เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ARI ตอนที่ 2 สายเลือดไม่สามารถปฏิเสธได้ (1)

ARI ตอนที่ 2 สายเลือดไม่สามารถปฏิเสธได้ (1)

ARI ตอนที่ 2 สายเลือดไม่สามารถปฏิเสธได้ (1)


วันนี้เขาก็ยังคงกลับบ้านมาดึกเหมือนทุกวัน

เขาทำงานตั้งแต่หัวค่ำจนถึงรุ่งเช้า นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตอนนี้เขาทั้งปวดหลังและเจ็บแขน  อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ตรงกลับไปที่บ้านของเขาทันที แต่แวะที่ร้านสะดวกซื้อแทน เพื่อผ่อนคล้ายจิตใจที่เหนื่อยล้าพอๆกับร่างกายของเขา เขาจึงต้องการโซจูและราเมนสักถ้วย

“แฮ่ก... แฮ่ก...”

บ้านของเขานั้นตั้งอยู่ในสลัม ในขณะที่เขากำลังเดินขึ้นไปที่บ้านของเขา ลมหายใจของเขามันก็เริ่มหนักขึ้น เขาอาศัยอยู่ที่นี่มานานกว่าทศวรรษ แม้ว่าเขาจะแข็งแรงขึ้นจากการทำงาน แต่เขาก็ไม่ชินกับการขึ้นเนินเขานี่สักที

เอี๊ยด....

ประตูเหล็กบานเก่าส่งเสียงร้องออกมาเมื่อเขาผลักมัน เขาหยุดยืนอยู่ตรงนั้นและไม่ได้ขยับไปไหน จากหน้าต่างเขาสามารถเห็นแสงสว่างที่ออกมาจากภายในห้องของเขา

เขาอาศัยอยู่ที่นี่คนเดียว ถ้าหากไฟในห้องของเขาเปิดอยู่ล่ะก็ เขานึกถึงความเป็นไปได้แค่สองอย่างเท่านั้นนั่นคือมีคนบุกเข้ามา หรือไม่ก็พ่อของเขาที่ทิ้งเขาไปเมื่อสองปีก่อนกลับมาแล้ว

คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ที่นี่เป็นคนยากจน ดังนั้นมันจึงไม่น่าจะใช่ขโมย  นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมดวงตาของเขาจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงทันทีที่เขาเห็นแสงสว่าง

“พ่อ! พ่อครับ!”

แม้ว่าพ่อของเขาจะไม่เคยทำอะไรให้เขาเลย แต่เขาก็เป็นครอบครัวคนเดียวที่เขามี ดังนั้นแฮจินจึงคิดถึงเขามากกว่าที่จะเกลียดเขา

เขารีบเข้าไปข้างในขณะที่เรียกพ่อของเขาไปด้วย

“แฮจิน”

“หืม? พ่อ!”

ด้วยผมขาวและเครายาวที่ไม่ได้โกนมาหลายเดือน ทำให้เขาดูเหมือนคนที่อาศัยอยู่ในป่าตามลำพัง ถ้าแฮจินเจอเขาที่ข้างถนน เขาคงจะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นพ่อของเขาเอง

ใบหน้าพ่อของเขาซีดเซียว เขาล้มลงกับพื้นขณะที่กำลังเรียกชื่อลูกชายของเขา แฮจินที่กำลังประหลาดใจเดินเข้าไปหาเขาแล้วค่อยๆพยุงเขาขึ้นมา

“พ่อครับนี่มันเกิดอะไรขึ้น? อดทนไว้ก่อนนะพ่อ เดี๋ยวผมจะรีบโทรไปที่119”

ยอนซอกพ่อของแฮจินดูจะไม่ค่อยสนใจสิ่งที่ลูกชายของเขากำลังพูดสักเท่าไหร่ เขาค่อยๆหยิบบางสิ่งที่ถูกห่อด้วยหนังสือพิมพ์ออกมาจากกระเป๋าของเขา  และมอบมันให้แฮจิน

“นี่คือ....”

แม้ว่าเขาจะไม่ได้แกะดู แต่แฮจินก็สามารถรู้ได้ทันทีเลยว่ามันคืออะไร มันต้องเป็นหนึ่งในวัตถุโบราณที่พ่อของเขาขโมยมา

“ไม่ ผมสามารถอยู่ได้แม้ว่าจะไม่มีมันก็ตาม”

แฮจินรีบกดหมายเลข119อย่างรวดเร็วเพื่อขอความช่วยเหลือ

ยอนซอกพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “พ่อขอโทษ เพราะพ่อ...”

“ถ้าพ่อคิดได้อย่างนั้นก็ลุกขึ้นมาก่อน และบอกมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น?”

“ตอนนี้มันถึงเวลาแล้ว ลูกรู้ใช่ไหมว่าพ่อหมายถึงอะไร?”

พวกเขารู้อยู่แล้วว่าในที่สุดอะไรมันจะเกิดขึ้น

นานมาแล้วเมื่อตอนแฮจินยังคงเรียนอยู่ชั้นประถม ยอนซอกพ่อของเขาถูกบังคับให้ขุดหาวัตถุโบราณจากสุสานโดยตัวแทนจำหน่ายศิลปะชาวญี่ปุ่นผู้ชั่วร้ายอยู่หลายปี

เขาต้องทำงานโดยไม่มีอุปกรณ์ที่เหมาะสมเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาป่วยเป็นโรคปอด ต่อมาเขาก็ได้รับการผ่าตัดที่หัวเข่า และด้วยเหตุนี้เองมันจึงทำให้ร่างกายของเขาอ่อนแอลงไปอีก

ในเวลานั้นแฮจินได้แนะนำพ่อของเขาให้ไปลองหางานอย่างอื่นทำเนื่องสุขภาพของเขามันไม่ค่อยดีนัก ยอนซอกจึงพยายามหางานที่อินซาดง(ถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้าที่รับแลกเปลี่ยนของโบราณ) แต่เขาก็ไม่สามารถทำเงินได้มากนัก เขาจึงกลับมาปล้นสุสานตามเดิม

เขานั้นไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะเขาเกิดมาในช่วงยุคที่เกาหลีมีสงคราม การปล้นสุสานจึงเป็นสิ่งเดียวที่เขารู้

“อดทนไว้นะพ่อ มันน่าจะเหมือนกับครั้งที่แล้ว พ่อจะกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง”

“ครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน พ่อรู้อยู่แก่ใจว่ามันถึงเวลาที่จะจากไปแล้ว”

ยอนซอกส่ายหัวและพยายามยกมือที่สั่นเทาของเขาขึ้นมาเพื่อลูบใบหน้าของลูกชาย

“เด็กโง่ มันเป็นความผิดของพ่อทั้งหมด พ่อไม่ดีเอง”

“ไม่เป็นไรครับพ่อ มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น ตลอดช่วงเวลาที่ผมได้อยู่กับพ่อผมมีความสุขมาก”

“เด็กที่น่าสงสาร... เด็กที่น่าสงสาร....”

น้ำตาไหลลงมาบนใบหน้าของยอนซอก มือที่กำลังลูบใบหน้าของแฮจินอยู่เริ่มหมดเรี่ยวแรงและในที่สุดมันก็ตกลงมา

“พ่อ!”

ในคืนนั้นแฮจินได้สูญเสียพ่อของเขาไป

งานศพเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีใครมาตามหายอนซอก ดังนั้นแฮจินจึงเผาศพของเขาและโปรยอัฐิของเขาลงไปในทะเล พ่อของเขาใช้เวลาทั้งชีวิตในการปล้นสุสานของคนอื่น ดังนั้นเขาจึงไม่พูดเกี่ยวกับหลุมฝังศพของตัวเอง

เมื่อกลับถึงบ้าน แฮจินจึงเดินไปหยิบของที่อยู่ตรงมุมห้องของเขาขึ้นมา

เมื่อตอนที่แฮจินยังเด็กอยู่ ยอนซอกพ่อของเขาเคยพาเขาไปปล้นสุสานที่จีน เวียดนามและกัมพูชา อย่างไรก็ตามลูกชายของเขากลับคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควร ดังนั้นเขาจึงพยายามหยุดพ่อของเขา แต่พ่อของเขาก็ไม่ฟัง

หลังจากที่สุขภาพของเขาเริ่มแย่ลง ยอนซอกจึงแบ่งเงินส่วนหนึ่งที่เขาได้รับจากการปล้นสุสานเอาไว้สำหรับค่าใช้จ่ายประจำวันของพวกเขา ในขณะที่ส่วนที่เหลือเขานำไปซื้อวัตถุโบราณของเกาหลีที่อยู่นอกประเทศ และบริจาคพวกมันให้พิพิธภัณฑ์โดยไม่ระบุชื่อ

แฮจินไม่เข้าใจเลยว่าเขาทำไปเพื่ออะไร แต่ยอนซอกก็อธิบายว่าปู่ของเขา หรือก็คือพ่อของยอนซอกนั้นเป็นตัวแทนจำหน่ายของโบราณที่ขายวัตถุโบราณของเกาหลีจำนวนมากให้กับต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงยึดมั่นกับมันราวกับว่านี่เป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิต ยอนซอกเขาต้องการใช้หนี้แทนพ่อของเขาหลังจากที่เขาป่วย

หลังจากที่เขาแอบซื้อวัตถุโบราณของเกาหลีมาได้แล้ว เขาก็มักจะพูดเสมอว่า “ถ้าฉันไม่สามารถซื้อวัตถุโบราณของเกาหลีกลับมาได้ เช่นนั้นฉันก็ไม่สามารถชดใช้หนี้ที่พ่อของฉันทำเอาไว้กับประเทศนี้ได้”

แฮจินเขาไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดที่ว่า ปล้นสุสานของประเทศอื่นเพื่อนำวัตถุโบราณของประเทศตัวเองกลับมา อย่างไรตามพ่อของเขาก็ตั้งใจมากจนไม่มีอะไรจะมาหยุดเขาได้

ขณะที่ยอนซอกพาเขาไปที่ต่างๆโดยไม่ได้คำนึงถึงตารางเรียนของเขา แฮจินจึงเกือบจะเรียนไม่จบตั้งแต่อยู่ประถม และสำหรับม.ต้นและม.ปลายเขาทำการการสอบวัดคุณสมบัติเอา แต่มันก็แลกมาด้วยความรู้และสายตาในการมองวัตถุโบราณที่ดีกว่าของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เสียอีก

ด้วยเหตุนี้แฮจินจึงเลือกที่จะเข้าเรียนคณะโบราณคดีในมหาวิทยาลัยที่ไม่ค่อยมีคุณภาพนักเป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อที่เขาจะได้เป็นนักโบราณคดีมืออาชีพ เขานั้นไม่ต้องการที่จะเป็นโจรปล้นสุสาน แต่ต้องการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับความสวยงามของสิ่งที่เรียกว่าวัตถุโบราณมากกว่า

ต่อมาพ่อของเขาถูกจับได้ในขณะที่กำลังขายวัตถุโบราณที่ผิดกฎหมายในกัมพูชา และถูกตัดสินให้จำคุกเป็นเวลาสองปี เมื่อแฮจินรู้เรื่องเขาจึงตัดสินใจหยุดเรียน และใช้เงินรวมถึงวัตถุโบราณที่พวกเขามีทั้งหมดเพื่อช่วยพ่อของเขาให้ออกมาจากคุก

แฮจินพยายามหยุดพ่อของเขาไม่ให้ไปปล้นสุสานอีก แต่เขาก็ไม่ฟัง เขาพยายามโน้มน้าวพ่อของเขาเพื่อไม่ให้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับวัตถุโบราณ และมีชีวิตอยู่โดยใช้แรงงานเท่านั้น... แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันจบแล้ว

ดวงตาของแฮจินแดงก่ำในขณะที่เขาค่อยๆแกะหนังสือพิมพ์ออก

“นี่มันอะไร...”

เขาหัวเราะด้วยความสิ้นหวัง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องเป็นวัตถุโบราณยิ่งใหญ่ แต่เขาคิดว่าอย่างน้อยมันควรเป็นอะไรสักอย่างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตามข้างในมันกลับเป็นเพียงแค่อิฐสีดำเท่านั้น

แต่แล้วเขาก็รู้สึกว่ามันเบาเกินไปที่จะเป็นแค่อิฐ

“หืม?”

มันไม่ใช่อิฐ เพราะมันให้ความรู้สึกหยาบเวลาที่สัมผัส และมันก็ไม่ได้เย็นเหมือนหินหรือโลหะ ถ้าจะพูดให้ถูกความรู้สึกมันเหมือนกับหนังมากกว่า

เขาก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่ในขณะที่เขาคิดว่ามันทำมาจากหนังเขาก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที

แฮจินวางมันลงกับพื้นแล้วคุกเข่าลงเพื่อที่จะได้มองมันใกล้ๆ

มันมีรอยแตกบางๆที่ด้านข้าง ดูแล้วมันน่าจะเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง

แฮจินรู้ว่าพ่อของเขาเสียชีวิตหลังจากป่วยด้วยโรคที่ไม่รู้จัก เขาติดโรคนี้มาตอนที่เขากำลังปล้นสุสานและทนทุกข์ทรมานกับมันมานาน ส่วนตัวแล้วเขาเชื่อว่าคำสาปมีอยู่จริง

เขากำลังคิดอย่างหนักว่าควรจะเปิดมันดีไหม เพราะเขารู้สึกว่าไม่ควรจะเปิดมัน

แม้ว่าเขาอยากจะกำจัดมันทิ้ง แต่เขาก็ละสายตาจากมันไม่ได้ หลังจากจ้องมองมันสักพักเขาก็เงยหน้าขึ้น ตอนนี้ดวงอาทิตย์มันไม่ได้อยู่บนท้องฟ้าอีกต่อไปแล้ว และเมื่อเขามองไปที่นาฬิกามันก็เป็นเวลากว่าสามทุ่ม เขานั่งอยู่ที่เดิมมาประมาณห้าชั่วโมง แต่ที่แปลกคือขาของเขาไม่รู้สึกปวดเลยด้วยซ้ำ

เขาถึงกับรู้สึกขนลุกอีกครั้ง พ่อเอามันมาจากไหน? เขายังคงจำหนังสยองขวัญที่เขาดูเมื่อวานได้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ไปสำรวจบ้านผีสิงเพื่อพิสูจน์ปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้...

ในขณะที่เขากำลังนึกถึงหนังสยองขวัญที่เขาดูเมื่อวาน มือของเขามันก็เอื้อมไปพลิกหน้าหนังสือเอง

“เชี่ย...”

เขาทำมัน แต่มันก็ไม่ใช่เขา เขาไม่สามารถควบคุมมือของตัวเองได้ และตอนนี้มันก็กำลังพลิกหนังสือด้วยตัวเอง

‘งานนี้ฉันตายแน่’ นี่คือความคิดแรกที่เข้ามาในหัวของเขา

ต่อมาเขาก็เห็นตัวอักษรที่ถูกเขียนอยู่ในหนังสือ

พวกมันถูกเขียนด้วยสีแดงเลือดบนพื้นหลังสีดำ เขาไม่เคยเห็นตัวอักษรแบบนี้มาก่อน เขาเคยคิดว่ามีแค่ไม่กี่ภาษาเท่านั้นที่เขาไม่เคยเห็น และเรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้พ่อที่เป็นนักปล้นสุสานของเขา  แต่ที่เขากำลังอ่านอยู่นี้ดูเหมือนว่ามันจะเป็นของใหม่

นี่มันจะต้องเป็นคำสาปแน่ๆ เขาไม่สามารถหยุดความคิดที่ว่าถ้าเขาอ่านต่อไปเขาจะเริ่มกลายเป็นบ้า หรือไม่ก็เริ่มเห็นสิ่งแปลกๆเช่นในหนังและนิยาย จากนั้นก็จบลงด้วยการที่เขาฆ่าทุกคนรวมถึงตัวเขาเองด้วย

เขารีบเดินไปที่เตาแก๊ส เปิดมันและวางหนังสือต้องสาปเอาไว้บนไฟ

ตอนแรกมันก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นกับหนังสือเล่มนี้  เช่นเดียวกับถ่านที่เผาไหม้ได้ไม่ดี และจะติดไฟก็ต่อเมื่อโดนไฟนานพอ

ไม่ว่ามันจะทำมาจากอะไร สิ่งที่ถูกสาปนี้มันก็สร้างควันดำพร้อมกลิ่นที่น่ารังเกียจที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันคล้ายกับกลิ่นเผาไหม้ของพลาสติก

อย่างไรก็ตามแฮจินเขาก็ไม่ขยับจนกว่ามันจะถูกไฟเผาหมด เพราะเขากลัวว่าถ้าเขาละสายตาจากมันไปแม้สักครู่หนึ่ง มันก็จะหายไปและไปปรากฏอีกครั้งที่อื่นเหมือนในพล็อตหนังผี

เขารวบรวมขี้เถ้าที่เหลือและโยนมันออกไป เพียงเท่านี้เขาก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว

“ทำไมเขาถึงทิ้งมันเอาไว้ให้ฉัน?”

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขาชอบหนังสือลึกลับเล่มนี้มากจนถึงขนาดนำมาให้ฉัน? เขาจะต้องไม่มีเซ้นส์ด้านความรู้สึกแน่ๆถึงได้เอาของแบบนี้มาให้

ในคืนนั้น แฮจินเขามีความฝันแปลกๆ  คนที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนเข้ามาจับหัวของเขาและเขย่าพร้อมกับพึมพำแปลกๆ มันเป็นภาษาที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน : อย่างไรก็ตามเขากลับเข้าใจสิ่งที่คนๆนั้นพูดทุกอย่าง

เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็มองออกไปที่นอกหน้าต่างตามความเคยชินของเขา พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น จากนั้นเขาก็มองไปที่นาฬิกาและพบว่ามันพึ่งจะตีห้าเท่านั้น

เพราะหัวใจที่กำลังเต้นแรง มันจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่สามารถกลับไปนอนต่อได้ ดังนั้นเขาจึงลุกขึ้น

“ตลกดี... เป็นเพราะช่วงนี้ฉันอ่านนิยายมากเกินไปงั้นเหรอ?”

สิ่งที่เขาคิดว่ามันตลกคือ ภาษาที่เขาได้ยินมันเป็นเวทมนตร์ที่เขาสามารถอ่านได้จากนิยายเท่านั้น เขาคิดว่าที่เขาฝันประหลาดแบบนี้มันเป็นเพราะนิยายเว็บมากมายที่เขาเคยอ่าน เขาส่ายหัวและเปิดทีวี

เขาตัดสันใจว่าเขาจะหยุดพักสักสองสามวัน ตั้งแต่ที่พ่อของเขาจากไป เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปทำงานใช้แรงงานอีกแล้ว แน่นอนถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ แต่เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ทำงานหนักอีกต่อไป ส่วนเงินที่เขาเก็บเอาไว้มันก็มากพอให้เขาสามารถพักไปได้อีกสองสามเดือน

เขาใช้เวลาของเขาไปกับการดูการแสดงตลก และละครที่ในอดีตเขาไม่สามารถดูได้ เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปจนตอนนี้พระอาทิตย์ได้ขึ้นมาอยู่กลางท้องฟ้าแล้ว

“เที่ยงนี้ฉันกินข้าวผัดดีไหมนะ?”

เนื่องจากเขาหิวเขาจึงหยิบใบปลิวของร้านอาหารจีนขึ้นมาและกำลังจะกดโทรไปสั่งอาหาร แต่แล้วก็มีสายจากชื่อที่คุ้นเคยโทรเข้ามาเสียก่อน เป็นฮวางคนที่เขาทำงานด้วยกันมาตลอด

“ฮัลโหล?”

“ไงนี่ฉันเองนะ นายเป็นไงบ้าง?”

“ก็ยังมีชีวิตอยู่...”

ฮวางเขารู้อยู่แล้วว่าพ่อของแฮจินพึ่งเสียชีวิตทำให้เขาไม่ได้ไปทำงาน มันน่าแปลกที่เขาถามว่าฉันเป็นยังไงบ้าง ดูเหมือนว่าเขาจะมีเรื่องบางอย่างที่ต้องการจะคุยกับฉัน?

“อืมมม...คือที่จริงเราพบบางอย่างแปลกๆที่ไซต์ก่อสร้าง มันเป็นเรื่องที่นายถนัดใช่ไหมละ?”

ถ้ามันเป็นศพฮวางคงจะโทรหาตำรวจแทนแฮจิน งั้นมันก็เป็นไปได้แค่เรื่องเดียวเท่านั้นที่เขาจะบอกว่ามันแปลก มันคือเรื่องวัตถุโบราณแน่ๆ เมื่อตอนที่เขายังคงเรื่องเรียนโบราณคดีอยู่ บางครั้งฮวางก็จะมาของความช่วยเหลือเรื่องนี้จากแฮจิน ครั้งนี้มันก็น่าจะเหมือนกัน

“แล้วคุณได้บอกเรื่องนี้กับเจ้าของอาคารรึยัง?”

การก่อสร้างที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือการรื้อบ้านเก่าสองชั้นเพื่อสร้างวิลล่าห้าชั้นแทน หากว่ามีการค้นพบวัตถุโบราณในไซต์ก่อสร้างจะต้องแจ้งให้เจ้าของอาคารทราบทันที

“แน่นอนว่าเขารู้ แถมฉันก็ยังบอกเรื่องของนายกับเขาด้วย ดังนั้นตอนนี้เขาก็เลยต้องการให้นายมาดูให้เขาหน่อย นายก็น่าจะรู้สถานการณ์ของเขาใช่ไหม เขาตัดสินใจกู้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อที่จะเอามาสร้างวิลล่า เขาจะต้องล้มละลายแน่ๆหากการก่อสร้างหยุดลง จากนั้นเราก็อาจจะไม่ได้รับเงินของเราด้วยซ้ำ... นายก็น่าจะรู้ว่าฉันหมายถึงอะไร”

หากว่ามีการค้นพบวัตถุโบราณหนึ่งถึงสองชิ้นจากพื้นดิน เราก็สามารถแจ้งรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องนี้และกลับมาทำงานต่อได้ แน่นอนว่าพวกเขาสามารถขายของนั้นอย่างลับๆได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามหากของชิ้นนั้นมันมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์มาก สถานการณ์มันจะต่างออกไปทันที

หากพวกเขาแจ้งให้รัฐบาลทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไซต์ก่อสร้างมันจะถูกกำหนดให้เป็นโบราณสถาน การก่อสร้างทั้งหมดจะถูกหยุดทันทีในขณะที่การขุดค้นจะเริ่มขึ้นแทน นั่นคงจะเป็นจุดจบสำหรับเจ้าของ ดังนั้นเขาจึงอยากจะถามแฮจินเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียด

“โอเค ผมกำลังไป”

จริงๆแล้วแฮจินไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ เขาทำได้เพียงแค่แจ้งให้พวกเขาทราบถึงผลลัพธ์ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จากกรมการบริหารมรดกทางวัฒนธรรมจะมาถึง ที่สำคัญกว่านั่นคือพวกเขาขุดพบวัตถุโบราณอะไร

เขารีบอาบน้ำและออกจากบ้านไปด้วยความตื่นเต้น นี่คือความรู้สึกของพ่อเมื่อได้พบกับวัตถุโบราณชิ้นใหม่

สายเลือดไม่สามารถปฏิเสธได้

จบบทที่ ARI ตอนที่ 2 สายเลือดไม่สามารถปฏิเสธได้ (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว