- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในวงราชการ อำนาจเบ็ดเสร็จล้วนอยู่ในมือฉัน
- บทที่ 39: แกกล้าแตะต้องเธอดูสักตั้งมั้ย?
บทที่ 39: แกกล้าแตะต้องเธอดูสักตั้งมั้ย?
บทที่ 39: แกกล้าแตะต้องเธอดูสักตั้งมั้ย?
ระหว่างทางกลับ เลขาเก่อถงแอบสังเกตสีหน้าของเจิงเสวียตงผ่านกระจกมองหลัง ดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีอะไรแตกต่างไปจากปกติ ทว่า... มีเพียงคนสนิทที่รับใช้ข้างกายอีกฝ่ายมานานกว่าสองปีเช่นเขาเท่านั้นที่จะเข้าใจว่า... วันนี้รองนายอำเภอเจิงเสียอาการไปมากแค่ไหน!
ในใจของเจิงเสวียตงก็รู้ดีว่าตัวเองไม่สุขุมเยือกเย็นพอจริงๆ แต่เขากลับไม่สามารถ... หรือพูดอีกอย่างก็คือ... ไม่ต้องการที่จะควบคุมตัวเอง เรื่องที่จัดการยากแค่ไหนในยามปกติ มักจะจบได้ด้วยโทรศัพท์เพียงสายเดียว หรือบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องให้เขาลงมือเองด้วยซ้ำ เจิงเสวียหัวน้องชายของเขาก็สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย
แล้วตอนนี้ล่ะ... อย่าว่าแต่เหลยหมิงเลย แม้แต่คนระดับซ่งเฉิงฉวนก็ยังกล้าที่จะต่อหน้าทำเป็นเชื่อฟังแต่ลับหลังกลับขัดขืนคำสั่งของเขา ความแตกต่างที่รุนแรงนี้ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกไม่สบายใจและโกรธเกรี้ยวจากการสูญเสียการควบคุมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาต้องเดินทางไปยังสถานีตำรวจอำเภอด้วยตัวเอง บุกเข้าไปในห้องสอบสวน และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขายอมลดตัวลงไปคุยกับโจวอี้เป็นการส่วนตัว
ปากของเขาบอกว่าไม่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างโจวอี้กับเซี่ยจ้าวหลง และก็ไม่สนใจว่าโจวอี้จะคุยอะไรกับเหยียนเซี่ยงอวี่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว... ในใจของเขาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงต่อโจวอี้อย่างสุดซึ้ง เพราะไพ่ที่เขาจะเล่นได้โดยพื้นฐานแล้วก็วางอยู่บนโต๊ะจนหมดแล้ว แต่เขากลับมองไม่เห็นไพ่ในมือของอีกฝ่ายเลยแม้แต่ใบเดียว เจิงเสวียตงคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่า... อยู่ๆ ก็มีตัวละครแบบนี้โผล่ออกมาได้อย่างไร?
เขามีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีว่า สถานการณ์สามขั้วอำนาจระหว่างเขา, ฟู่ผิงเจียง และเหยียนเซี่ยงอวี่ในอำเภอตงจี๋ปัจจุบันนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงเพราะการปรากฏตัวของโจวอี้ ดังนั้น... จะต้องเตรียมการแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน และต่อไปนี้... ก็คือการต่อสู้ที่ต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง และไม่เลือกวิธีการ มาเลยโจวอี้... ให้ฉันได้เห็นหน่อยสิว่าแกยังมีดีอะไรอีก!
...
เตี๊ยมคำให้การ! นี่คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ นำโดยเจิงอวี๋เฉียง บวกกับหวังเทา, ติงหลิน และจินต้าลู่ รวมสี่คน... จากการเริ่มต้นด้วยการนิ่งเงียบไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวน... มาจนถึงการพูดเป็นเสียงเดียวกันและแก้ตัวไปต่างๆ นานาในตอนท้าย... ทั้งหมดนี้ล้วนบ่งบอกถึงปัญหาหนึ่ง— ในหมู่พวกเรามีหนอนบ่อนไส้! คำว่า ‘พวกเรา’ ในที่นี้หมายถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนของหน่วยสืบสวนคดีอาญา เพียงแต่ว่าในชั่วเวลาสั้นๆ นี้ ยังหาหลักฐานที่เป็นรูปธรรมไม่ได้
รองผู้กำกับจางลี่ผิงกวาดตามองเหล่าเจ้าหน้าที่สืบสวนด้วยสายตาที่ลุกเป็นไฟ แต่ไม่นาน ความโกรธในดวงตาของเขาก็ค่อยๆ จางหายไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความผิดหวังอย่างสุดซึ้ง น้ำใสเกินไปย่อมไม่มีปลา แต่น้ำถ้าขุ่นเกินไป... ไม่ช้าก็เร็วก็จะกลายเป็นคูน้ำเน่าที่ซ่อนความสกปรกไว้ เขาไม่ใช่รองผู้กำกับที่คุมหน่วยนี้โดยตรง ไม่สะดวกที่จะเข้าไปสืบสวนจัดการด้วยตัวเอง แต่เขาจะรายงานเรื่องนี้ให้ท่านผู้กำกับการเหลยหมิงทราบอย่างแน่นอน ส่วนทำไมไม่รายงานให้ซ่งเฉิงฉวนทราบ? เหอะ... คำพูดที่ว่า ‘เมื่อผู้ใหญ่เป็นเสียอย่างนี้ ลูกน้องก็ย่อมจะเจริญรอยตาม’ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลเสียหน่อย!
จางลี่ผิงไม่ยุ่ง โจวอี้ยิ่งไม่ต้องไปยุ่ง นี่มันเรื่องในบ้านของหน่วยสืบสวนคดีอาญาเขา ถ้าจะจัดการก็ต้องเป็นหัวหน้าหน่วยสืบสวนคดีอาญาลู่เย่าหัวเป็นคนจัดการ จริงสิ... เฒ่าลู่... ทำไมนายไม่ส่งเสียงอะไรเลยสักแอะ? ท่าทีของนายนี่... มันน่าสงสัยมากนะ!
ลู่เย่าหัวกล่าวว่า: ฉันไม่กล้าพูดอะไรเลย เพราะฉันรับเงินสกปรกของเจิงเสวียหัวมา แต่ฉันก็ไม่มีทางเลือก... รายได้ฉันก็น้อย นอกจากจะต้องเลี้ยงลูกเมียพ่อแม่ที่บ้านแล้ว ข้างนอกยังเลี้ยงเมียน้อยไว้อีกสองคน!
ในขณะเดียวกัน รองผู้กำกับการอาวุโสซ่งเฉิงฉวนก็ได้รับโทรศัพท์จากเจิงเสวียหัว “เฒ่าซ่ง คบกันมาตั้งหลายปี ครั้งนี้แกต้องช่วยฉันนะเว้ย!” เจิงเสวียหัวเปิดฉากมาก็อ้างบุญคุณความสัมพันธ์ทันที
“ฉันก็ช่วยแกแล้วไง ไม่อย่างนั้นแกคิดว่าการเตี๊ยมคำให้การมันง่ายขนาดนั้นเหรอ?” ซ่งเฉิงฉวนย้อนถามอย่างไม่พอใจ
“แกต้องช่วยฉันอีก!” เจิงเสวียหัวไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ยังคงเรียกร้องต่อไป
“ถ้าช่วยแกอีก รองผู้กำกับอย่างฉันยังจะได้ทำต่อไหมหา?” ซ่งเฉิงฉวนตะคอกเสียงดังอย่างตื่นเต้น
“แกคิดว่า... ถ้าเหลยหมิงรู้ว่าแกรับเงินสกปรก แถมยังมีหุ้นในบ่อนใต้ดิน...” เจิงเสวียหัวเตือนอีกฝ่ายเสียงเย็น
“แกขู่ฉันเหรอ?” ซ่งเฉิงฉวนทั้งโกรธทั้งร้อนใจคำรามเสียงต่ำ
“ถ้าเมียแกกับสามีของหลี่เหวินลี่รู้ว่าแกกับหลี่เหวินลี่...” เจิงเสวียหัวพูดต่อพลางหัวเราะเยาะ
“ฉันควรจะช่วยแกยังไงดี?” รองผู้กำกับซ่งที่ยอมรับความจริงแล้วรีบตัดบทอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนอย่างที่สุด
“ง่ายมาก... ปล่อยตัวพี่ใหญ่ของฉันทันที” เจิงเสวียหัวพูดเรียบๆ
“นี่แกไม่ได้กำลังทำให้ฉันลำบากใจอยู่เหรอ? เหลยหมิงกำชับเป็นพิเศษแล้วนะว่าห้ามปล่อยคนเด็ดขาด” ซ่งเฉิงฉวนคำรามอย่างทั้งตกใจทั้งโกรธ
“อ้อ... พอดีในมือฉันยังมีรูปบนเตียงของแกกับหลี่เหวินลี่อีกสองใบ...” เจิงเสวียหัวพูดเหมือนไม่ใส่ใจ
“ฉันรู้แล้วว่าต้องทำยังไง!” รองผู้กำกับซ่งพูดเสียงเรียบๆ แล้วก็วางสายโทรศัพท์
ไม่กี่นาทีต่อมา หัวหน้าหน่วยสืบสวนคดีอาญาลู่เย่าหัวก็ได้รับโทรศัพท์จากรองผู้กำกับการอาวุโสซ่งเฉิงฉวน “ปล่อยตัวเจิงอวี๋เฉียงทันที!” ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ประโยคเดียว ทำให้สีหน้าของหัวหน้าหน่วยลู่เปลี่ยนไปทันที เขามองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง แล้วกดเสียงต่ำ “ไม่ได้นะครับท่านรองซ่ง... ทางท่านผู้กำกับ...”
“เจิงเสวียหัวบอกว่าแกรับเงินจากเขาสหนึ่งแสน แกก็ดูเอาเองก็แล้วกัน!” รองผู้กำกับซ่งตัดบทอย่างไม่พอใจ แล้วก็วางสายปิดเครื่องทันที ตอนนี้ความกดดันถูกส่งมาที่ฝั่งหัวหน้าหน่วยลู่แล้ว!
ลู่เย่าหัวยืนนิ่งคิดอยู่หนึ่งนาที สุดท้ายก็ตัดสินใจ... ปล่อยคน! ฟ้าถล่มลงมาก็มีคนตัวสูงกว่าคอยรับ... ยังไงซะเขาก็ทำตามคำสั่งของรองผู้กำกับซ่ง... ไม่มีปัญหา!
...
หนึ่งทุ่ม เจิงอวี๋เฉียงเดินท่าทางนักเลงอย่างอวดเบ่ง ออกมาจากอาคารสถานีตำรวจอำเภอ เดิมทีเขาสามารถเดินออกจากประตูใหญ่ไปขึ้นรถเก๋งที่มารับกลับบ้านได้เลย แต่เมื่อเขาเห็นโหวเสี่ยวซินและพ่อแม่ของเธอที่มารับ ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้นมาทันที โรคมะเร็งแห่งความหยิ่งผยองที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกของเขากำเริบขึ้นมาอีกครั้ง
“เสี่ยวซินซิน... เจอกันอีกแล้วนะ... เป็นไง... คาดไม่ถึงล่ะสิ... เซอร์ไพรส์ไหม?” เจิงอวี๋เฉียงกางแขนเดินเข้าไป สำรวจใบหน้าที่ขาวซีดและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเด็กสาวอย่างไม่เกรงใจ
“แกคิดว่าไอ้แซ่โจวมันเก่งมากนักรึไง? แต่เสียใจด้วยนะ... หน่วยสืบสวนคดีอาญาไม่ได้ขึ้นตรงกับมัน... เห็นไหมล่ะ... ข้าแค่โทรศัพท์สายเดียว พวกมันก็ต้องยอมปล่อยข้าออกมาอย่างว่าง่าย... เพราะฉะนั้นนะ... เสี่ยวซินซิน... แกหนีไม่พ้นหรอก... รอให้ท่านสามคนนี้ไปรักแกดีๆ ก็แล้วกัน... ฮ่าๆๆๆ...” เสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งและเสียดหูดังก้องไปทั่วสนาม
เมื่อมองดูใบหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวนั้น ในใจของโหวเสี่ยวซินก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวังอย่างสุดซึ้ง ทำไมเธอถึงต้องขัดขืนอย่างเอาเป็นเอาตาย... นั่นก็เพราะเธอรู้ดีว่าหากตกไปอยู่ในมือของอันธพาลที่มีรสนิยมวิปริตคนนี้แล้ว... จะต้องพบกับจุดจบที่น่าเวทนาและน่าสะพรึงกลัวเพียงใด! หลิงหลิง... เพื่อนร่วมงานของเธอ... ถูกเจิงอวี๋เฉียงกับลูกน้องรุมโทรมสองวันสองคืน จนช็อกเพราะเสียเลือดมากเกินไป ตอนที่ถูกส่งโรงพยาบาลก็อาการร่อแร่แล้ว แม้สุดท้ายจะรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็ทิ้งบาดแผลทางร่างกายและจิตใจที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ไว้ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถลุกเดินได้ และก็กลัวที่จะออกจากบ้านไปเจอผู้คน
พ่อแม่และแฟนของหลิงหลิงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ แต่หน่วยสืบสวนคดีอาญากลับไม่ยอมรับเรื่องสักที และในบ่ายของวันที่ไปแจ้งความนั่นเอง แฟนของหลิงหลิงก็ถูกอันธพาลกลุ่มหนึ่งตีจนขาหักทั้งสองข้าง แล้วโยนทิ้งไว้กลางถนน ช่างโหดเหี้ยมอำมหิต... ช่างเหิมเกริม... และช่างมืดมนเสียเหลือเกิน เธออยากจะหนีไปจากที่นี่... แต่โชคร้าย... เจิงอวี๋เฉียงหมายหัวเธอไว้นานแล้ว วันนี้หากไม่ใช่เพราะพี่เสี่ยวอี้ปรากฏตัวขึ้นมากะทันหัน เธอคงจะหนีไม่พ้นกรงเล็บปีศาจของเจิงอวี๋เฉียงอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่า... เธอหลบได้ครั้งนี้... แล้วครั้งหน้าล่ะ? ครั้งหน้าจะมีใครมาช่วยเธอได้อีก?
“แกกล้าแตะต้องเธอดูสักตั้งมั้ย?” เสียงที่เต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกราวกับคมมีด... ได้ตัดผ่านเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งและเสียดวหูของเจิงอวี๋เฉียงในทันที