- หน้าแรก
- หานอวี่ ข้าจะซ่อนตน จนกว่าจะยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 736 เข้าใจสถานการณ์—ไร้สิ่งต้องกังวล
ตอนที่ 736 เข้าใจสถานการณ์—ไร้สิ่งต้องกังวล
ตอนที่ 736 เข้าใจสถานการณ์—ไร้สิ่งต้องกังวล
ตอนที่ 736 เข้าใจสถานการณ์—ไร้สิ่งต้องกังวล
“ปล่อยนางเสีย ไม่สิ! รับกระบวนท่านี้ก่อนเถอะ!”
ในห้วงเสี้ยวขณะที่หวังซูกำลังจะถูกโจมตี ร่างหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าผู้ลอบจู่โจม พุ่งเข้าสกัดการโจมตีนั้นอย่างไม่ลังเล
ตูม!
พลังของทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างรุนแรง เกิดเสียงระเบิดสนั่นสะเทือน ปะทุเป็นคลื่นพลังกร้าวแกร่งมหาศาลแผ่กระจายออกไปราวพายุโกลาหล ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างกระเด็นถอยออกไป
ทว่าระยะถอยของหานอวี่กลับไกลกว่าคู่ต่อสู้มาก แสดงให้เห็นว่าพลังของทั้งสองยังคงมีช่องว่างอยู่บ้าง
กระนั้นไม่นาน หานอวี่ก็ตั้งหลักมั่นคงได้อีกครั้ง
หวังซูกับถั่วอวิ๋นเองก็หยุดการต่อสู้ชั่วคราวเช่นกัน ก่อนที่หวังซูจะพลันพุ่งตัวมายังหานอวี่
เมื่อได้เห็นใบหน้าของผู้ที่ช่วยชีวิตตนไว้ชัดๆ ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าคนที่ช่วยชีวิตนางไว้ จะเป็นหานอวี่!
ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น คือพลังของหานอวี่ในยามนี้กลับก้าวเข้าสู่ขอบเขตราชันวิถีแล้ว! ทั้งที่เวลาผ่านมาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น!
นางไม่อาจจินตนาการได้เลย หากไม่มีเหตุการณ์ในครั้งนี้ แล้วนางได้พบกับหานอวี่อีกครั้งในภายหน้า หานอวี่ในตอนนั้นจะกลายเป็นจอมมหาวิถีไปแล้วหรือไม่?
ดูจากความเร็วในการบ่มเพาะของเขาแล้ว เรื่องเช่นนั้นก็มิใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย
“ผู้อาวุโส อย่าเพิ่งกล่าวอันใดเลย จงตั้งใจรับมือกับศัตรูก่อน”
เห็นได้ชัดว่านางกำลังจะเอ่ยถาม หานอวี่จึงจำต้องเตือนขึ้นเบาๆ
เวลานี้ยังอยู่ท่ามกลางสมรภูมิ หาใช่เวลาสนทนาไม่
หวังซูพยักหน้ารับ นางย่อมเข้าใจดีว่า ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะไถ่ถาม
ทั้งสองฝ่ายยืนประชิดกันในสภาพประจันหน้า ใครก็ไม่อาจจัดการใครได้ในทันที… สงครามครั้งใหม่ เริ่มก่อตัวแล้ว!
แม้พลังของหานอวี่จะด้อยกว่าอยู่บ้าง แต่การจะกำราบเขาก็หาใช่เรื่องง่าย เมื่อหวังซูส่งข่าวกลับไปแล้ว ไม่นานนัก ย่อมต้องมีผู้สนับสนุนมาถึง
“เจ้ายังจะกล้าพูดว่าข้าไร้ยางอายอีกหรือ? ที่แท้เจ้าก็พาคนมาด้วยเหมือนกัน!”
ถั่วอวิ๋นเอ่ยเย้ยด้วยสีหน้ากระหยิ่มใจ ความจริงแล้วเขาเพียงแค่ไม่ยอมรับความจริงเท่านั้น จึงหาเรื่องเพื่อให้หวังซูรู้สึกขุ่นเคืองบ้าง
เมื่อหานอวี่ปรากฏตัวขึ้นเช่นนี้ เขาก็ย่อมหมดสิทธิ์จะเล่นงานหวังซูอีก มีแต่ต้องล่าถอยเพียงสถานเดียว
“เหอะ เจ้านี่ช่างกล้าเอ่ยนัก หรือเพราะเจ้ามีปากไว้พูดจาเหลวไหล?”
“แม้ข้าจะตามนางมาด้วย แต่ก็ไม่เคยลอบโจมตีระหว่างศึกเหมือนพวกเจ้า อย่างน้อยหน้าข้าก็ยังบางเกินกว่าจะใช้แทนโล่ต้านพลังของจอมมหาวิถีได้เหมือนเจ้าหรอก!”
หวังซูยังมิทันเอ่ยคำ หานอวี่ก็สวนกลับด้วยถ้อยคำเชือดเฉือนทันควัน
ว่าตามจริงแล้ว คนผู้นี้ช่างไร้ยางอายโดยแท้ เล่นสกปรกแล้วยังกล้ามาเย้ยผู้อื่นอีก เช่นนั้นก็อย่าหวังจะได้รับความละเว้นจากเขา
“เจ้า! คราวนี้พวกเจ้าถือว่าโชคดี! ครั้งหน้า…หากเจอข้าอีก อย่าหวังว่าจะรอดง่ายเช่นนี้!”
“ไป!”
คำของหานอวี่ทำให้ถั่วอวิ๋นถึงกับเดือดดาล แต่ก็ยังไม่ปล่อยให้ความโกรธครอบงำ เขาทิ้งวาจาแข็งกร้าวไว้ประโยคหนึ่ง ก่อนพาคู่หูหายตัวจากไปในทันที
หานอวี่ยังไม่คลายความระแวดระวัง จนกระทั่งแน่ใจว่าสองคนนั้นจากไปจริงๆแล้ว เขาจึงหันกลับมามองหวังซู
“หานอวี่ ข้าไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าจะก้าวหน้าเร็วถึงเพียงนี้ ในเวลาเพียงไม่เท่าไร ก็สามารถขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกับข้าได้แล้ว”
นางเป็นคนที่เห็นเขาเติบโตมากับตา เพียงหลังจากตนเข้ามาสู่สมรภูมิแห่งโกลาหล ก็ไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของเขาอีก
ไม่นึกเลยว่า เวลาผ่านไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น หานอวี่กลับสามารถทะลวงถึงขอบเขตเดียวกับนางได้แล้ว
นั่นไม่ต่างจากเจ้ามองดูเด็กคนหนึ่ง อายุเพียงสี่ห้าขวบอยู่เมื่อวาน แต่พอเจอกันวันนี้กลับกลายเป็นชายหนุ่มยี่สิบปีเต็มตัว
หากมิใช่โลกแห่งการบ่มเพาะ เกรงว่าจะต้องนึกว่าพบอสุรกายเสียแล้ว
“ก็แค่โชคดีเท่านั้น ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณผู้อาวุโส หากมิใช่เพราะความช่วยเหลือของท่านในช่วงแรก ข้าย่อมไม่มีทางก้าวหน้ารวดเร็วเช่นนี้ได้”
เห็นท่าทางถ่อมตนของหานอวี่ หวังซูก็เพียงยิ้มบางๆ จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า
“ว่าแต่…เจ้ามาทำอะไรที่นี่? หรือไม่กลับไปพร้อมข้าล่ะ?”
ในเมื่อตอนนี้หานอวี่บรรลุถึงขอบเขตราชันวิถีแล้ว ย่อมถือเป็นขุมพลังสำคัญของแดนแปดโลก หากเขายินดีกลับไปร่วมศึกกับพวกตน การต่อต้านสามมหาอำนาจก็จะง่ายขึ้นอีกมาก
“ผู้อาวุโสกลับไปเถิด ข้ายังมีบางเรื่องที่ต้องจัดการ”
“ข้ารู้ว่าท่านอยากให้ข้าร่วมศึกกับพวกท่านต่อสู้กับสามมหาอำนาจ…แต่โปรดวางใจ ถึงข้าจะไม่กลับไป ทว่าในความเป็นจริง ข้ากลับช่วยได้มากยิ่งกว่าเสียอีก”
หวังซูจ้องมองรอยยิ้มบนใบหน้าของหานอวี่ ก่อนจะใคร่ครวญวาจาของเขาอย่างเงียบงัน
นางพลันนึกถึงเหตุการณ์ที่ผู้บรรลุวิถีและอิสระวิถีของเขาโกลาหลและเรือข้ามฟากถูกเรียกตัวกลับอย่างกะทันหัน แล้วจึงย้อนมองหานอวี่ที่มาปรากฏตัวในสมรภูมิแห่งโกลาหลในช่วงเวลาเดียวกัน
ทันใดนั้น นางก็เข้าใจขึ้นมาในทันที เรื่องราวเหล่านี้ย่อมต้องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ข้าก็ว่าอยู่ ไฉนพวกเขาโกลาหลกับเรือข้ามฟากจึงถอนกำลังกลับไปกะทันหันถึงเพียงนั้น”
“ผู้อาวุโสอย่ากล่าวมั่ว ข้ามิได้พูดเลยสักคำว่าเกี่ยวข้องกับข้า!”
หานอวี่รีบส่ายหน้าแก้ต่างด้วยสีหน้าระวัง แม้เรื่องนี้จะเป็นความจริง ทว่า “การเดา” กับ “การยอมรับ” เป็นคนละเรื่อง
อย่างน้อย เขาก็ไม่อาจรับคำว่าเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือตนได้โดยตรง มิฉะนั้นหากผู้แข็งแกร่งของทั้งสองมหาอำนาจรู้เข้า ชีวิตเขาคงไม่เหลือความสุขอีกต่อไป
“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นกังวลสิ่งใด แต่อันที่จริง เจ้ากังวลเกินไปแล้ว”
“ตอนนี้ ขุมอำนาจทั้งสี่ไม่มีผู้ใดในขอบเขตมหาวิถีหรือสูงกว่านั้นอยู่เลย ผู้แข็งแกร่งที่สุดที่ยังอยู่ ก็มีเพียงราชันวิถีขั้นสูงสุดเท่านั้น”
หวังซูเข้าใจดีว่าหานอวี่กังวลเรื่องใด จึงกล่าวปลอบออกมาอย่างอารมณ์ดี
เมื่อได้ยินดังนั้น คิ้วของหานอวี่ก็ยกขึ้นเล็กน้อย ภายในใจพลันมีประกายความคิด เรื่องนี้สำหรับเขาแล้วนับเป็นข่าวดีโดยแท้!
“ผู้อาวุโสพอจะอธิบายให้ข้าทราบได้หรือไม่?”
“เรื่องนี้มิใช่ความลับอันใด ราชันวิถีทุกคนล้วนล่วงรู้ ข้าบอกเจ้าก็ไม่เป็นไร”
หวังซูจึงเริ่มอธิบายให้หานอวี่ฟัง ว่าเหตุใดจึงไม่มีจอมมหาวิถีหรือระดับสูงกว่านั้นอยู่ในตอนนี้
แท้จริงแล้ว ตั้งแต่สามมหาอำนาจเริ่มจับมือกันรุกรานแดนแปดโลก บรรพชนเต๋าก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างตั้งแต่ต้น
ยอดฝีมือของสามมหาอำนาจนั้นมีอยู่มากมาย หากจะต้านทานด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว ย่อมหนีไม่พ้นหายนะ และผลลัพธ์ย่อมหมายถึงแดนแปดโลกถูกทำลายจนสิ้น ผู้แข็งแกร่งทั้งปวงล้วนต้องดับสูญ
เพื่อสร้างสมดุลแห่งการต่อสู้อย่างยุติธรรมให้เกิดขึ้น บรรพชนเต๋าจึงยอมแลกด้วยพลังของตนเอง พร้อมทั้งระดมผู้แข็งแกร่งจากแดนแปดโลกจำนวนหนึ่ง ร่วมกันผนึกจอมมหาวิถีและจอมแท้วิถีทั้งหมดของสามมหาอำนาจ ไว้ในห้วงมิติพิเศษแห่งหนึ่ง
ตราบใดที่พลังของบรรพชนเต๋ายังไม่จางหายโดยสมบูรณ์ ยอดฝีมือเหล่านั้นย่อมไม่อาจหลุดพ้นออกมาได้ เว้นแต่ว่าพวกเขาจะยอมสละพลังของตนเองเช่นเดียวกัน
แต่เหล่าจอมมหาวิถีของสามมหาอำนาจ ล้วนมั่นใจว่าต่อให้ไม่มีตน พวกเขาก็ยังสามารถบดขยี้แดนแปดโลกได้อยู่ดี ย่อมไม่มีทางยอมสละพลังของตนให้สูญสิ้น
ด้วยเหตุนี้ ยอดฝีมือเหล่านั้นจึงยังคงถูกผนึกอยู่ในห้วงมิติ ไม่อาจแสดงตนได้ แม้อาจได้รับข่าวสารจากโลกภายนอกบ้าง แต่หากไม่มีเหตุการณ์ใหญ่หลวงอุบัติขึ้น ก็ไม่มีวันฝืนตัดขาดพันธนาการด้วยตนเอง
เมื่อฟังจนจบ หานอวี่ก็รู้สึกทั้งเคารพในบรรพชนเต๋า และชื่นชมในโอกาสที่เปิดกว้างขึ้นตรงหน้า
ก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าพลังระดับราชันวิถีของตน ยังไม่เพียงพอจะรับมือกับสามมหาอำนาจ จึงระมัดระวังตนอย่างถึงที่สุด ไม่กล้าลงมือกับราชันวิถีโดยง่าย
แต่ตอนนี้…สถานการณ์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!
เมื่อรู้แน่ชัดว่าศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดก็มีเพียงราชันวิถีขั้นสูงสุด เช่นนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องระวังตัวถึงเพียงนั้นอีกแล้ว
ตราบใดที่สามมหาอำนาจยังเชื่อว่าตนสามารถชนะได้โดยไม่ต้องพึ่งจอมมหาวิถี จอมมหาวิถีเหล่านั้นก็จะยังคงไม่ปรากฏตัว
และเมื่อถึงวันที่พวกเขาเริ่มรู้สึกถึงภัยคุกคามแท้จริง วันนั้น หานอวี่ก็จะไม่เกรงกลัวจอมมหาวิถีอีกต่อไปแล้ว!
คิดถึงตรงนี้ สายตาของเขาก็หันกลับไปยังทิศทางที่ถั่วอวิ๋นกับสหายจากไปก่อนหน้านี้
เริ่มจากสองคนนั้นก่อนก็แล้วกัน!
อย่าคิดไปว่า พลังที่เขาแสดงออกเมื่อครู่จะเป็นของจริง ที่แท้ก็เป็นเพียงการแสร้งแสดง เพื่อหลอกล่อให้ทั้งสองถอยไปเท่านั้น
แม้เป็นเพียงราชันวิถีเพียงคู่เดียว แต่การเตรียมการให้พร้อมก็ยังจำเป็น เพราะเขา…จะไม่ปล่อยให้ใครหนีไปได้อีก!
(จบตอน)