เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43: แก๊งค์ผ้าคลุม! คนแคระทมิฬข่มขู่ท่านอาจารย์อันเลื่องลือ

บทที่ 43: แก๊งค์ผ้าคลุม! คนแคระทมิฬข่มขู่ท่านอาจารย์อันเลื่องลือ

บทที่ 43: แก๊งค์ผ้าคลุม! คนแคระทมิฬข่มขู่ท่านอาจารย์อันเลื่องลือ


บทที่ 43: แก๊งค์ผ้าคลุม! คนแคระทมิฬข่มขู่ท่านอาจารย์อันเลื่องลือ

คนแคระทมิฬมองไปที่ “เลขางี่เง่า” ที่กำลังกำคอของมันอยู่ มันไม่รู้เลยว่าทำไมมนุษย์ที่อ่อนแอขนาดนี้จึงมีพลังมหาศาล อย่างไรก็ตามพลังการต่อสู้ของคนแคระทมิฬอ่อนแอที่สุดยิ่งกว่าอิมป์อยู่แล้ว ความเชี่ยวชาญของพวกมันมีเพียงแค่เรื่องงานฝีมือและเทคนิคเล็กน้อยเท่านั้น นอกเหนือจากคนแคระที่มีความสามารถแล้ว พวกมันก็เป็นเพียงข้ารับใช้ที่มีประดับไว้เฉยๆ

ด้วยความแข็งแกร่งที่แท้จริงในปัจจุบันของเฉินรุย เขาสามารถทำลายคอของคนแคระทมิฬได้ทันที ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้ทำอย่างนั้น เขาเลือกที่จะโยนคนแคระออกไปไกลๆแทน

คนแคระทมิฬตกลงมากับพื้นและร้องอักออกมาดังมาก เขามองมาที่มนุษย์ที่ตนเคยเยาะเย้ยอย่างหวาดกลัว

“คิดจะเล่นกลอุบายต่อหน้าข้าเหรอ? ไม่รู้หรือว่าข้าเป็นลูกศิษย์ของใคร?” เพื่อปกปิดการมีอยู่ของระบบสุดยอดนั้น เฉินรุยก็ใช้สหายของเขาอย่างอัลดาซเป็นแพะรับบาป อย่างน้อยมันก็ช่วยเสริมสร้างพลังอำนาจให้กับอัลดาซขึ้นไปอีก

จากนั้นคนแคระทมิฬก็เริ่มตระหนักได้ เขาถูกครอบงำด้วยความโลภ จนดันไปใช้แป้งกับศิษย์ของปรมาจารย์ยาพิษ! นอกจากนี้ปรมาจารย์ผู้นี้ยังสามารถใช้พิษที่ทำด้วยแก๊สบางอย่างให้มังกรตายได้เลยด้วยซ้ำ!

“ไหนดูสิว่าข้าจะทำยังไงกับเจ้าดี? ข้าควรเอายาพิษในกองขี้เถ้าหรือบ่อน้ำให้เจ้าดีนะ?”

คนแคระทมิฬจู่ๆก็เริ่มนึกถึงข่าวลือที่ศิษย์ของปรมาจารยอย่างไอ้หมอนี้ได้ทำมารตนหนึ่งร้อยไห้ทั้งวันทั้งคืน จากนั้นมันก็เริ่มหนาวไปทั่วร่างกายยันกระดูกและเริ่มสั่นกลัว

สิ่งที่ทำให้เฉินรุยประหลาดใจก็คือ คนแคระทมิฬมักจะรู้จักกันดีว่าเป็นพวกขี้ขลาด แต่คนแคระคนนี้กลับ“เจ้า…อย่าทำมากกว่านี้นะ! ข้าน่ะเป็นสมาชิกแก๊งค์ผ้าคลุม ถ้าเจ้ากล้าวางยาข้า หัวหน้าเราจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”

แก๊งค์ผ้าคลุม? มีแก๊งค์ในเมืองพระจันทร์ดับด้วยเหรอ? ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงใส่ผ้าคลุมเล็กๆและทำตัวลึกลับ

เฉินรุยพึมพำกับตัวเองซักพักแล้วถามไปว่า“งั้นใครคือผู้นำของเจ้า?”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ คนแคระทมิฬก็ได้ตอบกลับไปอย่างมั่นใจว่า“หัวหน้าของข้าเป็นคนที่เข้มแข็งมาก ด้วยมือเพียงข้างเดียวของเขา เขาก็สามารถทลายหัวหน้ากลุ่มนักเลงในเมืองพระจันทร์ดับได้ เดงคิ! เมื่อวานนี้ เดงคิยังได้รับบาดเจ็บจากค้อนของท่านผู้นำของข้า”

เดงคิ? ค้อน? เฉินรุยเริ่มคิดว่าเรื่องมันค่อนข้างคุ้นๆดี คนแคระทมิฬใช้ประโยชน์จากความสามารถของผู้นำคนนี้และพูดอย่างภูมิใจไปอีกว่า "หัวหน้าแก๊งค์เสื้อคลุมของเราคือเอกิล!"

เมื่อได้ยินชื่อนั้น เฉินรุยก็ได้แข็งค้างเป็นหินทันที

เฉินรุยจำได้ว่าตอนที่เขาวิวัฒนาการได้ครั้งแรก เขาก็ได้ไปช่วยพ่อลูกคู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาก

คิดยังไงถึงใช้ประโยชน์จากเรื่องของเขากันนะ? สิ่งนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด!

เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งนี้แล้ว การที่เขาใช้ประโยชน์จากชื่อของอัลดาซดูจะไม่สลักสำคัญเลย

คนแคระทมิซที่เห็นใบหน้าตกใจของเฉินรุยก็คิดว่ามนุษย์ผู้นี้กำลังกลัวอยู่ จากนั้นเขาก็ได้บอกข้อมูลที่น่าสนใจอื่นๆมาอีก “ข้าจะบอกอะไรให้เจ้าฟังอีกนะ ข้าคือกาก้าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับภรรยาของผู้นำ และซาซ่าก็เป็นภรรยาที่รักของผู้นำด้วย!”

เฉินรุยตกใจมากราวกับว่าเขาถูกฟ้าผ่า ซาซ่าผู้แสนสวยได้โผล่ขึ้นมาในหัวของเขา และเขาก็เริ่มสั่นกลัว รูปร่างลักษณะแบบนั้น…มาโผล่ในหัวของข้าทำไมเล่าโว้ย!

เขาต้องยอมรับเลยว่าตั้งแต่เขามาที่อาณาจักรมาร เขามีความปรารถนาเรื่องสาวงามเหมือนคนทั่วไป: เจ้าหญิงภูเขาน้ำแข็งและเคียผู้เป็นไซเรน ต่างก็เป็นตัวตนที่แสนอันตราย อาเธน่าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

ส่วนซาซ่า ผู้หญิงคนนั้นคงเป็นคนที่สวยที่สุดในหมู่คนแคระแล้ว หรือบางทีเดงคิอาจจะชอบก็ได้ แต่เฉินรุยไม่ชอบโว้ยย!

ไม่ว่าจะในอดีต! ไม่ว่าจะตอนนี้! อนาคตก็ด้วย!

อย่างไรก็ตามหญิงสาวแคระคนนี้บอกว่าตัวนางเป็นภรรยาของเขางั้นเหรอ? ให้เขาแช่งว่า "ไปตายซะเถอะที่รัก ไปลงนรกซะเถอะทีรัก" เลยไหมเห้ย!

เขาเองก็เคเยห็นการชื้อการขายมากมาย แต่ไม่เคยเห็นใครยัดเยียดให้ตัวเองเป็นภรรยาของคนอื่นเลยนะ! ชื่อเสียงระดับตำนานของเขากำลังแตกสลายไปโดยไม่รู้ตัว!

คนแคระทมิฬต้องการที่จะข่มขู่ต่อ จากนั้นเขาก็เห็นเลขามนุษย์รีบจับมือของเขาอย่างรวดเร็ว “พาข้าไปที่แก๊งค์เสื้อคลุมเดี๋ยวนี้!”

กาก้าจ้องมองไปที่กระเป๋าที่อยู่บนพื้น จากนั้นเขาก็เห็นมนุษย์ขมวดคิ้วและโบกมือ ทันใดนั้นกระเป๋าก็ได้หายไป ไม่ว่ากาก้าจะดูยังไงก็ไม่มีทางเลยที่เฉินรุยจะมีช่องเก็บของมิติอยู่ หรือมันจะเป็นเวทมนตร์มิติระดับตำนานกัน? ไม่ใช่ว่ามีข่าวลือว่ามนุษย์ผู้นี้ไร้พลังงั้นรึ? หรือว่าเขามีความสามารถจริงๆกัน!

"เร็วกว่านี้!" เฉินรุยชักจะหมดความอดทน หากเรื่องนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข เขาคงจะได้บาดแผลทางจิตใจจากผู้หญิงคนนั้นแน่!

ด้วยความกลัวพลังลึกลับของเฉินรุย กาก้าจึงไม่กล้าพูดอะไรมาก เขาพาเฉินรุยเดินตรงไปยังตรอกด้านหน้า

เฉินรุยโมโหและใช้ออร่า 500 แต้มในการเปิดใช้งานการคลังเก็บของทันที เพียงแค่คิด วัสดุเวทมนตร์ทั้งหมดก็ได้ถูกเก็บไปอย่างง่ายดาย ถ้าเขาจะไม่ไปตรงไปก่อปัญหาแก๊งค์เสื้อคลุม เขาคงไม่คิดจะลองระบบที่เก็บของเลยสักนิด

กาก้าพาเดินเป็นเวลานานแล้ว จากนั้นพวกเขาก็มาอยู่ในลานเล็กๆ แถวๆนี้ก็มีคนที่สวมเสื้อคลุมคล้ายๆกันหลายคน จากรูปร่างและการเคลื่อนไหว ดูยังไงพวกนี้ก็เป็นอิมป์หรือไม่ก็คนแคระ

ชายเสื้อคลุมตัวสั้นได้หัวเราะออกมาสนั่น “กาก้า เจ้านำอะไรกลับมางั้นรึ? ม....มนุษย์?”

กาก้าส่ายหัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับจ้องมองมา มารที่สวมเสื้อคลุมหลายตนก็จำได้ว่านี่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียวในเมืองพระจันทร์ดับและยังเป็นเลขาคนใหม่ด้วย พอคิดเรื่องที่มนุษย์ผู้นี้มียาพิษในตัว เหล่าผู้สวมเสื้อคลุมต่างก็หวาดกลัวในทันใด แต่ยังก่อน สิ่งที่พวกมันต่างสงสัยคือมนุษย์ผู้นี้มาทำอะไรที่พื้นที่ของแก๊งค์เสื้อคลุม หรือว่าอยากเข้าร่วมแก๊งค์งั้นเหรอ?

จากนั้นทั้งสองก็ได้เดินเข้าไปยังบ้านหลังหนึ่ง ด้านหน้าของเฉินรุยมีเก้าอี้ที่ถูกจับจองโดยคนแคระคนหนึ่ง ดิดิผู้เคลมว่าตนเองเป็น "พ่อตาของเขา" ข้างๆดิดิมีซาซ่าผู้มีเสน่ห์ดึงดูดเหล่าคนแคระ

กาก้ากระซิบอะไรบางอย่างข้างๆใบหูของดิดิ ซึ่งคนแคระเฒ่าก็ได้ตื่นตกใจและยืนขึ้นทันที

คนแคระเฒ่าขมวดคิ้วและมองมาที่เฉินรุย เขารู้ว่าอัลดาซและเจ้าหญิงต่างเป็นผู้สนับสนุนมนุษย์คนนี้ ดังนั้นเขาไม่สามารถที่จะหาเรื่องมนุษย์คนนี้ได้ลย ดังนั้นเขาจึงกล่าวไปว่า "ท่านเลขา กาก้าเพียงสิ้นคิดไปนิดหน่อย ข้าผู้อยู่ในแก๊งค์เสื้อคลุมใคร่ครวญขอให้ท่านโปรดจงอภัย ได้โปรดอย่าถือสาเลย อย่างน้อยก็เห็นแก่หัวหน้าของพวกเราที่...."

ช่างหัวหัวหน้าแกสิโว้ย! เฉินรุยไม่อยากยุ่งด้วยแล้ว เขาจึงขัดจังหวะและพูดไปว่า "งั้นเอางี้เป็นไง เจ้าให้คนพวกนี้ออกไปและข้าจะพูดเรื่องสำคัญกับเจ้าเพียงลำพัง

คนแคระเฒ่าขมวดคิ้ว เขาจ้องมองไปที่ลูกสาวของเขาและกล่าวไปว่า "ทุกอย่างเป็นเพียงอุบัติเหตุครับท่าน แต่ยังไงก็เถอะ นางผู้นี้เป็นบุตรสาวของข้า ซาซ่า และยังเป็นภรรยาของท่านผู้นำด้วย ดังนั้นควรเป็นนางมากกว่าที่จะเป็นผู้รับฟัง..."

พอได้ยินแบบนั้น เฉินรุยก็ยิ่งโกรธขึ้นไปอีก อยากจะตะบั้นหน้าใส่ไอ้คนที่อ้างตัวว่าเป็นพ่อตาของเขาซะเหลือเกิน เขากัดฟันและก็พูดไปว่า "เลิกไร้สาระได้แล้ว! ความอดทนของข้ามีจำกัด!"

คนแคระชราอดคิดถึงข่าวลือเรื่องพิษของมนุษย์ผู้นี้ไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงได้แต่สั่นเทาด้วยความกลัว เขาส่งสัญญาณให้กับซาซ่าและกาก้าผ่านสายตา จากนั้นทั้งสอบก็รีบออกไปในทันที

“ท่านเฉินรุย” จู่ๆการแสดงออกของคนแคระผู้นี้ก็ได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ “ข้าขอทราบได้ไหมว่าท่านต้องการให้เราทำอะไร? แก๊งค์เสื้อคลุมของเราเพิ่งจะก่อตั้งไม่นานมานี้ ผู้นำของเราเองก็มักจะไม่อยู่…”

“ยังจะพูดถึงเรื่องนั้นอีกเหรอ?” เฉินรุยชี้ไปที่คนแคระเฒ่าด้วยความเกรี้ยวกราด ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง แต่เขาก็พูดอะไรออกมาไม่ได้เลย จากนั้นเขาก็ได้กัดฟันและพูดออกไปว่า “เจ้าได้ทำให้เอกิลเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งหมดเลยรู้ไหม!”

คนแคระเฒ่าที่กำลังโค้งคำนับอยู่ก็ได้เงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ “ดูเหมือนว่าท่านจะรู้จักกับหัวห…นายท่านของข้า”

“ชีวิตของนายท่านของเจ้าก็เหมือนของข้า ความสัมพันธ์ของเราไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะสามารถจินตนาการได้หรอก!” นั่นเป็นความจริงอย่างแน่นอน เพราะตัวตนทั้งสองคนเป็นคนเดียวกันไงเล่า

คนแคระเฒ่าดูสงสัยมาก ความแข็งแกร่งของปรมาจารย์เอกิลนั้นทรงพลังมากจนเขาสามารถเอาชนะเดงคิได้อย่างง่ายดาย อย่างน้อยเขาก็คงเป็นมารระดับกลาง ทำไมเขาถึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมนุษย์ที่ไม่มีอำนาจผู้นี้กันนะ?

เฉินรุยสังเกตเห็นความสงสัยของดิดิและเขาก็ได้พูดอย่างเย็นชาไปว่า“คืนนั้น หลังจากเอกิลช่วยเจ้า เขาก็ได้ให้เหรียญคริสตัลม่วงไป หลังจากนั้น เจ้าก็ยืนยันที่จะเป็นข้ารับใช้ของเขาและเขาก็ได้ให้เจ้าอีก 2 เหรียญ ข้าพูดถูกใช่ไหม?”

เหตุการณ์นั้นเป็นที่รู้กันโดยพ่อของคนแคระ ลูกสาวคนแคระและก็เอกิล ดังนั้นคนแคระเฒ่าจึงไม่สงสัยอีกแล้ว เขาจึงพูดอย่างรวดเร็วไปว่า “ท่านเฉินรุย ดิดิผู้นี้ช่างหยาบคายยิ่งนัก ท่านช่วยบอกได้ไหมว่านายท่านของข้าอยู่ที่ใด?”

“เขากำลังฝึกฝนเพื่อพลังที่แข็งแกร่งกว่าอยู่” เฉินรุยไม่คิดที่จะพูดคุยดีๆกับคนแคระเฒ่าหรอกนะ “เจ้าเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าเจ้าไม่ใช่ข้ารับใช้ที่เขายอมรับ! อันที่จริง เหรียญคริสตัลสีม่วง 3 เหรียญที่เขาให้เจ้าในวันนั้นก็มีจุดประสงค์เพื่อทดสอบเจ้า ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าจะให้ลูกสาวของเจ้าแกล้งทำเป็นภรรยาของเขาและสร้างแก๊งค์เสื้อคลุมขึ้นมาเพื่อปล้นและโกงคนอื่น! หากเขารู้เรื่องนี้ เขาจะฆ่าเจ้าแน่นอน!”

“งั้นนายท่านคงจะทดสอบข้าอยู่สินะ!” เหงื่อคนแคระเฒ่าไหลไปทั่วร่าง ตอนแรกเขาแอบดีใจมากที่ได้รับเหรียญคริสตัลสีม่วง 3 เหรียญ “ท่านเฉินรุย โปรดบอกนายท่านเอกิลทีว่าดิดิมีชีวิตได้ก็เพราะบททดสอบของนายท่าน ดิดิเองก็ช่วยนายท่านสร้างแก๊งค์เสื้อคลุมขึ้นมาแล้ว แม้ว่ามันจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่มันก็จะแข็งแกร่งขึ้นไปอีก!”

ในขณะที่พูดอย่างนั้น คนแคระเฒ่าก็ได้หยิบเหรียญคริสตัลสีม่วงหนึ่งกำมือแล้วยื่นมือทั้งสองไปที่เฉินรุย “ข้าได้รับเหรียญคริสตัลสีม่วง 3 เหรียญที่อาจารย์มอบให้ข้ามาในวันแรก โปรดมอบสิ่งเหล่านี้แก่นายท่านด้วย เพื่อเป็นการเอ่ยถือความในใจอันลึกซึ้งของตัวข้า”

คนแคระเฒ่าไม่เพียงแต่จะสร้างแก๊งค์เพื่อปล้นขโมย ยังจะภูมิใจกับเรื่องแบบนี้อีก เขาเชื่อว่าเขากำลังสร้างอาชีพให้กับนายท่านของเขา

เฉินรุยรู้ว่าอาณาจักรมารมีกฎของตนเอง ดังนั้นเขาจึงพูดไม่ออกมากนัก อย่างไรก็ตาม เขาประหลาดใจกับวิธีการของคนแคระเฒ่า ด้วยความพยายามเพียงไม่กี่วัน เหรียญคริสตัลสีม่วง 3 เหรีญแรกเริ่มกลายเป็นมากกว่า 10 เหรียญงั้นเหรอ? โดยอาศัยเพียงคนสวมผ้าคลุมเล็กพวกเนี่ยอะนะ?

หลังจากที่ทำความเข้าใจสักพัก เฉินรุยก็ตระหนักได้ว่า 90% ของเงินนี้ได้มาจากคนแคระเฒ่า คนแคระเฒ่ามีความคิดที่เฉียบแหลม เขารู้จักร้านค้าและแผงลอยในเมืองพระจันทร์ดับเหมือนหลังมือของเขา ตัวอย่างเช่น หนังสัตว์ที่อยู่ทางเหนือของเมืองนั้นถูกที่สุด ขายในราคาคริสตัลขาว 10 เหรียญ หากใครขายมันทางตอนใต้ของเมือง ใครๆก็สามารถขายเป็นเหรียญคริสตัลสีขาวอย่างน้อยได้ถึง 13 เหรียญ คนแคระเฒ่าพึ่งพาการซื้อและขายนี้ในเรื่องความแตกต่างของราคา ในอดีต เขาทำธุรกิจเล็กๆอย่างขายอาหาร แต่ชีวิตของเขาก็ยุ่งยากมากเพราะการรังแกของเดงคิ

หลังจากที่เฉินรุยสั่งสอนเดงคิในคืนวันนั้น คนแคระเฒ่าก็ได้พบกับน้องชายของเดงคิ ก็อบ เมื่อเขาได้นึกถึงบุคคลที่แข็งแก่งมากในคืนนั้น ตัวก็อบเองก็รู้สึกหวาดกลัวมาก ความกล้าหาญของคนแคระเฒ่าจู่ๆก็ได้แพร่กระจายในทันที เขาเริ่มใช้เหรียญคริสตัลสีม่วง 3 เหรียญเป็นทุนในการขยายธุรกิจของเขาในการซื้อและขายของต่อ นอกจากนี้ เขายังใช้ชื่อเสียงของเอกิลเอาชนะเดงคิ เพื่อรับสมัครกลุ่มคนเข้ามาและสร้างแก๊งค์เสื้อคลุม บางครั้ง เขาก็ต้องใช้ประโยชน์จากความสามารถของเอกิล เพื่อทำให้คนอื่นเข้ามาตีสนิทและบังคับให้พวกเขาชื้อ รวมถึงขายของให้ และมันก็ไม่ถูกเปิดเผยจนกระทั่งวันนี้

เฉินรุยตะลึงมาก เขาในตอนนี้กำลังคิดถึงเรื่องอะไรบางอย่างอยู่ คนแคระเฒ่าสามารถมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ เพื่อสร้างความแตกต่างและจัดตั้งองค์กรในช่วงเวลาสั้นๆได้ ความสามารถของเขานั้นยอดเยี่ยมจริงๆ แม้ว่าแก๊งค์เสื้อคลุมจะเป็นเหมือนตัวตลก แต่ตอนนี้มันเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องหาเงินและวัสดุเพื่อออร่า หากเขาสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้ คนแคระเฒ่าหัวนักธุรกิจก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ช่วยได้

“เจ้าเก็บเงินนี้และมอบให้เอกิลด้วยตัวเองเถอะ!” เฉินรุยคิดในใจอย่างรวดเร็วและตัดสินใจได้ในทันที

คนแคระเฒ่าตอนแรกส่งเงินให้มนุษย์ เพราะคิดที่จะติดสินบน เขาคิดว่าเมื่อเหรียญคริสตัลสีม่วงอยู่ในมือของท่านเอกิล มันคงจะเหลือเพียงแค่ครึ่งเดียว อย่างไรก็ตาม เขาไม่คิดเลยว่าเขาจะถูกปฏิเสธ เขามีความมั่นใจมากว่าความสัมพันธ์ระหว่างนายท่านเอกิลและเลขามนุษย์ผู้นี้จะต้องไม่ธรรมดาเลย ดังนั้น เขาจึงเริ่มเคารพมนุษย์ผู้นี้มากขึ้นและเขาก็ได้ถามไปว่า “ท่านเฉินรุย แล้วข้าจะรู้ได้ยังไงว่านายท่านจะว่างตอนไหน? แถมเดงคิเองก็มาที่นี่เมื่อวานนี้ เพื่อที่จะมาเอาค้อนที่เขาลืมไว้และก็ยังร้องขอจะพบนายท่านให้ได้”

"อะไรนะ? เขายังต้องการแก้แค้นใช่ไหม?” เฉินรุยไม่สนหรอกที่จะมาเสียเวลากับคนอย่างเดงคิน่ะ

x

จบบทที่ บทที่ 43: แก๊งค์ผ้าคลุม! คนแคระทมิฬข่มขู่ท่านอาจารย์อันเลื่องลือ

คัดลอกลิงก์แล้ว