- หน้าแรก
- นักเพาะพันธ์อสูรขั้นเทพ
- บทที่ 5: การทดสอบของสถาบันผู้ใช้อสูรมาถึงแล้ว
บทที่ 5: การทดสอบของสถาบันผู้ใช้อสูรมาถึงแล้ว
บทที่ 5: การทดสอบของสถาบันผู้ใช้อสูรมาถึงแล้ว
บทที่ 5: การทดสอบของสถาบันผู้ใช้อสูรมาถึงแล้ว
ในฐานะสวนอสูรที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเป่ยซิน ที่นี่จึงมีสัตว์อสูรสายพืชอยู่มากมาย หลังจากที่ไม่ประสบความสำเร็จกับปุยฝ้ายและโดราส อันหยางก็เริ่มแนะนำสัตว์อสูรอีกชนิดหนึ่งให้เสิ่นเสี่ยวหลิง
"แล้วเจ้าหน่ออ่อนน้อยตัวนี้เป็นไงครับ ตอนนี้สามารถวิวัฒนาการได้ถึงร่างที่สอง ซึ่งเทียบเท่ากับนกอัลบาทรอสสายการบิน ถือเป็นหนึ่งในสัตว์อสูรสายพืชไม่กี่ตัวที่มีความสามารถในการต่อสู้"
"หน่ออ่อนน้อย เลเวล 3, นิสัยร่าเริง, ระดับสายพันธุ์สามัญขั้นกลาง" ศักยภาพของหน่ออ่อนน้อยตัวนี้อยู่ในระดับเดียวกับเจ้าปุยฝ้ายตัวเมื่อครู่นี้
เสิ่นเสี่ยวหลิงอุ้มเจ้าหน่ออ่อนน้อยที่มีหน่อพืชไม่ทราบชนิดงอกอยู่บนหัวขึ้นมา สัตว์อสูรตัวนี้ไม่ใช่ประเภทเดียวกับฟุชิกิดาเนะของนินเทนโด แต่มันดูเล็กและน่ารักกว่า เมื่อถูกอุ้มขึ้นมา เจ้าหน่ออ่อนน้อยก็ไม่กลัวคนแปลกหน้า แถมยังเอาใบหน้าเล็กๆ ขาวนวลของมันไปซบที่ตัวของเสิ่นเสี่ยวหลิงอีกด้วย
"โอ๊ยยย ใจสาวน้อยของฉันละลายไปหมดแล้ว! ฉันเคยเห็นหน่ออ่อนน้อยมาก็หลายตัว แต่ไม่มีตัวไหนน่ารักและถูกชะตากับฉันเท่าตัวนี้เลย ตัวนี้ราคาเท่าไหร่"
อันหยางจำราคาสัตว์อสูรสายพืชได้ทั้งหมด "สามหมื่นครับ นอกจากนี้ ผมยังแถมอาหารสัตว์อสูรให้ด้วย ถ้ากินหมดแล้วก็กลับมาซื้อที่นี่ได้" ราคาของสัตว์อสูรและสัตว์เลี้ยงนั้นแตกต่างกันไป สามหมื่นสำหรับคนอย่างอันหยางและหลีซวนที่ยังต้องพึ่งพากองทุนช่วยเหลือสังคมถือว่าเยอะมาก แต่สำหรับเสิ่นเสี่ยวหลิงแล้วมันก็แค่เรื่องเล็กน้อย
เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง รูดบัตรจ่ายเงินทันที อันหยางแพ็คอาหารที่แถมให้เรียบร้อย แต่เสิ่นเสี่ยวหลิงไม่ได้ถือเอง เธอกดโทรศัพท์หาคนที่บ้านให้มารับเจ้าหน่ออ่อนน้อยและอาหารกลับไป
"นายตัดสินใจจะไปสถาบันเทียนหัวรึเปล่า?" เมื่อเห็นอันหยางกำลังยุ่งอยู่ เศรษฐีนีเสิ่นเสี่ยวหลิงก็เริ่มชวนคุยอีกครั้ง ส่วนหลีซวนที่มาด้วยกันก็กลายเป็นตัวประกอบไปโดยปริยาย
อันหยางเข้าไปในห้องพักสัตว์อสูรแล้วพาเจ้าปุยฝ้ายที่ตื่นแล้วออกมา เจ้าตัวเล็กยังคงกระปรี้กระเปร่าเหมือนเดิม พอตื่นขึ้นมาก็บินไปเกาะบนหัวของอันหยางอีกแล้ว
"เรื่องนั้นยังไม่ได้ตัดสินใจเลยครับ" อันหยางจับเจ้าปุยฝ้ายลงมาจากหัว แต่อีกฝ่ายกลับร้อง "จิ๊บๆ" อย่างไม่ยอมแพ้ ทันใดนั้นมันก็ใช้แขนสั้นๆ สีฟ้าทั้งสองข้างของมันโบกสะบัดจนเกิดเป็นลมพัดขึ้นมา
ครั้งนี้เนื่องจากมันเป่าลมลงด้านล่าง จึงไปรบกวนสัตว์อสูรสายพืชตัวอื่นๆ ที่อยู่บนพื้น ทำให้ทั้งโซนสัตว์อสูรสายพืชเกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที
สัตว์อสูรสายพืชจำนวนมากที่อยู่บนพื้นเริ่มวิ่งวุ่นไปทั่วเพราะลมพายุที่ไม่คาดฝันนี้
อันหยางทำได้เพียงวิ่งวุ่นไปทั่วทั้งโซนเพื่อจับสัตว์อสูรและสัตว์เลี้ยงทั้งหมดกลับเข้าห้องขังเดี่ยว
ช่างไม่รักดีจริงๆ เขาอุตส่าห์อยากจะปล่อยให้พวกมันออกมาสูดอากาศข้างนอกแท้ๆ ดูท่าแล้วขังพวกมันไว้น่าจะดีกว่า
"ดูเหมือนว่าการเป็นคนดูแลสัตว์อสูรนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ งั้นพวกเราไปก่อนนะ นายก็ทำงานต่อไปเถอะ"
เสิ่นเสี่ยวหลิงและหลีซวนจากไป อันหยางยังคงทำงานอย่างขะมักเขม้นจนกระทั่งพลบค่ำถึงได้ออกจากสวนอสูร ก่อนกลับเขาได้พบกับท่านผู้เฒ่าเฮ่อเทา
"เสี่ยวอันเอ๋ย ทำงานที่นี่มาวันหนึ่งแล้ว ยังชินอยู่ไหม?" เจ้าของร้านเฮ่อยืนอยู่ตรงหน้าเฮ่อเทาพลางลูบท้ายทอยของตนเอง
"พ่อครับ พ่อรู้จักพ่อหนุ่มคนนี้ด้วยเหรอ?" ทั้งสองคนเป็นพ่อลูกกันจริงๆ แต่ทำไมหน้าตาถึงไม่เหมือนกันเลยสักนิด
เฮ่อเทาเหลือบมองลูกชายของตนเอง "เจ้าลูกไม่รักดี วันๆ ในหัวแกมีแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ขนาดอัจฉริยะผู้ใช้อสูรที่โดดเด่นที่สุดของเมืองเป่ยซินในปีนี้ยังไม่รู้จัก"
อัจฉริยะผู้ใช้อสูรที่โดดเด่นที่สุดของเป่ยซิน? แม้จะถูกด่า แต่เจ้าของร้านเฮ่อก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย เพราะเขาชินแล้ว ถ้าวันไหนพ่อของเขาไม่ด่าสิ ถึงจะรู้สึกไม่สบายตัว
"เป็นผมที่ตาต่ำไปเองครับ น้องชาย นายรู้จักกับคุณพ่อของฉันทำไมไม่บอกกันล่ะ"
อันหยางไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไรดี แต่เฮ่อเทาก็ไม่ได้สังเกต เขากลับพูดต่อไปด้วยตนเอง "เสี่ยวอันเอ๋ย ที่ฉันมาสวนอสูรเป่ยซินนี่ ก็เพื่อมาเลือกสัตว์อสูรให้เหล่าอัจฉริยะผู้ใช้อสูรอย่างพวกเธอในปีนี้น่ะ เพราะว่าพรุ่งนี้ สถาบันเทียนหัวกับสถาบันผู้ใช้อสูรชั้นนำอื่นๆ จะมาทำการทดสอบคัดเลือก ดังนั้นพรุ่งนี้เช้าเธอมาเลือกสัตว์อสูรหนึ่งตัวเพื่อเข้ารับการทดสอบฝึกพิเศษเถอะ"
อันหยางพยักหน้า ถึงแม้ว่าเป่ยซินจะเป็นเพียงอำเภอหนึ่ง แต่มันก็เป็นศูนย์กลางของเมืองระดับจังหวัดอย่างเหมยเฉิง อาจกล่าวได้ว่าหากแบ่งอำเภอเป่ยซินไปขึ้นกับเมืองระดับจังหวัดอื่น เมืองเหมยเฉิงจะยังคงสถานะเดิมอยู่ได้หรือไม่ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน สำหรับเมืองเหมยเฉิงซึ่งเป็นเมืองที่ทำอะไรก็ไม่เก่งในเขตหัวตง แต่กลับดึง GDP เป็นอันดับหนึ่งแล้ว อำเภอเป่ยซินมีความสำคัญต่อพวกเขาอย่างยิ่ง
ดังนั้นโควตาส่งตัวที่ส่วนกลางจัดสรรให้ในแต่ละปี อำเภอเป่ยซินจึงมักจะได้รับไปถึงเจ็ดสิบหรือแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของทั้งเขตเหมยเฉิง
หลังจากอันหยางกลับถึงบ้าน ท่านผู้อำนวยการและหลีซวนก็เข้านอนไปแล้ว เขาคิดว่าพรุ่งนี้ค่อยบอกข่าวนี้กับพวกเขาก็แล้วกัน ส่วนจะเลือกสัตว์อสูรตัวไหน ในใจของอันหยางมีคำตอบอยู่แล้ว
ผ่านไปหนึ่งคืน อันหยางรู้สึกว่าหลังจากทำงานที่สวนอสูรเมื่อวาน พลังจิตของเขาก็เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย นี่เป็นการพิสูจน์ว่าการคาดเดาของเขาถูกต้อง การใช้ระบบโกงเพื่อสังเกตค่าสถานะของสัตว์อสูรและสัตว์เลี้ยงช่วยเพิ่มพลังจิตได้จริง เพียงแต่มันค่อนข้างจะเปลืองเซลล์สมองไปหน่อย
"วันนี้ตอนเช้านายต้องไปที่สวนอสูรเพื่อเข้าร่วมการทดสอบใช่ไหม" ยังไม่ทันที่อันหยางจะเอ่ยปาก หลีซวนก็ชิงตอบขึ้นมาก่อน
ท่านผู้อำนวยการก็พูดเสริมขึ้นมา "มหาวิทยาลัยชั้นนำเริ่มแย่งชิงตัวกันแล้วสินะ เสี่ยวหยาง ตั้งใจทำให้ดีที่สุด สู้ๆ นะ"
อันหยางทานอาหารเช้าเสร็จ ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าโดยมีตัวถ่วงนั่งซ้อนท้ายไปด้วย
"เธอไม่ทบทวนหนังสืออยู่ที่บ้านดีๆ ออกมาเที่ยวเล่นแบบนี้ ไม่กลัวจะสอบตกเหรอ?" อันหยางพูดสั่งสอนหลีซวนที่นั่งอยู่ข้างหลังด้วยน้ำเสียงของผู้มีประสบการณ์
หลีซวนไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย "นี่เป็นงานใหญ่ประจำปีเลยนะ ฉันไม่อยากพลาด แล้วฉันก็อยากรู้มากๆ ด้วยว่านายจะเลือกสัตว์อสูรตัวไหน" อันหยางไม่ได้พูดอะไรต่อ ไม่นานทั้งสองก็มาถึงสวนอสูร ในขณะนี้ ที่จอดรถด้านนอกเต็มไปด้วยรถหรูนานาชนิด มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันหนึ่งที่จอดอยู่ท่ามกลางรถเหล่านี้ช่างดูโดดเด่นไม่เหมือนใครจริงๆ
เมื่ออันหยางเข้าไปข้างใน เขาก็เห็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนมัธยมที่สามและอาจารย์ประจำชั้นของเขา ปกติแล้วเขาเป็นคนเคร่งขรึมไม่ค่อยยิ้มแย้ม แต่ตอนนี้กลับยิ้มแย้มราวกับพระสังกัจจายน์ เหมือนกับคนสองบุคลิก
"อันหยางเอ๋ย สู้ๆ นะ เธอทำให้ฉันได้หน้าได้ตามากจริงๆ" อันหยางไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจกลับคิดว่า 'หวังว่าตอนที่ผมตัดสินใจเลือกในอีกสักครู่ คุณจะยังมีความสุขแบบนี้อยู่นะ'
เมื่อมาถึงที่นี่ หลีซวนก็เห็นคนจากโรงเรียนเดียวกันของเธอ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงคนนั้นที่ทำให้หลีซวนอิจฉาอย่างยิ่ง เด็กผู้หญิงคนนั้นคือคู่ปรับตลอดกาลของเธอ ครั้งนี้ทั้งสองคนได้เป็นผู้ใช้อสูรฝึกหัดเหมือนกัน แต่พรสวรรค์ด้านพลังกายของอีกฝ่ายสูงกว่าเธอหนึ่งระดับ ผลก็คืออีกฝ่ายกลายเป็นอัจฉริยะ และระยะห่างระหว่างเธอกับอีกฝ่ายก็ถูกทิ้งห่างออกไปในทันที
"ครั้งนี้อำเภอเป่ยซินของเรามีต้นกล้าดีๆ ถึงสองคน คนหนึ่งคือนักเรียนหานเฟิ่งเยว่จากโรงเรียนมัธยมที่หนึ่ง เธอมีทั้งพลังจิตและพลังกายอยู่ในระดับสูง ส่วนอีกคนมาจากโรงเรียนเก่าของผมเอง โรงเรียนมัธยมที่สาม เด็กคนนั้นชื่ออันหยาง เขามีพลังจิตระดับสูงและพลังกายระดับเหนือระดับ" ในฐานะประธานสมาคมผู้ใช้อสูรเมืองเหมยเฉิง เฮ่อเทาแนะนำให้กับตัวแทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ถึงแม้ว่าเหมยเฉิงจะไม่ได้มีแค่อำเภอเป่ยซิน แต่เขตปกครองอื่นๆ ก็ไม่มีใครที่โดดเด่นไปกว่าสองคนนี้ จึงไม่จำเป็นต้องแนะนำ
เช้าวันนี้มีผู้เข้าร่วมการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยทั้งหมดเพียงห้าคน เป็นชายสามหญิงสอง สำหรับเมืองเหมยเฉิงที่มีถึงห้าเขตหนึ่งอำเภอแล้ว การมีผู้ใช้อสูรฝึกหัดที่สามารถถูกคัดเลือกโดยตรงได้เพียงห้าคนยังถือว่าน้อยเกินไป
(จบตอน)