- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในวงราชการ อำนาจเบ็ดเสร็จล้วนอยู่ในมือฉัน
- บทที่ 21: ข้อตกลง
บทที่ 21: ข้อตกลง
บทที่ 21: ข้อตกลง
หลิวจื้อ หัวหน้าหน่วยย่อยที่นั่งจิบชาทำตัวเป็นอากาศธาตอยู่ข้างๆ ก็ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบๆ
ณ สถานการณ์นี้ ในใจของเขาอยากจะชูกำปั้นโห่ร้องออกมาดังๆ
ผู้กองโจว... โคตรเท่! (เสียงสูง)
หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้ในใจของเขายังมีความไม่ยอมรับอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ในตอนนี้ หลิวจื้อนับถือจนแทบจะกราบลงกับพื้น
อย่าเห็นว่าอีกฝ่ายยังหนุ่ม แต่ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ มันช่างเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง กล้าทำกล้ารับผิดชอบ
ยามสนทนาก็ดูสุภาพอ่อนโยน ยามเอาจริงก็แผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างไม่เกรงใจใคร
และที่สำคัญที่สุดคือ... เขาไม่ใช่แค่ขี้โม้ แต่เขาคือของจริง!
ไม่ต้องพูดอะไรมาก... จากนี้ไป ข้าเฒ่าหลิวคนนี้ขอมอบความภักดีและติดตามผู้กองโจวแต่เพียงผู้เดียว
ซุนฉี่ฟาและคนอื่นๆ มองโจวอี้ด้วยสีหน้าราวกับท้องผูกมาสามวัน
แกมันดีเลิศประเสริฐศรี! แกมันแน่! มาพูดว่า ‘พวกเราหน่วยป้องกันและปราบปรามไม่ต้องมีหน้ามีตากันบ้างหรือไง?’ แกตัดคำว่า ‘พวกเราหน่วยป้องกันและปราบปราม’ ออกไปเลยก็ได้นะ ยังไงซะทุกคนก็เข้าใจความหมายของแกอยู่แล้ว
ทว่า สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงก็คือ โจวอี้ยังพูดไม่จบ—
“ภายในสามวัน ผมหวังว่าจะได้เห็นแนวทางการจัดการของทางโรงเรียน”
หยางเหมยได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจขึ้นมาทันที รีบพูดว่า “เดี๋ยวก่อนสิคะผู้กองโจว โรงเรียนเราจะเริ่มปิดเทอมพรุ่งนี้แล้วนะคะ!”
โจวอี้ตอบกลับอย่างไม่มีช่องให้ต่อรอง “นั่นมันเรื่องของพวกคุณ”
ซุนฉี่ฟาอดทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เขาลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง แล้วพูดว่า “เสี่ยวโจว ฉันขอเตือนเธอสักหน่อยนะ การเป็นคนหนุ่มที่ห้าวหาญเกินไปมันไม่ใช่เรื่องดี!”
โจวอี้หัวเราะอย่างเย็นชา แต่กลับไม่แม้แต่จะชายตามองท่านผู้อำนวยการซุน เขาหันหลังแล้วเดินออกจากห้องประชุมไปทันที
หนุ่มเหรอ? อายุของข้าสองชาติรวมกัน ยังแก่พอจะเป็นพ่อแกได้สบายๆ เลยว่ะ ส่วนเรื่องห้าวหาญน่ะ... จริง ข้าล่ะชอบนัก... การที่ได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดทางศีลธรรม แล้วชี้นิ้วสั่งสอนพวกเดนสังคมอย่างพวกแกน่ะ ทำไม? ไม่พอใจก็มากัดข้าสิ! ถ้าจัดการพวกแกให้ตายไม่ได้ ถือว่าข้าแพ้!
หลังจากโจวอี้จากไป หัวหน้าฝ่ายปกครองหลี่ซิ่วกุ้ยก็ทุบโต๊ะดังปัง แล้วสบถออกมาอย่างเดือดดาล “ก็แค่หัวหน้าหน่วยป้องกันและปราบปรามไม่ใช่เรอะ! จะหยิ่งผยองอะไรนักหนา? ดูท่าทางกร่างๆ ของมันสิ ห๊ะ? ไม่เห็นหัวพวกเราเลยสักนิด!”
หยางเหมยพูดขึ้นมาเรียบๆ “เขาเพิ่งจับเซี่ยจ้าวหลงไปเมื่อคืนก่อนนะคะ!”
เกาหย่งเซิ่งแค่นเสียงเย็นชา “ต่อให้ไม่ไว้หน้าพวกเรา แล้วหน้าของท่านปลัดเถา ท่านผอ.จู เขาก็ไม่ให้ด้วยเหรอ?”
หยางเหมยยังคงพูดเรียบๆ ประโยคเดิม “เขาเพิ่งจับเซี่ยจ้าวหลงไปเมื่อคืนก่อนนะคะ!”
ซุนฉี่ฟาโมโหจนหัวเราะออกมา พยักหน้าแล้วพูดว่า “ได้! ไม่ใช่ว่าให้เวลาเราสามวันเหรอ? ข้าล่ะอยากจะเห็นนักว่าถึงตอนนั้น ไอ้โจวอี้นั่นมันจะทำยังไงได้?”
หยางเหมยก็ยังคงพูดประโยคเดิมอย่างเรียบเฉย “เขาเพิ่งจับเซี่ยจ้าวหลงไปเมื่อคืนก่อนนะคะ!”
ทุกคน: “...”
หน้าประตูโรงเรียนมัธยมอันดับสอง
กังจื่อพาเหล่าน้องๆสองสามคน ยืนคาบบุหรี่พ่นควันโขมงไปพลาง จ้องมองนักเรียนที่เดินออกมาจากประตูโรงเรียนไปพลาง
เขามองดูนาฬิกา ตอนนี้ก็สิบสองนาฬิกาสี่สิบนาทีแล้ว ตามหลักแล้วเวลานี้เสิ่นม่อก็น่าจะออกมาได้แล้ว เพราะเป็นการสอบปลายภาควันสุดท้าย ตอนเช้าสอบฟิสิกส์กับเคมีเสร็จ ตอนบ่ายก็หยุดแล้ว และเสิ่นม่อก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่กลับบ้าน
“พี่กังๆ คนออกมาแล้ว” อันธพาลตาไวคนหนึ่งชี้ไปยังร่างผอมบางในฝูงชนแล้วเตือน
“ไป” กังจื่ออัดบุหรี่เข้าไปสองสามเฮือก แล้วโยนก้นบุหรี่ทิ้ง เดินอาดๆ เข้าไปหาเสิ่นม่อ
นักเรียนที่ออกมาจากโรงเรียนพอเห็นอันธพาลกลุ่มนี้ ก็เหมือนเห็นตัวเชื้อโรค พากันหลีกหนีไปไกล
กังจื่อเอามือล้วงกระเป๋า เชิดหน้า เดินหนึ่งก้าวโยกสามที เขาชอบความรู้สึกที่ถูกผู้คนหวาดกลัวแบบนี้มาก เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งและเจ๋ง เหมือนกับเจ้าพ่อในหนัง
เมื่อวานพวกเขาเพิ่งจะถ่ายรูปโป๊ของเสิ่นม่อไป แต่คุณหนูเถา ลูกสาวของท่านรองปลัด ไม่พอใจกับรูปที่ไม่ชัดเหล่านั้น ดังนั้น ภารกิจของพวกมันในวันนี้ก็คือทำตามคำสั่งของคุณหนูเถา พาตัวเสิ่นม่อไปยังรังของพวกมัน ตั้งกล้อง แล้วจัดฉากแสดงสดของจริง
“พี่กัง เหมือนจะมีอะไรไม่ถูกไม่ควรนะ!” เป็นเจ้าอันธพาลตาไวคนเดิมอีกแล้วที่สังเกตเห็นความผิดปกติ เขารู้สึกได้ว่ารอบๆ ตัวพวกเขามีเงาสีน้ำเงินปรากฏขึ้นมาทีละคน
และเมื่อเสิ่นม่อที่อยู่ในฝูงชนชี้มาทางพวกเขาจากไกลๆ ความรู้สึกถึงอันตรายครั้งใหญ่ก็เข้าครอบงำหัวใจของพวกเขาทันที
“วิ่ง!” กังจื่อออกคำสั่ง อันธพาลสองสามคนรีบแตกฮือทันที
แต่ก็สายเกินไปแล้ว หัวหน้าหน่วยย่อยหลิวจื้อนำกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบเจ็ดแปดนายเข้าล้อมจากทุกทิศทาง ในเวลาไม่กี่นาทีก็จัดการจับอันธพาลกลุ่มนี้กดลงกับพื้น แล้วใส่กุญแจมือโดยตรง คุมตัวขึ้นรถตำรวจไป
เสิ่นม่อมองดูภาพนี้ ดวงตาของเธอเปล่งประกายอย่างน่าประหลาด ต่อหน้าอำนาจของรัฐที่แข็งแกร่ง ภายใต้การลงทัณฑ์ของกำปั้นแห่งความยุติธรรม อันธพาลที่วันๆ เอาแต่กร่างอวดเบ่งพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหนูหรือแมลงสาบ
ถ้าหาก... ฉันสามารถควบคุมพลังแบบนี้ได้บ้าง...
“ขึ้นรถก่อนเถอะ ร คุณครูกัวของเธอออกมาก่อน แล้วเราค่อยกลับไปกินข้าวที่บ้านด้วยกัน” โจวอี้ลูบหัวเล็กๆ ที่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ของเด็กสาวเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เสิ่นม่อขึ้นรถไปกับโจวอี้อย่างว่าง่าย นั่งอยู่ที่เบาะหลัง เธอลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าพูดขึ้นว่า “พี่โจวอี้... ในอนาคตหนูจะต้องตอบแทนบุญคุณของพี่ให้ได้ค่ะ”
โจวอี้หันกลับมา มองเสิ่นม่อด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน จะมาพูดเรื่องตอบแทนบุญคุณอะไรกัน ในอนาคตเธอไม่ไปก่อเรื่องแล้วลากฉันเข้าไปพัวพันด้วยก็บุญแล้ว
“เสิ่นม่อ เรามาทำข้อตกลงกันหน่อยดีไหม” โจวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น
“ค่ะๆ พี่โจวอี้ว่ามาเลยค่ะ” เสิ่นม่อพยักหน้าโดยไม่ต้องคิด
“ผมเคยสัญญาแล้วว่าจะปกป้องคุณ ไม่ให้คุณต้องถูกทำร้ายอีก แต่... เสิ่นม่อ คุณก็ต้องสัญญากับผมเหมือนกันว่าจะไม่หลงผิด และที่สำคัญคือต้องไม่เดินบนเส้นทางของอาชญากรรม คุณ... ทำได้ไหม?”
โจวอี้จ้องมองเสิ่นม่อเขม็ง แล้วถามเสียงหนัก แม้เขาจะรู้สึกว่าตัวเองได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของอีกฝ่ายไปแล้ว แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับราชินีมาเฟียที่ในชาติที่แล้วสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินและปั่นหัวคนนับไม่ถ้วนไว้ในกำมือได้ เขาก็ยังคงรู้สึกกังวลและเกรงกลัวโดยสัญชาตญาณ
“ทำได้ค่ะ!” เสิ่นม่อยังคงพยักหน้าอย่างแรง พี่โจวอี้ว่ายังไง เธอก็จะทำอย่างนั้น ถึงจะผิด... คนที่ผิดก็ไม่ใช่พี่โจวอี้ แต่เป็นโลกใบนี้ต่างหาก
เมื่อเห็นความไว้วางใจอย่างหมดหัวใจในแววตาของเด็กสาว ในใจของโจวอี้ก็พลันอ่อนยวบลง เขายื่นมือไปลูบผมของเธออีกครั้ง
ทางฝั่งโรงเรียน รองผู้อำนวยการหยางเหมยเพิ่งจะกลับมาถึงห้องทำงานของตัวเอง ก็เห็นเฉาเหวินซิง รองบรรณาธิการบริหารของหนังสือพิมพ์อันผิงเดลี่ นั่งจิบชาอยู่บนโซฟาอย่างสบายอารมณ์
“แหม ไม่เกรงใจกันเลยนะ รู้ไหมว่าชาเนี่ยโลละเท่าไหร่? ปกติฉันยังไม่กล้าชงดื่มเลยนะ” หยางเหมยแกล้งค้อนใส่เพื่อนเก่า แล้วเดินไปรินให้ตัวเองหนึ่งแก้ว
“ไม่ต้องห่วงน่า ชาหลงจิ่งก่อนเทศกาลเช็งเม้งนี่ไม่ได้ดื่มฟรีๆ หรอก เดี๋ยวผมจะให้จางซิงเอาแผ่นซีดีมาส่งให้ คุณจะเอาไปทำอะไรก็แล้วแต่เลย ผมรับประกันว่าจะไม่เก็บสำรองไว้” เฉาเหวินซิงพูดพลางยิ้ม
แผ่นซีดีที่เขาพูดถึง คือภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่นักข่าวช่างภาพสองคนของเขาถ่ายไว้ด้วยสัญชาตญาณทางอาชีพจากสองมุม ทั้งจากบนตึกและด้านล่าง ตลอดช่วงเวลาที่โจวอี้ช่วยเหลือนักเรียนหญิงมัธยมปลาย จากมุมมองของทางโรงเรียน พวกเขาย่อมไม่ต้องการให้เหตุการณ์ครั้งนี้แพร่กระจายออกไป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลภาพและเสียงชุดปฐมภูมินี้หลุดรอดออกไป
“ไม่... คุณต้องเก็บสำรองไว้... แล้วก็... ทำให้ไฟล์สำรองนั่น... ‘บังเอิญ’ หลุดออกไป” หยางเหมยจ้องมองเฉาเหวินซิง แล้วพูดอย่างเด็ดขาด