- หน้าแรก
- ใครจะรู้ว่าผมคือเศรษฐี
- บทที่ 30 - ที่สุดแล้ว ไม่เหมือนวัยเยาว์
บทที่ 30 - ที่สุดแล้ว ไม่เหมือนวัยเยาว์
บทที่ 30 - ที่สุดแล้ว ไม่เหมือนวัยเยาว์
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล สวี่มู่ก็รับไป๋เจ๋อขึ้นรถ
“เสี่ยวหมู่ นี่รถของหนูเหรอ”
“ใช่ครับคุณอา เพิ่งซื้อมาใหม่” สวี่มู่ลงจากรถ เปิดประตูให้ไป๋เจ๋อ “คุณอา ขึ้นรถเถอะครับ เรายังต้องไปรับอู่เฉินอีก”
“รถคันนี้แพงเกินไป กางเกงลุงมันสกปรกหน่อย เกิดทำรถใหม่ของหนูเปื้อนขึ้นมาจะไม่ดี”
“รถคันนี้ภายในยังเป็นสีขาวอีกด้วย หรือว่าลุงจะขี่รถไฟฟ้าไปดีกว่า พวกหนูไปรับอู่เฉินเถอะ เดี๋ยวลุงไปรอที่ร้านอาหาร”
ไป๋เจ๋อตบๆ กางเกงของตัวเอง ยังมีฝุ่นที่ติดมาจากไซต์ก่อสร้างวันนี้
สวี่มู่ยิ้มพลางดันเขาเข้าไปในรถ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แค่รถคันเดียวเองครับ สกปรกก็ล้างใหม่ได้”
“คุณอานั่งสบายๆ เถอะครับ”
เมื่อเห็นท่าทีของสวี่มู่ที่มีต่อไป๋เจ๋อ ไป๋เสวี่ยก็เม้มปาก ความรักในแววตาของเธอยิ่งแสดงออกมาอย่างชัดเจน
เธอเข้าใจดีว่าคนรวยหลายคนมักจะดูถูกพวกเขา โดยเฉพาะคนที่ขับรถหรู พวกเขาจะไม่ชอบให้คนเนื้อตัวมอมแมมนั่งรถหรูของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ไป๋เจ๋อยังนั่งอยู่เบาะหลัง ส่วนสวี่มู่เป็นคนขับ ยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนสวี่มู่เป็นคนขับรถ
แต่สวี่มู่กลับไม่มีท่าทีไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย กลับกันยังให้ความเคารพไป๋เจ๋อเป็นอย่างดี
เมื่อขึ้นรถ ไป๋เจ๋อดูเกร็งๆ และอึดอัดเล็กน้อย
แต่สวี่มู่กลับไม่มีความคิดเช่นนั้นเลย
ในสายตาของเขา รถก็คือรถ ใครจะนั่งก็นั่งได้
เขาไม่ได้สูงส่งกว่าใคร
หลังจากรับไป๋เจ๋อแล้ว สวี่มู่ก็ขับรถไปยังหน้าโรงเรียนมัธยมเทียนจง
ตอนนี้เป็นวันอังคาร หน้าโรงเรียนจึงโล่งโจ้ง
นักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนประจำ จะได้กลับบ้านพักผ่อนวันศุกร์เพียงวันครึ่งเท่านั้น
ตอนนี้ไป๋อู่เฉินกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่ 2 ครึ่งปีหลังก็จะเข้าสู่ช่วงเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว
ถ้าช่วงมัธยมปลายปีที่ 3 สามารถรักษาผลการเรียนไว้ได้ แล้วพยายามอีกหน่อย การเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวหรือปักกิ่งก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน
“อู่เฉิน พี่กับพี่สวี่มู่อยู่หน้าโรงเรียนแล้ว ออกมาได้เลย”
ไป๋เสวี่ยโทรหาไป๋อู่เฉิน
ตอนนี้เป็นเวลาเลิกเรียนของพวกเขาพอดี ใครจะไปกินข้าวที่โรงอาหารก็ไป ใครจะไปออกกำลังกายที่สนามก็ไป ใครจะไปพักผ่อนที่หอพักก็ไป
ตอนหนึ่งทุ่มยังต้องเรียนพิเศษภาคค่ำไปจนถึงสามทุ่ม
สวี่มู่เองก็เคยผ่านมาแบบนี้เช่นกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมหอพักสมัยมัธยมปลายจึงค่อนข้างแน่นแฟ้น
แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าเพื่อนร่วมหอพักมีนิสัยเข้ากันได้
สวี่มู่เข้ากับถงอู่ได้ดี แต่กับเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นก็ไม่ค่อยถูกกัน
รอประมาณสองสามนาที สวี่มู่ก็เห็นไป๋อู่เฉินวิ่งออกมาจากอาคารเรียนแต่ไกล
หลังจากยื่นใบลาให้ยามแล้ว เขาก็เดินออกมาจากประตู
“พี่สวี่มู่ นี่รถใหม่ของพี่เหรอ”
“เท่เกินไปแล้ว”
“นี่คือมายบัคใช่ไหมครับ”
“ใช่ รู้จักด้วยเหรอ”
สวี่มู่มองไป๋อู่เฉินขึ้นรถแล้ว ก็สตาร์ทรถมุ่งหน้าไปยังโรงแรมเซินหลานถงหลู
สวี่มู่ไม่คิดว่าสถานที่ที่ไป๋เสวี่ยจัดไว้จะเป็นโรงแรมหรูขนาดนี้
นี่คือโรงแรมห้าดาวแห่งเดียวในอำเภอ
แม้แต่โรงแรมไคหยวนไท่เหอที่เขามีหุ้นส่วนก็ยังเป็นแค่สี่ดาว
โรงแรมนี้เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 2021 เรียกได้ว่าเป็นโรงแรมที่หรูที่สุดในอำเภอเทียนจี้
บริการภายในก็ดีกว่าโรงแรมไคหยวนไท่เหอ
น่าเสียดายที่สวี่มู่ไม่มีหุ้นที่นี่
“ปกติผมก็ศึกษเรื่องรถอยู่นะครับ แต่ผมคงซื้อไม่ไหวแน่ๆ”
“ฮ่าๆ พยายามเข้าก็ซื้อได้แน่นอน” สวี่มู่หัวเราะลั่น “อย่าไม่มีความมั่นใจสิ”
“พี่ครับ รถคันนี้เกือบสองล้านเลยนะ นอกจากว่าผมจะเกิดมารวยเลย ไม่อย่างนั้นชาตินี้คงซื้อไม่ไหวแน่ๆ”
ไป๋อู่เฉินพูดอย่างจริงจัง “ในห้องผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่บ้านรวยมาก พ่อเขาขับมายบัคมารับทุกวัน ถึงผมจะอิจฉามาก แต่ผมก็รู้สึกว่าของบางอย่างมันไม่ได้มาจากการพยายามจริงๆ”
สวี่มู่ไม่คิดว่าไป๋อู่เฉินจะมีความคิดที่ชัดเจนขนาดนี้ อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
คนหนุ่มสาวที่มีสติสัมปชัญญะในปัจจุบันมีไม่มากนัก
แต่อาจจะเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมการเติบโตของไป๋อู่เฉิน
แต่สวี่มู่เห็นภาพตัวเองในอดีตซ้อนทับอยู่บนตัวของไป๋อู่เฉิน
สวี่มู่ซื้อมายบัคก็เพราะว่าพ่อของเขาเคยบอกว่าชอบมายบัค แล้วครั้งนี้เขาจึงคิดที่จะซื้อมายบัคสักคัน
เดิมทีสวี่มู่ไม่เข้าใจคำพูดประโยคหนึ่ง
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว
นั่นก็คือ – คนเรามักจะถูกผูกมัดไปตลอดชีวิตด้วยสิ่งที่ปรารถนาในวัยเยาว์แต่ไม่อาจครอบครองได้ และจะไขข้อข้องใจตลอดชีวิตได้ด้วยเรื่องราวหรือสิ่งของเพียงสิ่งเดียว
เมื่อก่อนสวี่มู่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะซื้อมายบัคได้ ก็เพราะว่าไม่ได้เกิดมารวย พอโตขึ้นก็ยิ่งยากที่จะมีได้
แต่ตอนนี้เขาซื้อมาได้แล้ว ใช้มายบัคเติมเต็มความฝันในอดีตของตัวเอง
เขาก็เคยฝันว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จ จะได้ขับมายบัค
แต่ตอนนี้ได้ขับแล้ว กลับไม่มีความรู้สึกแบบนั้น
บางที “อยากซื้อสุราดอกกุ้ยหอมหวนร่วมเดินทาง แต่สุดท้ายก็ไม่เหมือนการเดินทางในวัยเยาว์” อาจจะเป็นสภาพจิตใจของสวี่มู่ในตอนนี้
สวี่มู่เก็บอารมณ์ ยิ้มร่ามองไป๋อู่เฉินในกระจกมองหลัง แววตาของเด็กหนุ่มใสดุจแก้ว เต็มไปด้วยความหวังต่ออนาคต
สวี่มู่เอ่ยขึ้น “มีอะไรนักหนา พอเธอเรียนจบมัธยมปลาย สอบใบขับขี่ได้แล้ว เดี๋ยวพี่จะให้รถมายบัคคันนี้เธอขับ”
“ขอบคุณครับพี่”
เมื่อมาถึงโรงแรมเซินหลานถงหลู สวี่มู่จอดรถเรียบร้อย ทั้งสี่คนก็ขึ้นไปจากลานจอดรถใต้ดิน
เมื่อมาถึงล็อบบี้ พนักงานก็รีบเข้ามาต้อนรับทันที
“ขอโทษค่ะ ได้จองไว้หรือเปล่าคะ”
“จองไว้ค่ะ ไป๋เสวี่ย”
ค่าใช้จ่ายที่นี่ไม่ถูก สี่คนต่อให้ไม่ดื่มเหล้า ก็ต้องจ่ายสองถึงสามพันหยวน
แต่ไป๋เสวี่ยไม่ได้รู้สึกเสียดาย
เพราะเมื่อเทียบกับสิ่งที่สวี่มู่ทำให้ การเลี้ยงข้าวสวี่มู่มื้อหนึ่งมันจะสักเท่าไหร่กัน
“ได้ค่ะคุณไป๋ การจองของคุณอยู่ที่ห้องฟีนิกซ์ชั้นสองค่ะ”
“เชิญตามดิฉันมาเลยค่ะ”
เมื่อเข้ามาในห้องส่วนตัว สวี่มู่มองไป๋เจ๋อแล้วถามว่า “คุณอา ดื่มเหล้าหน่อยไหมครับ”
“ดื่มได้นิดหน่อย”
“ปกติหลังเลิกงานกลับบ้าน ผมก็ชอบดื่มเหล้าที่หมักเอง”
“ได้ครับ งั้นผมดื่มเป็นเพื่อน” สวี่มู่พยักหน้า ชี้ไปที่เหล้าเหมาไถบนเมนู “ขอเหล้ามังกรปี 14 ขวดหนึ่งครับ”
“เสี่ยวหมู่ ไม่ต้องสั่งเหล้าดีขนาดนั้นก็ได้ ลุงดื่มเหล้าหมักเองก็พอแล้ว”
ไป๋เจ๋อได้ยินสวี่มู่สั่งเหล้ามังกรปี 14 ก็รีบห้ามทันที
ถึงเขาจะไม่รู้ว่าเหล้ามังกรราคาเท่าไหร่ แต่ก็รู้ว่าเหล้าเฟยเทียนขวดหนึ่งก็สองถึงสามพันแล้ว เหล้าที่มีอายุขนาดนี้ต้องไม่ถูกแน่ๆ
“ไม่เป็นไรครับคุณอา แค่เหล้าขวดเดียว ไม่กี่บาทเอง”
“ที่สำคัญคือพวกคุณทานให้อร่อยก็พอครับ”
สวี่มู่ยิ้มปลอบไป๋เจ๋อ จากนั้นก็ดูเมนูสั่งอาหารต่อ
“ส่วนกับข้าว ก็เอาอาหารทะเลมาสองอย่าง แล้วก็ซี่โครงแกะอีกจาน”
“แล้วก็เอาของแกล้มมาสองอย่างด้วย”
“อู่เฉินมีอะไรอยากกินไหม”
สวี่มู่มองไป๋อู่เฉินแล้วถาม
“ไม่เป็นไรครับพี่ พี่สั่งเลย”
สวี่มู่สั่งอาหารเจ็ดอย่าง หกอย่างเป็นกับข้าว อีกอย่างเป็นซุป แล้วจึงยื่นเมนูให้พนักงาน
“เอาเครื่องดื่มมาก่อนนะครับ”
“ขอบคุณครับ”
หลังจากพนักงานออกไปแล้ว ไป๋เจ๋อก็มองไป๋เสวี่ยที่อยู่ข้างๆ แววตาเต็มไปด้วยความอึดอัดและเขินอาย
เพราะตกลงกันไว้แล้วว่ามื้อนี้พวกเขาจะเป็นคนจ่าย แต่เหล้ามังกรบวกกับอาหารพวกนี้ คาดว่าน่าจะเกินหมื่นหยวน
เงินเดือนของเขาเดือนหนึ่งแค่ห้าถึงหกพัน
มื้อนี้มื้อเดียวก็กินเงินเดือนไปสองเดือนแล้ว
ถึงจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ไป๋เจ๋อก็เข้าใจดีว่า สวี่มู่ช่วยครอบครัวพวกเขามามากขนาดนี้ ยังให้ยืมเงินอีกเป็นล้าน มื้อนี้ยังไงก็ต้องกิน
และปกติพวกเขาไม่ได้กินของพวกนี้ แต่สวี่มู่คงจะมาที่นี่บ่อยๆ
ดังนั้นมาตรฐานของมื้ออาหารขอบคุณจึงต้องสูง
หลังจากอาหารมาเสิร์ฟแล้ว สวี่มู่ก็คีบอาหารให้ไป๋เสวี่ยและไป๋เจ๋อ “ทานเยอะๆ นะครับ ปกติผมไม่ค่อยชอบกินของพวกนี้”
“ครั้งหน้าถ้าจะเลี้ยงข้าวผม หาร้านข้างทางธรรมดาๆ ก็พอครับ”
“อาหารแบบนี้พูดตามตรง ทั้งแพงทั้งไม่อร่อย ไม่จำเป็นเลย”
“สู้เก็บเงินไว้ดีกว่า” สวี่มู่เอ่ยขึ้น “แต่ในเมื่อมาแล้ว ก็ลองชิมอาหารพวกนี้ดู”
“ไม่กินก็เสียดาย”
สวี่มู่พูดพลางรินเหล้าให้ไป๋เจ๋อ “คุณอา ชนแก้วครับ”
“เอ้อ...ได้” ไป๋เจ๋อชนแก้วกับสวี่มู่ แล้วดื่มรวดเดียวหมด
เหล้านี้แตกต่างจากเหล้าหมักเองจริงๆ
แต่ในความรู้สึกของไป๋เจ๋อ ยังสู้เหล้าหมักเองไม่ได้
เขาไม่ชินกับของแบบนี้จริงๆ
สวี่มู่มองออกถึงความอึดอัดของไป๋เจ๋อและไป๋อู่เฉิน เพราะเมื่อก่อนเวลาเขามาทานอาหารในสถานที่แบบนี้ก็รู้สึกอึดอัดเช่นกัน เพราะในกระเป๋าไม่มีเงิน ก็จะรู้สึกด้อยค่าและขี้ขลาดโดยธรรมชาติ ไม่รู้ว่ามื้อนี้จะราคาเท่าไหร่ จะจ่ายไหวไหม
จริงๆ แล้วถ้าไม่มีระบบ สวี่มู่ก็คงไม่ต่างจากพวกเขา
ตั้งแต่มีระบบ สวี่มู่ถึงได้แตกต่างจากพวกเขา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสวี่มู่จะไม่เข้าใจพวกเขา
ตรงกันข้าม สวี่มู่เข้าใจไป๋เจ๋อและไป๋อู่เฉินเป็นอย่างดี
แววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังแต่ก็ขี้ขลาดของเด็กหนุ่ม ทำให้สวี่มู่เห็นภาพตัวเองในอดีต
ความอึดอัดและท่าทีที่ไม่กล้าลงมือของไป๋เจ๋อ ล้วนอยู่ในสายตาของสวี่มู่
พวกเขามักจะรู้สึกว่าการแต่งกาย การแต่งตัว หรือแม้แต่ฐานะทางบ้านของตัวเอง ไม่เข้ากับโรงแรมห้าดาวแบบนี้เลย
“คุณอา จะเกรงใจอะไรกันขนาดนั้นครับ”
“ทานเยอะๆ”
“แล้วก็นายด้วย อู่เฉิน ไม่กินให้อิ่ม เดี๋ยวกลับไปโรงเรียนหิวแล้วจะเรียนยังไง”
“กินข้าวเยอะๆ”
“จริงสิ นี่เป็นของขวัญจากพี่ให้เธอ โทรศัพท์ iPhone เครื่องหนึ่ง”
“แล้วเดี๋ยวพี่จะแอดวีแชทเธอไว้ ถ้าอยู่ที่โรงเรียนเจอปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ก็ส่งข้อความมาหาพี่ได้ตลอดเวลา”
สวี่มู่ดูแลไป๋เจ๋อเสร็จ ก็หันไปมองไป๋อู่เฉิน
เขาไม่ต้องการให้เกิดระยะห่างระหว่างเขากับครอบครัวของไป๋เสวี่ย
เพราะสวี่มู่ก็เหมือนกับพวกเขา
เงินไม่สามารถขวางกั้นความรู้สึกได้
“พี่ครับ มันแพงเกินไป ผมรับไว้ไม่ได้”
“พี่ให้เธอก็รับไว้เถอะ” สวี่มู่ลุกขึ้นเดินไปข้างๆ ไป๋อู่เฉิน ยัดโทรศัพท์ใส่มือเขาอย่างแข็งขัน แล้วเอ่ยขึ้น “เธอตั้งใจเรียน พี่จะตั้งเป้าหมายให้เธอ สอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวให้ได้ พอสอบเข้าได้แล้ว เดี๋ยวพี่จะมีเซอร์ไพรส์ให้อีก”
“รู้ไหม”
“ความรู้เปลี่ยนโชคชะตา ในเมื่อเธอรู้สึกว่าฐานะทางบ้านไม่ดี เธอก็ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงครอบครัวและชีวิตของตัวเอง เมื่อเธอยอมรับชะตากรรม เธอก็ต้องเข้าใจว่า ชะตาของเรา เราลิขิตเอง ไม่ใช่ฟ้าลิขิต แม้แต่หน่าจาที่เกิดมาเป็นมารน้อยแล้วยังไง เขาก็ยังสามารถต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมและความมืดมิดของโลกได้”
“โชคชะตาของเธอไม่ควรให้ใครมาตัดสิน”
“มีแต่เธอเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองได้”
คืนนี้สวี่มู่ดื่มไปเยอะหน่อย ดังนั้นแววตาที่เขามองไป๋อู่เฉินจึงจริงจังเป็นพิเศษ
ไป๋อู่เฉินมองดวงตาแดงก่ำของสวี่มู่ กอดโทรศัพท์ไว้แน่นแล้วพยักหน้าอย่างแรง “พี่ครับ ผมจะพยายาม”
“ผมจะสอบเข้าชิงหัวให้ได้ แล้วจะตามรอยพี่ไปให้ทัน”
“ไม่ เธอไม่จำเป็นต้องตามรอยใคร เธอแค่ต้องรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตัวเอง ถึงจะสามารถปรับปรุงสภาพแวดล้อมของครอบครัวได้”
เมื่อมื้ออาหารสิ้นสุดลง สวี่มู่กับไป๋เจ๋อก็ดื่มเหล้ามังกรหมดไปหนึ่งขวด
สวี่มู่ดื่มไปแค่สามส่วนสิบ ไป๋เจ๋อดื่มไปเจ็ดส่วนสิบ
การทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานานหลายปีทำให้ผิวของเขาคล้ำดำ คืนนี้ดื่มไปนานขนาดนั้น สวี่มู่ก็ได้เห็นใบหน้าที่แดงก่ำจากการเมาของไป๋เจ๋ออย่างหาได้ยาก กาลเวลาทิ้งริ้วรอยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ไว้บนใบหน้าของเขา ผมขาวแซมอยู่ในผมดำ
นี่คือภาพลักษณ์ของผู้ชายจีนส่วนใหญ่
สวี่มู่อาศัยจังหวะไปเข้าห้องน้ำ จ่ายเงินค่าอาหารส่วนใหญ่ไปแล้ว เหลือแค่เศษเงินพันกว่าหยวนไว้ให้ไป๋เสวี่ย
เขากลัวว่าไป๋เจ๋อจะเสียดาย
เพราะพ่อของสวี่มู่ก็เป็นแบบนี้ เป็นพ่อที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูก
เช่น สวี่มู่ชอบกินปีกกลางไก่ พ่อของสวี่มู่ก็จะไม่เคยมองปีกกลางไก่เลย แค่บอกว่าสวี่มู่กินเยอะๆ พ่อไม่ชอบกินของแบบนี้ ถ้าลูกไม่กินให้หมดก็จะเสียดาย
หลังจากจ่ายเงินแล้ว ไป๋เสวี่ยก็ขับรถไปส่งไป๋อู่เฉินที่โรงเรียน
จากนั้นก็ไปส่งไป๋เจ๋อที่โรงพยาบาล
หลังจากนั้นเธอก็ขับรถมาที่หลงเยว่เงียบๆ
เธอพยุงสวี่มู่ขึ้นไปบนห้อง หลังจากวางสวี่มู่ลงบนโซฟาแล้ว ก็พิงอกสวี่มู่เบาๆ “สวี่มู่ เมื่อกี้คุณแอบไปจ่ายเงินใช่ไหม”
“คุณรู้ได้ยังไง”
สวี่มู่ลืมตาที่เมาเล็กน้อยขึ้น มองไป๋เสวี่ยแล้วถาม
“พ่อกับน้องชายไม่รู้ แต่ฉันจะไม่รู้ได้ยังไง มื้อนี้อย่างน้อยก็ต้องเป็นหมื่นหยวน แต่คุณกลับเหลือเศษเงินพันกว่าหยวนไว้ให้ฉันจ่ายต่อหน้าพ่อ คุณกลัวว่าเขาจะเสียดายใช่ไหม”
“คุณช่างใส่ใจจริงๆ”
“เฮ้” สวี่มู่กอดไป๋เสวี่ยแล้วยิ้มอธิบาย “เพราะพ่อผมก็คล้ายๆ กับคุณอาไป๋ ลำบากมาทั้งชีวิต เป็นคนที่ประหยัดอดออมมาก ปกติก็ไม่ค่อยยอมดื่มเหล้าดีๆ”
“ครั้งหน้าอย่าเลือกร้านแพงๆ แบบนี้เลย พูดตามตรง ทั้งแพงทั้งไม่อร่อย สู้ลูกชิ้นหมูข้างทางยังไม่ได้เลย”
“เงินก้อนนี้ฉันจะจดไว้ในบัญชีแล้วจะคืนให้คุณ” ไป๋เสวี่ยฟังเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของสวี่มู่ แล้วพูดเบาๆ “ฉันเป็นหนี้คุณมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
“งั้นคุณก็ใช้ครึ่งชีวิตหลังค่อยๆ คืนสิ สักวันหนึ่งก็ต้องคืนหมดแน่นอน”
“อย่างเช่นตอนนี้”
สวี่มู่พูดจบ ก็กดไป๋เสวี่ยลงบนโซฟา
“อ๊ะ เสี่ยวหมู่ คุณจะทำอะไร”
“ยังไม่ได้อาบน้ำเลยนะ”
“แน่นอนว่าต้องทำ”
“ตอนนี้เลย”
เมื่อจูบอันร้อนแรงประทับลง ไป๋เสวี่ยก็เปลี่ยนจากอาการงุนงงมาเป็นฝ่ายรุก
“…”
ทั้งคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
(จบตอน)