งขวด มือขวาถือมีดพก ออกจากโรงแรม แล้วเดินเลียบกำแพงไปทางศาลากลางจังหวัดและสนามกีฬา
เธอคิดว่าในเมื่อบ้านของอู๋เมิ่นเมิ่นประสบภัยแล้ว บ้านของคนอื่นก็คงเป็นเช่นเดียวกัน ทำให้ไร้ที่อยู่อาศัย
สนามกีฬาถูกใช้เป็นศูนย์พักพิง ถ้าเธอไปที่นั่นน่าจะได้รับการช่วยเหลือ ไม่แน่ว่าอาจจะมีตำรวจติดอาวุธประจำการอยู่ที่นั่นด้วยก็ได้ ถ้าโชคดีก็อาจได้เจออู๋เมิ่นเมิ่น